View Full Version : แดน 3 โลกธาตุ (ตอน 1)
kkk23m
09-14-2007, 10:17 AM
1.สวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม
สวรรค์ชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกาสวรรค์อันเป็นที่อยู่ของชาวฟ้าชั้น ๑
หรือชั้นต่ำสุดนามว่าจาตุมหาราชิกา
แบ่งเป็นพระนครใหญ่ ๔ พระนครด้วยกัน
แต่ละพระนครมีกำแพงทองเหลืองอร่ามประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ บานประตูกำแพงก็ทำด้วยแก้วมณีสูงค่า และมีปราสาท อันสวยงามอยู่เหนือประตูทุกด้าน ภายในพระนครอันกว้างใหญ่ ไพศาลนั้น มีปราสาทแก้วมิมานของชาวฟ้ามากมาย ตั้งอยู่บนพื้นแผ่นทองคำสีเหลืองอร่ามรุ่งเรืองจรัสจ้าด้วยแสงสี ราบเรียบดุจหน้ากองและอ่อนนิ่มด้วยฟองน้ำ เวลาชาวฟ้าเหยียบ ลงมาจะอ่อนยุบตัวลงแล้วฟูขึ้นดังเดิม
ใจกลางพระนครยังมีสระโบกขรณี อันมีน้ำใส่แจ๋ว ดารดาษด้วยดอกบัวบานนานาชนิด ส่งกลิ่นหอม
ตลบอบอวลไปทั่วอาณาบริเวณ และรอบ ๆ สระโบกขณี ต้นไม้สวรรค์ ดกหนาด้วยผลอันโอชารสอยู่ตลอดกาล
เหล่าชาวฟ้าทั่วหน้ามีสิทธิตักตวงหาความสุขจากสิ่งอำนวยความสะดวก และผลาหารทั้งมวล ซึ่งมีอยู่บนสวรรค์นี้ตลอดเวลา
และพระนครทั้ง ๔ แห่งที่กล่าวนั้น แต่ละพระนคร มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ ปกครอง ๔ พระนคร คือ
๑. ธตฺรฐมหาราช
พระนครใหญ่อันสวยงาม ซึ่งตั้งอยู่ ณ ทิศตะวันออกแห่งสวรรค์ มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ทรงพระนามว่า "ฐตรฐมหาราช" ปกครอง ท้าวเธอมีบุญญานภาพมาก มีฤทธิ์มาก ทรงปกครองทวยเทพหรือ ชาวฟ้าที่อยู่ด้านทิตะวันออกให้ได้รับความสุขสำราญโดยทั่วหน้า และนอกจากนั้นยังทรงปกครองหมู่คนธรรมพ์ซึ่งนับเป็นเทวดา
พวกหนึ่งด้วย และพวกนี้มีความถนัดในการดนตรีศิลปะ ระบำฟ้อน และชำนาญในการร้องเพลงยิ่ง แม้หากว่ามีงานสโมสรสันนิบาตใหญ่ บนสวรรค์ ไม่ว่าชั้นไหน ก็นิยมเรียกเหล่าคนธรรพ์นี้ไปขับกล่อมให้
สันนิบาตนั้นให้ได้รับความสนุกสนานรื่นเริง
ในบรรดาคนธรรมพ์ทั้งมวล ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุด ที่มนุษย์รู้จักกันดีคือ "ปัญจสิขรคนธรรพ์" ท่านผู้นี้ขณะที่เป็นมนุษย์ เป็นนักดีดพิณชื่อโด่งดังมาก และได้ทำบุญไว้พอสมควร ครั้นตายไป ก็บังเกิดเป็นเทพบุตรสุดโสภา
อยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และอยู่ในหมู่คนธรรพ์ มีฝีมือยอดเยี่ยม ทางดีดพิณ เป็นที่โปรดปรานของพระอินทร์ยิ่งนัก กล่าวกันว่า ขณะที่พระองค์เสด็จลงเนรมิตบันไดทองถวาย และมีปัญจสิขรคนธรรพ์นี่แหละ
ถือพิณดีดขับร้องประสานเสียง นำเสด็จลงมาเบื้องหน้าแห่งพระพุทธเจ้า ด้วยเสียงที่ไพเราะนักหนา จนเป็นที่กล่าวขานถึงความซาบซึ้งตรึงใจมากระทั่งวันนี้...
