PDA

View Full Version : พระอริยบุคคล


จอร์จ
09-13-2007, 03:16 PM
<CENTER><TABLE width=450 border=0><TBODY><TR><TD width=450 bgColor=#dfc4fd>พระอริยบุคคล
</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><!-- End of Head --><!-- Begin of Data --><CENTER><TABLE height=239 width=450 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top width=65 height=235>

</TD><TD height=235>พระอริยบุคคล หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ ทางพุทธศาสนาถือว่าความเป็น
พระอริยบุคคลนั้น กำหนดได้ด้วยการละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) ไว้ในภพ
ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต่ำ เมื่อละได้มากก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น
ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์ สังโยชน์มี 10 อย่าง เทียบตามส่วนที่พระอริยบุคคล
ละได้เป็นลำดับดังนี้
1. พระโสดาบัน ละสิ่งดังต่อไปนี้
1) สักกายทิฏฐิ - ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน
2) วิจิกิจฉา - ความสงสัยว่าพระวัตนตรัยดีจริงหรือ
3) ศีลพตปรามาส - การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบัน ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ
แล้วจะบรรลุนิพพาน คือพระอรหันต์
2. พระสกทาคามี ละขั้นพระโสดาบัน แต่จิตคลายจากราคะ โทสะ
และโมหะมากขึ้น เมื่อบรรลุเป็นพระสกทาคามี จะเกิดอีกครั้งเดียว
3. พระอนาคามี ละขั้นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และรวมอีก 2 คือ
4) กามราคะ - ความติดใจในกามารมณ์
5) ปฏิฆะ - ความขัดเคืองใจ
เมื่อบรรลุเป็นพระอนาคามี จะเลิกครองเรือน ประพฤติพรหมจรรย์
ตายแล้วจะไปเกิดในพรหมโลก 4. พระอรหันต์ ละขั้นพระโสดาบัน พระสกทาคา พระอนาคามี และรวมอีก 5 คือ
6) รูปราคะ - ความติดใจในรูป เช่นชอบของสวยงาม
7) อรูปราคะ - ติดใจในของไม่มีรูป เช่นความสรรเสริญ
8) มานะ - ความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ เช่นติดในสมณศักดิ์
9) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ไม่สงบใจ
10) อวิชชา - ความไม่รู้อริยสัจสี่
เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ หากสิ้นชีวิตแล้วจะไม่เกิดอีก
:o :o :o









</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>

cassanovit
09-13-2007, 04:37 PM
สาธุๆๆ

Pissanu
09-13-2007, 05:35 PM
สาธุครับ

เอกณัฐยศ
09-13-2007, 09:03 PM
ยอดเยี่ยมครับ โมทนาบุญด้วยครับ

my_mind
09-13-2007, 11:21 PM
โมทนาด้วยค่า สาธุ๊.. รูปหลวงปู่ของคุณพี่ข้างบนสวยดีน้ะคะ ขอเซฟเลยน้ะคะ ขอบคุณค่า ^^ ธรรมรักษาค่ะ

kittitouch
09-14-2007, 03:40 PM
อนุโมทนาสาธุครับ

nirut_nai
09-14-2007, 04:11 PM
อนุโมทนาสาธูคร้าบ

พอชูเดช
03-10-2008, 04:48 PM
สาธุครับ ธรรมมะดีๆ ลำดับขั้นฝ่ายสาวกภูมิ สาธุครับ

ปัจเจกภูมิ
03-17-2008, 02:00 AM
อายันตุ โภนโต อิธะ ทานะ สีละ เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจาธิฏฐานะเมตตุเปกขา ยุทธายะ โว คัณหะถะอาวุธานีติ.
ดูก่อนพระบารมีทั้งหลาย ขอเชิญพระบารมีคือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฐานะ เมตตา และอุเบกขา จงมาที่นี่โดยเร็วพลัน แล้วพากันถือเอาอาวุธ เพื่อยุทธ์กับพญามาร (กิเลส) เถิด.
อนุโมทนาครับ.
บริจาคเงินช่วยวัดพระบาทน้ำพุ
โทร.1900-222-200 6บาท/นาที