ภาพของปัญจสิงขรคนธรรพ์ถือพิณมักจะปรากฏมีให้เห็น ณ ผนังด้านหลังที่ประทับของพระพุทธรูปตามโบสถ์วิหาร หรือศาลาการเปรียญใหญ่ ๆ เสมอ
๒. วิรุฬหกมหาราช
พระนครอันยิ่งใหญ่รุ่งเรืองแห่งที่สอง ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศใต้ มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่
ทรงพระนามว่า "วิรุฬหกมหาราช" เป็นผู้ปกครอง พระองค์มีบุญญานุภาพมาก
มีฤทธิ์กล้า พลังมาก เทพที่อุบัติมาเป็นบุตรของพระองค์มีมากมาย
แล้วแต่มีกำลังและฤทธิ์มากทั้งนั้น
วิรุฬหกมหาราชปกครองเทพที่อยู่ทางทิศใต้ ให้มีความผาสุกสำราญ ปราศจากภัยใด ๆ จะกล้ำกราย และนอกจากนั้นพระองค์ยังปกครองพวก "กุมภัณฑ" หรือยักษ์พวกหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างแปลกประหลาดพิกล คือ
มีท้องใหญ่ มีลูกอัณฑะใหญ่เหมือนหม้อ ยักพวกนี้มีฤทธิ์มาก ถือกระบอง
อันใหญ่ คอยพิทักษ์รักษาท้าววิรุฬหกเจ้านายของมันอย่างเข้มงวดกวดขันยิ่ง
๓. วิรูปักษ์มหาราช
พระนครอันยิ่งใหญ่สวยงามแห่งที่สาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ปกครองเช่นเดียวกับพระนครอื่น ๆ เทวาธิราชพระองค์นี้พระนามว่า "วิรูปักษ์มหาราช" พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพสูงส่ง มีรัศมีสดใสเป็นจอมเทพปกครองเทวดาที่อยู่ทางทิศตะวันตก ให้ได้รับความผาสุกโดยทั่วหน้า
วิรูปักษ์มหาราชทรงปกครองพวก "นาค" ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรอีกด้วย กล่าวกันว่า พวกนาคนี้มีฤทธิ์มากสามารถที่จะใช้พิษ ตัดผิวหนังของใครต่อใคร ให้ถึงแก่ความตายได้ในพริบตา พวกนาคนี้ มีความเคารพยำเกรงต่อท้าววิรูปักษ์ยิ่งนัก
๔. เวสสุวรรณมหาราช
พระนครอันยิ่งใหญ่รุ่งเรืองแห่งที่สี่ ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือ มีเทวราชผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "เวสสุวรรณมหาราช" เป็นจอมเทพปกครอง พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพ บุญญานุภาพแผ่ไพศาล ไปทั่วพระนครทรงทำหน้าที่ปกครองทวยเทพที่อยู่ด้านทิศเหนือ ให้ได้รับความผาสุกโดยทั่วหน้า
นอกจากนั้น เวสสุวรรณมหาราชยังทรงปกครอง พวกยักษ์ทั้งหมดอีกด้วย และมีนามอีกนามหนึ่งว่า
"ท้าวกุเวร"
รวมความว่า สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา อันเป็นชั้นที่ ๑ นี้ มีเทวาราชทั้งสี่พระองค์ปกครอง ให้เทวดาทั้งมวล
อยู่อย่างสุขสำราญ กระทั่งสิ้นบุญใครบุญมัน ซึ่งอายุของเทวดาผู้สถิต ณ สวรรค์ชั้นนี้ ถ้าคำนวนปีแห่ง
มนุษย์โลกเรา เท่ากับล้านปี หรือ ๕๐๐ ปีในเมืองสวรรค์ ผู้ที่จะมาเกิดเป็นเทวดาเสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ ๑ นี้ ขณะที่เป็นมนุษย์ต้องเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ พยายามทำบุญ ให้ทานรักษาศีล เป็นคนสันโดษ ยินดีแต่ของ ๆ ตน เป็นหัวหน้าชักชวนคนทั้งหลายให้ประกอบการบุญกุศล ครั้นสิ้นบุญในเมืองมนุษย์ ก็จะมาเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้แล...
สวรรค์ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์
สวรรค์ชั้นฟ้า สูงขึ้นจากชั้นจาตุมหาราชิกา ชื่อว่า ดาวดึงส์
ตั้งอยู่เหนือภูเขาสิเนรุ เป็นพระนครยิ่งใหญ่กว้างขวางมาก มีเนื้อที่ถึงหนึ่งหมื่นโยชน์ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วสูงสิบหกโยชน์ มีประตูเข้าออกถึง ๑๐๐๐ แห่ง อีกทั้งมีปราสาทยอดสุดสวยงามอยู่เหนือประตูทุกแห่ง ขณะที่เปิดประตูแต่ละครั้ง จะปรากฏเสียงดนตรีอันไพเราะเพราะพริ้งกังวานขึ้น และแสนเสนาะโสตยิ่งนัก
ภายในนครอันยิ่งใหญ่สวยงามนี้ มีอุทยานใหญ่ ๆ ซึ่งดารดาษด้วย ดอกไม้แสนสวยงามสีสวย ระรื่นหอม อยู่ ๔ แห่งด้วยกัน คือ
ทิศตะวันออก มีอุทยานใหญ่ ชื่อ นันทวัน
ทิศตะวันตก มีอุทยานชื่อ จิตรลดาวัน
ทิศเหนือ มีอุทยานชื่อ สักกะวัน
ทิศใต้ มีอุทยานชื่อ ผรุสกวัน นอกจากนั้นยังมี สระโบกขรณี มีน้ำใสดังแผ่นกระจก รอบสระประดับด้วยก้อนหินมีรัศมีสีสวย มีแท่นที่นั่งเล่นขาวสะอาดสวยงาม เหล่าเทพบุตรเทพธิดาย่อมมาหาความสำราญ ณ สวนสวรรค์เหล่านี้เสมอ ณ ใจกลางพระนคร มีปราสาทอันงดงามที่สุดในสวรรค์ชั้นนี้ ชื่อ "ไพชยนต์มหาปราสาท" สร้างขึ้นด้วยแก้ว ๗ ประการ สูงถึงพันโยชน์ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ๗ ประการ หาปราสาทใดในสามโลกมาเปรียบปานมิได้
และภายในไพชยนต์มหาปราสาทนั้น มีวิมานทองหลังหนึ่งสูง ๗๐๐ โยชน์
ประดับประดาด้วยแก้ว ๗ ประการ เช่นเดียวกัน ปราสาทไพชยนต์ นี้ เป็นที่ประทับขององค์เทพผู้เป็นเทวาธิราช พระนามว่า สมเด็จพระอมรินทราธิราช หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "พระอินทร์"
นอกจากนั้น ยังมีปราสาทแก้วอันงดงามหลังอื่น ๆ ที่แวดล้อมไพชยนต์มหาปราสาท อยู่อีก ๓๒ หลัง เป็นที่อยู่ของเทพผู้ใหญ่สหายของพระอินทร์ ๓๒ องค์
มีสถานที่สำคัญที่สุดอยู่แห่งหนึ่ง ณ เมืองฟ้า ชั้นดาวดึงส์นี้ นั่นคือ พระจุฬามณีเจดีย์ ตั้งอยู่ด้านทิศอาคเนย์ หรือตะวันออกเฉียงใต้ของพระนคร เป็นเจดีย์ทรงสันฐานใหญ่ สร้างด้วยแก้วอินทนิล ตั้งแต่กลางองค์ถึงยอดเจดีย์ทำด้วยทองคำแท้ แล้วประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ
พระจุฬามณีเจดีย์ นี้ มีส่วนสูงถึงแปดหมื่นวาล้อมรอบด้วยกำแพงทองคำล้วน และกำแพงแต่ละด้านยาวถึงหนึ่งแสนหกหมื่นวา นับว่าเป็นพระเจดีย์ที่งดงาม โอฬาริกที่สุด
พระจุฬามณีเจดีย์ สร้างขึ้นโดยพระอินทร์ เทวาธิราชแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเป็นที่บรรจุพระเกศโมลีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตัดขณะที่ เสด็จออกบรรพชา และยังมีพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวาของ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระอินทร์ได้จาก โทณพราหมณ์ ผู้แบ่งพระบรมธาตุ หลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว
พระจุฬามณีเจดีย์นี้ นับว่าเป็นปูชนียสถานสำคัญของสวรรค์ชั้นฟ้า เทวดาทั่วหน้าและทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นต่ำสุดจนถึงสูงสุด ต่างก็มากราบไหว้ นมัสการกันเป็นประจำ แม้แต่พระอินทร์และเทพบริวารของพระองค์ ต่างก็ถือดอกไม้ของหอมมากระทำประทักษิณ เวียนเทียน เสมอมิได้ขาด กระทั่งพระสาวกผู้มีฤทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังเหาะขึ้นไปนมัสการ พระจุฬามณีเจดีย์นี้ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
นอกเมืองดาวดึงส์ออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุทยานใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า ปุณฑริกวัน มีกำแพงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน กลางสวนมีไม้ทองหลางใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นไม้ทิพย์ชื่อว่า ปาริชาต
ต้นปาริชาต นี้ จะมีดอกบานครั้งหนึ่ง ต่อเมื่อครบหนึ่งร้อยปี พูดง่าย ๆ ว่าร้อยปี จะดอกบานครั้งหนึ่งและขณะที่ดอกปาริชาตนี้บาน จะมีรัศมีเรืองไปไกลถึงแปดแสนวา และเมื่อลมพัดไปทางทิศใดย่อมมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทิศนั้นไกลแสนไกล กลิ่นหอมนั้นจะตลบอบอวลอยู่ทั่วบริเวณสวรรค์ชั้นนี้นานเท่านาน
กล่าวกันว่า ยามที่ดอกปาริชาตนี้บาน จะมีเหล่าเทพบุตรเทพธิดา มาเล่นสนุกสนานใต้ต้นปาริชาตนี้เป็นจำนวนมากและกลิ่นปาริชาต ที่โชยโรยรินมาต้องเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด จะช่วยทำให้เทพบุตรเทพธิดาองค์นั้น ระลึกชาติได้อย่างอัศจรรย์
และหากเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด ต้องการดอกปาริชาตมาทัดหูบ้าง เพียงแต่เข้าไปภายใต้ต้นและยื่นมือออกไป ดอกปาริชาตก็จะลงมาถึงมือเอง ราวกับรู้ใจของเขา แต่ถ้าเขายังรับไม่ทัน ดอกไม้ก็จะลอยอยู่บนอากาศ อยู่มิให้ตกถึงพื้นจนกว่าจะมีเทวดาผู้ต้องการยื่นมือมารับ
ณ ใต้ร่มปาริชาตินี้เอง มีแท่นศิลาอันหนึ่งชื่อว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีสีแดงดังดอกชบา และอ่อนนุ่มดังฟูกทิพย์ ขณะที่พระอินทร์นั่ง แผ่นศิลานี้จะอ่อนยุบลงและเมื่อพระองค์ลุกขึ้น แท่นศิลาก็จะคืนเต็มตามเดิม
แท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เป็นแท่นที่มีชื่อเสียงชาวโลกรู้จักกันดี เพราะเวลามีเหตุเดือดร้อนในเมืองมนุษย์ แท่นนี้ขณะที่พระอินทร์นั่ง จะไม่อ่อนยุบลงเหมือนปกติ แต่จะแข็งกระด้างดังศิลา หรือร้อนระอุ ราวกับถูกเผาด้วยไฟ เป็นเครื่องหมายว่ามีเรื่องร้ายกับผู้มีบุญใน เมืองมนุษย์พระอินทร์ต้องลงมาช่วย
ห่างจากต้นปาริชาตไม่เท่าใดนัก มีศาลาใหญ่หลังหนึ่งตั้งตระหง่านงดงามที่สุด นามว่า ศาลาสุธรรมมาเทวสถาน มีอาณาบริเวณกล้างขวางใหญ่โตมาก พื้นศาลาทำด้วยแก้วผลึก และประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ ล้อมรอบ ด้วยกำแพงทองอันล้ำค่า