<!-- / message -->
<!-- / message -->

hacknok
03-17-2008, 04:25 AM
อนุโมทนาบุญกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งมวลครับ

phayao
03-17-2008, 11:27 AM
อนุโมทนาครับ....ขออนุญาติคัดลอกเพื่อนำไปสอนนักเรียนต่อครับ

hon9999
03-17-2008, 01:52 PM
อนุโมทนาครับ ขอให้หลวงปู่ทวด-หลวงปู่ดู่-หลวงตาม้า ช่วยแนะนำสั่งสอน-โปรด พวกผมและหมู่คณะด้วยเถิดครับ สาธุ

Rich
03-17-2008, 07:57 PM
เป็นการอธิบาย ในรูปแบบของ บัญญัติ ครับ อารมณ์จริงๆต้องปฏิบัติเอง นาน พอสมควร ตามแต่ อินทรีย์ 5 และ ความหนาแน่นของกิเลสในจิตใจ ว่ามากน้อย หรือกล้าแข็ง เพียงไรครับ

ซึ่งการปฏิบัติ ของสาวกภูมินั้นเป้น พื้นฐาน ที่สำคัญที่สุด ของ ทุกชั้นภูมิ ถึง พระโพธิสัตว์ภูมิ ด้วยเช่นกันครับ 84000 พระธรรมขันธ์ไม่เรียน ไม่พึงปฏิบัติไว้ อย่างได้หวังในมรรคผล แม้แต่ข้อเดียวครับผม

พึ่งหมั่นดูจิต กันไว้มากๆ ครับ เช่น นั่งดูแบบสบายๆว่า ตอนนี้ จิตตัวเองเป็นอย่างไร ไปเรื่อยๆ ช่วงไหล เผลอดูแล้วมีสติ ระลึกกลับมาได้ ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ จะเห็น อารมณ์เกิด ดับ เกิด ดับ จะเริ่มเข้าใจจิตมากขึ้นว่า จิตใจ และ สภาวะต่างๆ เราควบคุมไม่ได้นี่หว่า ยิ่งไปควบคุมยิ่งเป็นทุกข์ อันนี้ต้องพิจารณาให้เห็นเอง อย่าเข้าใจที่ผมเขียนนะครับ ต้องดูเอง บอกเคล็ดลับ ให้ออกไปนอกบ้านมากๆ อย่านั่งเฉยๆ จิตจะมีอารมณ์มากระทบมาก จะได้ดูได้มากๆ ทำๆไป จะเริ่มเข้าใจว่าหลบหลีกสภาวะต่างๆไม่ได้เลย ได้แต่เลือกที่จะรับคือเสวยทุกข์ไว้ หรือ เข้าใจมันและปลดปล่อยมันได้ทั้งหมด

เลือกที่จะรับไว้ คือ

ขันติ
วิริยะ
สมถกรรมฐาน ทุกรูปแบบ
เดินหนี
โต้ตอบ-โจมตีกันไป สร้างกรรม
คิดในแง่ดี ลบล้างมัน

เลือกที่จะปลดปล่อย

วิปัสสนา มีสติ และเข้าใจ สภาวธรรมชาติที่แท้จริงของจิต ว่า เรื่องต่างๆที่เข้ามา เราห้ามมันไม่ได้หรอก ไม่มีใครสุข ตลอด ทุกข์ตลอด ไอที่เราสุขอยู่นี่ มันสุขไม่จริงมันทุกข์ แต่เรามองไม่เห็น มันคือ ตัณหาละเอียด เราเสพสมาธิบน ณาน4 ก็ได้แต่สงบเป็นพรรคๆ พอออกมาแล้ว โดนโจมตีก็วีนแตก