ที่ศาลาสุธรรมานี้ มีดอกไม้สวรรค์ชนิดหนึ่งชื่อว่า อสาพตี เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจยิ่งกว่าดอกปาริชาต และนานหนักหนากว่าจะบานสักครั้ง กล่าวกันว่าต้องใช้เวลาเป็นพันปี จึงจะบานครั้งหนึ่ง ขณะที่ใกล้จะบานเทวดาทั้งหลายจะมาเปลี่ยนเวรกันเฝ้า รอการบานของดอกไม้สวรรค์นี้
ศาลาสุธรรมา ใช้เป็นที่ประชุมใหญ่ชของเทวดาบนสวรรค์ ภายในพื้นศาลาอันวิจิตร มีธรรมาสน์แก้วขนาดใหญ่หลายวาและสวยงามนักหนา เป็นธรรมาสน์ประจำ อยู่ที่ศาลา นอกจากนี้ มีทิพย์อาสน์ที่ประทับของพระอินทร์จอมเทพ และที่นั่งของเทพสหายของพระอินทร์ ๓๒ องค์ ต่อจากนั้นก็เป็นที่นั่งของเทพทั้งหลาย ลดหลั่นกันไปตามฐานะ กล่าวกันว่า ณ ศาลาสุธรรมานี้ นับเป็นที่น่ารื่นรมย์ ชวนชมกว่าแห่งอื่นในสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งมวลจนเป็นที่พูดกันติดปากว่า "รื่นรมย์เหมือนศาลาสุธรรมา"
ศาลาสุธรรมา จะมีการประชุมเทวดาทุกวันธรรมสวนะ หรือวันพระ โดยเหล่าทวยเทพจะมาประชุมพร้อมกัน ณ ศาลาสุธรรมา ต่อจากนั้นจะมีพรหมองค์หนึ่ง นามว่า พรหมกุมาร ซึ่งเป็นผู้ทรงธรรม เสด็จลงมาจากพรหมโลก มาประทับบนธรรมาสน์อันวิจิตร แสดงธรรมแก่บรรดาทวยเทพทั้งหลายเป็นประจำ บางครั้งก็จะมีองค์เทพผู้เชี่ยวชาญในการแสดงธรรม มาแจกแจงแทนพรหมกุมาร หรือมิฉะนั้น บางโอกาสจะเป็นการประชุมใหญ่ของเทวสภา โดยพระอินทร์จอมเทพ จะเป็นผู้นำแผ่นทองที่จารึกชื่อมนุษย์ ผู้สร้างบุญกุศล และจะมาบังเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ในแต่ละครั้ง ซึ่งทำให้มลทวยเทพที่จารึกแซ่ซ้องสาธุการ ต้อนรับเพื่อนใหม่กัน
อย่างเอิกเกริกและปิติยินดีเป็นที่สุดทุกครั้งไป
อายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์
เทวดาที่มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันมีชื่อเสียง ภายใต้การปกครอง ของพระอินทร์นี้ จะมีอายุเสวยทิพย์สมบัติอยู่นาถึง ๑ พันปีทิพย์ หรือ สามล้านโกฏิปี หากนับปีของมนุษย์ และส่วนมาก สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ จะมีผู้มาบังเกิดมากเพราะเป็นสวรรค์ชั้นมาตรฐาน แม้เทพบางองค์ที่ทำบุญไว้มากมายก่อนที่จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสูงกว่านี้ ยังต้องมาเกิดบนชั้นดาวดึงส์ก่อนพักหนึ่ง แล้วจึงไปอุบัติบนสวรรค์ชั้นสูงสูงต่อไป
บุญกรรมของผู้จะไปบังเกิด
ผู้ที่จะไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ต้องเป็นผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ มีการงานสะอาดปราศจากทุจริตทั้งปวง นิยมการบริจาคทาน เคารพนับถือและเลี้ยงดูพ่อแม่ ตลอดจนญาติผู้ใหญ่ในตระกูล ด้วยจิตใจเปี่ยมไปด้วยกตัญญูรู้คุณอย่างแท้จริง มิใช่เลี้ยงดูเพื่อหวังสมบัติพัสถานที่ท่านมีอยู่ พอท่านแบ่งให้โอนให้แล้วก็เลิกเลี้ยงดูเสีย
ผู้ที่ปฏิบัติได้เช่นนี้ เมื่อสิ้นชีวิตก็จะได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อย่างแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองดู จะได้รู้เอง...