เพราะ เราปล่อยวางกันไม่เป็น เราติดในสุข เราติดในความสงบ เมื่อมีคน มาทำลาย ความสงบ สุข ของเราทิ้งไป เราก็ โมโหร้ายเป็นธรรมดา จะเห้นได้ว่าคนแบบนี้มีมาก ไม่ใช่ ปฏิบัติไม่ถูกทางนะครับ เพียงแต่ เส้นผมบังภูเขา เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ จงมีสติ ระลึกรู้ความเป้นจริง กัน

เมื่อปฏิบัติไป จะค้นภพว่า การมีขันธ์นี่แหละเป็นสาเหตุแห่งกองทุกข์ เมื่ออินทรีย์แก่กล้า บริบูรณ์ จะเห็น ความสุขและความทุกข์ มีคุณค่าเท่ากัน และ ละ ซึ่งทั้ง 2 อารมณ์ เดินเข้าสู่ อนาคามีปฏิมรรคผล ทิ้ง โลกไว้เบื้องหลัง ทิ้ง กาย อันเป็น ที่สะสมทุกข์ทิ้งไป จึงระงับ เวทนา ขันธ์ได้ เหลือสิ่งเดียว ที่ยังละไม่ได้ คือ จิตหรือวิญญาณขันธ์

เมื่อ จิตรวมเป็นหนึ่ง พิจารณาธรรม ทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว จบลง ด้วยความอิ่มในธรรม เห็น โลกราบเป็นหน้ากอง ธรรมทั้งปวงเสมอเหมือนกันหมด ที่ อันไหน สูง อันไหน ต่ำ เพราะจิตใจเรานั่นเอง บรมธรรมสูงสุดก็เกิดขึ้นในจิต เป็นสภาวะพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะ เห็นว่า อันจิตของเราเองนั่นแหละ ที่ถือเอาไว้ทุกชาติ เป็น ทุกข์ ท่านก็สลัดเครื่องร้อยรัดที่มีมานานกว่า 1 อสงไข กำไรมหาแสนกัปป์ บรรลุซึ่งอรหันตผล เป็น สอุปาทิเสสนิพพาน เพือ รอ สภาวะ อนุปาทิเสสนิพพาน คือการนิพพานจริงซึ่งไร้เบญจขันธ์


เรื่องของ นิพพานจึงเป็นเรื่องของความเข้าถึงของผู้เพียรปฏิบัติเอง ไม่ใช่ผู้เพียรเข้าใจด้วยอารมณ์นึกคิด

ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านมักจะทดสอบ ด้วยแบบทดสอบมากมาย ว่าถึงไหนแล้ว ทั้งการยั่วโมโหให้โกรธ ถากถาง หรือ ล่อให้เผลอ เป็นต้นครับ ซึ่งได้ผลอย่างดี มีทั้ง พระอริยเก้ และ จริง มากมายในโลกยุคปัจจุบัน ^^:D :o :(

ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้พบพระนิพพาน พระศรีอารย์ อยู่ ณ เบื้องหน้าด้วย เทอญ ^^:D :o :(

รากแห่งธรรม
03-17-2008, 10:30 PM
อ่านะครับสาธุครับ

hon9999
03-18-2008, 12:16 AM
ส่วนตัวน่ะครับ ผิดถูกอย่าว่ากันน่ะครับ ผมว่าพี่ๆน้องๆที่เข้าเว็บนี้(หรือบุคคลอื่นก็ได้)ที่ได้มีการสวดมนต์หรือปฏิบัติธรรมกันด้วยใจ ไม่ว่าจะประสบพบเห็นหรือยังไม่เห็นก็ตาม ผมว่าก็เริ่มก้าวแรกแล้ว(ขอเปรียบเหมือนการก้าวขึ้นบันไดน่ะครับ)แล้วเพียงแต่จะถึงขั้นแรกเร็วหรือช้าเท่านั้นครับ

maple-leaf
03-22-2008, 12:12 AM
เป็นการอธิบาย ในรูปแบบของ บัญญัติ ครับ อารมณ์จริงๆต้องปฏิบัติเอง นาน พอสมควร ตามแต่ อินทรีย์ 5 และ ความหนาแน่นของกิเลสในจิตใจ ว่ามากน้อย หรือกล้าแข็ง เพียงไรครับ

ซึ่งการปฏิบัติ ของสาวกภูมินั้นเป้น พื้นฐาน ที่สำคัญที่สุด ของ ทุกชั้นภูมิ ถึง พระโพธิสัตว์ภูมิ ด้วยเช่นกันครับ 84000 พระธรรมขันธ์ไม่เรียน ไม่พึงปฏิบัติไว้ อย่างได้หวังในมรรคผล แม้แต่ข้อเดียวครับผม

พึ่งหมั่นดูจิต กันไว้มากๆ ครับ เช่น นั่งดูแบบสบายๆว่า ตอนนี้ จิตตัวเองเป็นอย่างไร ไปเรื่อยๆ ช่วงไหล เผลอดูแล้วมีสติ ระลึกกลับมาได้ ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ จะเห็น อารมณ์เกิด ดับ เกิด ดับ จะเริ่มเข้าใจจิตมากขึ้นว่า จิตใจ และ สภาวะต่างๆ เราควบคุมไม่ได้นี่หว่า ยิ่งไปควบคุมยิ่งเป็นทุกข์ อันนี้ต้องพิจารณาให้เห็นเอง อย่าเข้าใจที่ผมเขียนนะครับ ต้องดูเอง บอกเคล็ดลับ ให้ออกไปนอกบ้านมากๆ อย่านั่งเฉยๆ จิตจะมีอารมณ์มากระทบมาก จะได้ดูได้มากๆ ทำๆไป จะเริ่มเข้าใจว่าหลบหลีกสภาวะต่างๆไม่ได้เลย ได้แต่เลือกที่จะรับคือเสวยทุกข์ไว้ หรือ เข้าใจมันและปลดปล่อยมันได้ทั้งหมด

:o โมทนาด้วยนะคะน้อง Richy
เห็นด้วยกับน้อง ในการออกไปมี "ปฏิสัมพันธ์" กับสังคมและผู้คน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์เป็นการบ้านแก่เรา เพื่อนำความรู้จากพระธรรม 84000 พระธรรมขันธ์ ขึ้นมาใช้ในการพัฒนาจิต แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องกลับไปเข้าห้องเรียนอีกเพื่อ ค้นหาว่าพระธรรมข้อไหน ที่จะนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน

เลือกที่จะรับไว้ คือ

ขันติ
วิริยะ
สมถกรรมฐาน ทุกรูปแบบ
เดินหนี
โต้ตอบ-โจมตีกันไป สร้างกรรม
คิดในแง่ดี ลบล้างมัน

เลือกที่จะปลดปล่อย

วิปัสสนา มีสติ และเข้าใจ สภาวธรรมชาติที่แท้จริงของจิต ว่า เรื่องต่างๆที่เข้ามา เราห้ามมันไม่ได้หรอก ไม่มีใครสุข ตลอด ทุกข์ตลอด ไอที่เราสุขอยู่นี่ มันสุขไม่จริงมันทุกข์ แต่เรามองไม่เห็น มันคือ ตัณหาละเอียด เราเสพสมาธิบน ณาน4 ก็ได้แต่สงบเป็นพรรคๆ พอออกมาแล้ว โดนโจมตีก็วีนแตก