สวรรค์ชั้นที่ ๓ ยามา
สวรรค์ชั้นฟ้าสูงไปจากดาวดึงส์ นามว่า ยามา
แม้สวรรค์ชั้นนี้จะไม่ดังเท่ากับดาวดึงส์ แต่เทวดาที่อยู่ที่นี่ต่างก็เสวยสุขอันเป็นทิพย์
และสูงยิ่งกว่าเทวดาที่อยู่ชั้นดาวดึงมากนัก
ยามา ตั้งอยู่เหนือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขึ้นไปไกลแสนไกล เป็นพระนครใหญ่ กว้างขวางมาก และมีปราสาทวิมานทอง วิมานแก้วอันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดา ในสวรรค์ชั้นนี้มากมาย แต่ละแห่งล้วนวิจิตรตระการตาและมีกำแพงแก้วล้อมรอบ อุทยานดอกไม้สีสวยระรื่นหอม และสระโบกขรณีอันเป็นทิพย์ เหนือชั้นกว่าที่ชั้น ดาวดึงส์มาก เทวดาที่เป็นชาวสวรรค์ชั้นยามานี้ มีรูปร่างและหน้าตารุ่งเรืองดงามนัก อีกทั้งมีความผาสุกสำราญชื่นบานหฤทัยอย่างเอิบอิ่มกันทั่วหน้า
เทวาธิราชผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามานี้ คือ ท้าวสุยามิทวาธิราช ผู้ประกอบด้วย
พระทัยยุติธรรม และเมตตาธรรมสูงส่งอย่างยิ่ง
อายุของเทวดาชั้นยามา
เทวดาที่สถิตอยู่สวรรค์ชั้นยามา สามารถเสวยสมบัติได้นานกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ถึงเท่าตัว กล่าวคือ สามารถมีชีวิตอยู่ท่ามกลางทิพยสมบัติได้ ณ สวรรค์ชั้นยามานี้ถึง ๒ พันปีทิพย์ หรือสิบสี่โกฏิสี่ล้านปีในเมืองมนุษย์
บุญกรรมของผู้ที่ไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา
ผู้ที่จะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นยามา ต้องเป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์หมั่นให้ทานรักษาศีล มีจิตใจขวนขวายในธรรมที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกแสดง อีกทั้งหมั่นปฏิบัติตาม ด้วยใจจริง ด้วยศรัทธาตั้งมั่นเที่ยงตรงอย่างแท้จริง ไม่ยอมหลงระเริงกับความชั่วโดยเด็ดขาด และการกระทำความดีโดยปราศจาก ความสงสัยในใจว่า จะได้ดีดังที่เราทำหรือเปล่าหนอ
ผู้ที่บำเพ็ญบุญกรรมดีไว้ดังนี้ จะได้ไปบังเกิด บนสวรรค์ชั้นยามา
อันเป็นสวรรค์ชั้นที่ ๓ แล...