เรื่องการเสพสมาธิบนญาณ 4 แต่เมื่อมาใช้ชีวิตประจำวัน โดนโจมดีก็วีนแตก (ยิ้ม) ก็ยอมรับค่ะ เพราะจากประสบการณ์ คนที่เคยรู้จักมา หลายคนที่ปฎิบัติสมถกรรมฐาน พอมาเข้าสังคมกับวางตัวว่าวิเศษกว่าเขา มองข้อด้อยข้อบกพร่อง ของคนอื่น แล้วก็มาลงท้ายด้วยการผิดศีลข้อ 4 คือนำไปวิพากษ์ วิจารณ์ ไม่สังคมด้วย มองไปแล้วพรหมวิหาร 4 ในข้อกรุณานั้นก็ลืมไป ครั้งหนึ่งพี่ไปวัดทำบุญ ได้คุยกับท่านนักปฏิบัติ ( ท่านนี้กลับเมืองไทย ก็ไปปฏิบัติธรรมภาวนา กิน นอน อยู่วัดหลายวันแทบทุกทริป)
วันที่คุยกับพี่ท่านบอกว่า เพื่อนอีกคน โทรไปหาตอนกำลังสวดมนต์ ทำให้หงุดหงิด แล้วก็พูดว่าแรง ๆ รวมทั้งแช่งเพื่อนที่โทรไปหา ให้พี่ฟัง พี่เองก็สดุดหยุดกึ่ก ว่าไอ่หย่า เลยรีบยกมือไหว้แล้วลากลับ ที่เล่านี้ก็เพื่ออุธาหรณ์ แก่ญาติธรรมทุก ๆ ท่านให้นำไปพิจารณา


เพราะ เราปล่อยวางกันไม่เป็น เราติดในสุข เราติดในความสงบ เมื่อมีคน มาทำลาย ความสงบ สุข ของเราทิ้งไป เราก็ โมโหร้ายเป็นธรรมดา จะเห้นได้ว่าคนแบบนี้มีมาก ไม่ใช่ ปฏิบัติไม่ถูกทางนะครับ เพียงแต่ เส้นผมบังภูเขา เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ จงมีสติ ระลึกรู้ความเป้นจริง กัน

เมื่อปฏิบัติไป จะค้นภพว่า การมีขันธ์นี่แหละเป็นสาเหตุแห่งกองทุกข์ เมื่ออินทรีย์แก่กล้า บริบูรณ์ จะเห็น ความสุขและความทุกข์ มีคุณค่าเท่ากัน และ ละ ซึ่งทั้ง 2 อารมณ์ เดินเข้าสู่ อนาคามีปฏิมรรคผล ทิ้ง โลกไว้เบื้องหลัง ทิ้ง กาย อันเป็น ที่สะสมทุกข์ทิ้งไป จึงระงับ เวทนา ขันธ์ได้ เหลือสิ่งเดียว ที่ยังละไม่ได้ คือ จิตหรือวิญญาณขันธ์

เมื่อ จิตรวมเป็นหนึ่ง พิจารณาธรรม ทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว จบลง ด้วยความอิ่มในธรรม เห็น โลกราบเป็นหน้ากอง ธรรมทั้งปวงเสมอเหมือนกันหมด ที่ อันไหน สูง อันไหน ต่ำ เพราะจิตใจเรานั่นเอง บรมธรรมสูงสุดก็เกิดขึ้นในจิต เป็นสภาวะพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะ เห็นว่า อันจิตของเราเองนั่นแหละ ที่ถือเอาไว้ทุกชาติ เป็น ทุกข์ ท่านก็สลัดเครื่องร้อยรัดที่มีมานานกว่า 1 อสงไข กำไรมหาแสนกัปป์ บรรลุซึ่งอรหันตผล เป็น สอุปาทิเสสนิพพาน เพือ รอ สภาวะ อนุปาทิเสสนิพพาน คือการนิพพานจริงซึ่งไร้เบญจขันธ์


เรื่องของ นิพพานจึงเป็นเรื่องของความเข้าถึงของผู้เพียรปฏิบัติเอง ไม่ใช่ผู้เพียรเข้าใจด้วยอารมณ์นึกคิด

ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านมักจะทดสอบ ด้วยแบบทดสอบมากมาย ว่าถึงไหนแล้ว ทั้งการยั่วโมโหให้โกรธ ถากถาง หรือ ล่อให้เผลอ เป็นต้นครับ ซึ่งได้ผลอย่างดี มีทั้ง พระอริยเก้ และ จริง มากมายในโลกยุคปัจจุบัน ^^:D :o :(

ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้พบพระนิพพาน พระศรีอารย์ อยู่ ณ เบื้องหน้าด้วย เทอญ ^^:D :o :(

พี่ตามอ่านที่น้องโพสประจำ น้องมีภูมิรู้ในธรรมะหลายประการ สามารถอธิบายธรรมะพื้นฐาน ที่สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันได้ อยากให้น้องตั้งกระทู้ ขึ้นมาว่าด้วยเรื่องข้อธรรมะปฏิบัติ สำหรับชีวิตประจำวัน จะเป็นธรรมทานที่ส่งผลมากทีเดียว (งานนี้พี่จะได้ควักสมองเธอมาแผ่ดูซิ ว่าทำไมถึงพัฒนาไปมากกว่าคนแก่อย่างพี่)

:o :o :o

peang25
03-22-2008, 11:11 PM
โมทนาบุญด้วยครับ

แก้วแกมกาญจน์
04-08-2008, 03:57 PM
ถ้าผ่าน3ข้อแรกได้ ก็ถือว่าเป็นชาวบ้านชั้นดีนะเนี่ย

yume
04-09-2008, 12:38 AM
เป็นการอธิบาย ในรูปแบบของ บัญญัติ ครับ อารมณ์จริงๆต้องปฏิบัติเอง นาน พอสมควร ตามแต่ อินทรีย์ 5 และ ความหนาแน่นของกิเลสในจิตใจ ว่ามากน้อย หรือกล้าแข็ง เพียงไรครับ

ซึ่งการปฏิบัติ ของสาวกภูมินั้นเป้น พื้นฐาน ที่สำคัญที่สุด ของ ทุกชั้นภูมิ ถึง พระโพธิสัตว์ภูมิ ด้วยเช่นกันครับ 84000 พระธรรมขันธ์ไม่เรียน ไม่พึงปฏิบัติไว้ อย่างได้หวังในมรรคผล แม้แต่ข้อเดียวครับผม

พึ่งหมั่นดูจิต กันไว้มากๆ ครับ เช่น นั่งดูแบบสบายๆว่า ตอนนี้ จิตตัวเองเป็นอย่างไร ไปเรื่อยๆ ช่วงไหล เผลอดูแล้วมีสติ ระลึกกลับมาได้ ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ จะเห็น อารมณ์เกิด ดับ เกิด ดับ จะเริ่มเข้าใจจิตมากขึ้นว่า จิตใจ และ สภาวะต่างๆ เราควบคุมไม่ได้นี่หว่า ยิ่งไปควบคุมยิ่งเป็นทุกข์ อันนี้ต้องพิจารณาให้เห็นเอง อย่าเข้าใจที่ผมเขียนนะครับ ต้องดูเอง บอกเคล็ดลับ ให้ออกไปนอกบ้านมากๆ อย่านั่งเฉยๆ จิตจะมีอารมณ์มากระทบมาก จะได้ดูได้มากๆ ทำๆไป จะเริ่มเข้าใจว่าหลบหลีกสภาวะต่างๆไม่ได้เลย ได้แต่เลือกที่จะรับคือเสวยทุกข์ไว้ หรือ เข้าใจมันและปลดปล่อยมันได้ทั้งหมด

เลือกที่จะรับไว้ คือ

ขันติ
วิริยะ
สมถกรรมฐาน ทุกรูปแบบ
เดินหนี
โต้ตอบ-โจมตีกันไป สร้างกรรม
คิดในแง่ดี ลบล้างมัน

เลือกที่จะปลดปล่อย

วิปัสสนา มีสติ และเข้าใจ สภาวธรรมชาติที่แท้จริงของจิต ว่า เรื่องต่างๆที่เข้ามา เราห้ามมันไม่ได้หรอก ไม่มีใครสุข ตลอด ทุกข์ตลอด ไอที่เราสุขอยู่นี่ มันสุขไม่จริงมันทุกข์ แต่เรามองไม่เห็น มันคือ ตัณหาละเอียด เราเสพสมาธิบน ณาน4 ก็ได้แต่สงบเป็นพรรคๆ พอออกมาแล้ว โดนโจมตีก็วีนแตก

เพราะ เราปล่อยวางกันไม่เป็น เราติดในสุข เราติดในความสงบ เมื่อมีคน มาทำลาย ความสงบ สุข ของเราทิ้งไป เราก็ โมโหร้ายเป็นธรรมดา จะเห้นได้ว่าคนแบบนี้มีมาก ไม่ใช่ ปฏิบัติไม่ถูกทางนะครับ เพียงแต่ เส้นผมบังภูเขา เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ จงมีสติ ระลึกรู้ความเป้นจริง กัน

เมื่อปฏิบัติไป จะค้นภพว่า การมีขันธ์นี่แหละเป็นสาเหตุแห่งกองทุกข์ เมื่ออินทรีย์แก่กล้า บริบูรณ์ จะเห็น ความสุขและความทุกข์ มีคุณค่าเท่ากัน และ ละ ซึ่งทั้ง 2 อารมณ์ เดินเข้าสู่ อนาคามีปฏิมรรคผล ทิ้ง โลกไว้เบื้องหลัง ทิ้ง กาย อันเป็น ที่สะสมทุกข์ทิ้งไป จึงระงับ เวทนา ขันธ์ได้ เหลือสิ่งเดียว ที่ยังละไม่ได้ คือ จิตหรือวิญญาณขันธ์

เมื่อ จิตรวมเป็นหนึ่ง พิจารณาธรรม ทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว จบลง ด้วยความอิ่มในธรรม เห็น โลกราบเป็นหน้ากอง ธรรมทั้งปวงเสมอเหมือนกันหมด ที่ อันไหน สูง อันไหน ต่ำ เพราะจิตใจเรานั่นเอง บรมธรรมสูงสุดก็เกิดขึ้นในจิต เป็นสภาวะพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะ เห็นว่า อันจิตของเราเองนั่นแหละ ที่ถือเอาไว้ทุกชาติ เป็น ทุกข์ ท่านก็สลัดเครื่องร้อยรัดที่มีมานานกว่า 1 อสงไข กำไรมหาแสนกัปป์ บรรลุซึ่งอรหันตผล เป็น สอุปาทิเสสนิพพาน เพือ รอ สภาวะ อนุปาทิเสสนิพพาน คือการนิพพานจริงซึ่งไร้เบญจขันธ์


เรื่องของ นิพพานจึงเป็นเรื่องของความเข้าถึงของผู้เพียรปฏิบัติเอง ไม่ใช่ผู้เพียรเข้าใจด้วยอารมณ์นึกคิด

ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านมักจะทดสอบ ด้วยแบบทดสอบมากมาย ว่าถึงไหนแล้ว ทั้งการยั่วโมโหให้โกรธ ถากถาง หรือ ล่อให้เผลอ เป็นต้นครับ ซึ่งได้ผลอย่างดี มีทั้ง พระอริยเก้ และ จริง มากมายในโลกยุคปัจจุบัน ^^:D :o :(

ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้พบพระนิพพาน พระศรีอารย์ อยู่ ณ เบื้องหน้าด้วย เทอญ ^^:D :o :(

อนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งครับผม...

Awai
04-09-2008, 03:11 PM
ขอบคุณค่ะความรู้ที่ดีๆ ดิฉันขอแลกด้วยก็กลอนบทนี้...

" ยินดี ยินร้าย"
...ยินดี เหมือนถูกตบ แก้มซ้าย
ยินร้าย เหมือนถูกตบ แก้มขวา
ไม่อยากถูกตบ ทั้งขวา ทั้งซ้าย
ก็วางใจ.... เป็น.... อุเบกขา

จากหนังสือน้อมสู่ใจค่ะ สาธุ

DITCE
04-09-2008, 05:26 PM
อนุโมทนาครับ

hai
06-19-2008, 03:30 PM
ขออนุโนทนาด้วยครับ::H:i::