สวรรค์ชั้นที่ ๔ ดุสิต
สวรรค์ชั้นที่ ๔ นี้ นับว่าเป็นสวรรค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก และปราถนาจะได้ไปเกิดของชาวมนุษย์อย่างเหลือเกินเพราะที่นี่ เป็นที่อยู่ของพระโพธิ์สัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีอย่างครบถ้วน รอการไป ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว อีกทั้งเป็นที่อยู่ของเทพชั้นสูง ชั้นผู้ใหญ่ เป็นจำนวนมาก
สวรรค์ชั้นที่ ๔ นี้ นามว่า ดุสิต
แปลว่า ที่อยู่ของเทพเจ้า ผู้มีความยินดีแช่มชื่นเป็นนิจกาล ตั้งอยู่เหนือสวรรค์ชั้นยามาขึ้นไปไกลมาก
ไกลจนไม่สามารถจะคำนวณนับได้ว่าเท่าไร
สวรรค์ชั้นดุสิต มีวิมาน ๓ ชนิดด้วยกัน คือ วิมานสร้างด้วยแก้วล้วน ๆ วิมานสร้างด้วยทองล้วน ๆ และวิมานสร้างด้วยเงินล้วน ๆ แต่ละวิมานเป็นปราสาทสวยงามวิจิตรตระการตามาก สวยยิ่งกว่าปราสาทของเทวดาชั้นยามาและชั้นอื่น ๆ ที่ผ่านมาแล้ว ทุกวิมานมีกำแพงทำด้วยแก้ว ๗ ประการล้อมรอบ มีสวนดอกไม้สีสวยระรื่นหอม และสระโบกขรณีเป็นที่พักผ่อน หย่อนใจเป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจของเทพเจ้าเหล่าชาวสวรรค์ชั้นดุสิตนี้
อยู่มากมายหลายแห่ง
กล่าวกันว่า รูปทรงของเทพเจ้าผู้อยู่ชั้นดุสิตนี้สวยงาม และสง่ายิ่งกว่าเทพชั้นอื่น ๆ ที่ผ่านมา ทั้งมีน้ำใจบุญสุนทร์ทาน และผู้รู้ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันธรรมสวนะ ทวยเทพทั้งหมดจะมาประชุมกัน ฟังธรรมมิได้ขาด และผู้แสดงธรรมก็คือ ท้านสันดุสิตเทวาธิราช ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนี้นั่นเอง ท้าวเธอเป็นพหูสูตร รู้ข้อธรรมของพระพุทธเจ้ามาก หรือมิฉะนั้นบางครั้งก็อัญเชิญเทพบุตร ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ และเตรียมการลงไปตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เป็นผู้แสดงธรรมโปรดเสมอ ทำให้เทพเจ้าชาวดุสิตทั้งหลายยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
พระนางเจ้าสิริมหามายา บุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่พวกเราชาวพุทธรู้จักกันดี ในฐานะที่เป็นพระพุทธมารดา หรือพระมารดาของพระพุทธเจ้าของพวกเรา ซึ่งหลักจากที่ประสูติพระสิทธิตถราชกุมารที่ลุมพินีวันได้ ๗ วัน ก็เสด็จสวรรคต ขึ้นมาบังเกิดเป็นเทพเจ้าเสวยทิพย์สมบัติอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตแห่งนี้ จนทุกวันนี้ พระองค์เป็นเทพนารีที่มีพระสิริโฉมงดงามหาที่เปรียบมิได้ และทรงใฝ่การฟังธรรมอย่างยิ่ง
ขณะที่ พระพุทธองค์ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ทรมานเดียรถีย์นิครนถ์ผู้โอหัง ณ ภายใต้ไม้คัณฑามพพฤกษ์เสร็จแล้ว ทรงระลึกถึงพระคุณของมารดา จึงเสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเทศนาพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
โปรดสนองคุณ และทรงประทับอยู่เหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ต้นปาริชาต
พระอินทร์ เมื่อทรงทราบดังนั้น ได้เสด็จออกร้องประกาศแก่หมู่เทพยดาทั้งหลาย ให้มาประชุมกัน เพื่อฟังธรรม และพระองค์ได้เสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่ออัญเชิญ พระนางเจ้าสิริมหามายาเทพนารี มาสดับพระธรรมเทศนาของ พระพุทธองค์เป็นการด่วน
ครั้งแรกที่พระนางเจ้าสิริมหามายาเทพนารี ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์ ผู้มีพระสรีระโฉมงดงามสมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะทุกประการ ทำให้พระองค์ทรงลืมตัวตะลึงลาน ชมพระรูปโฉมของพระพุทธองค์เสียเป็นนาน ด้วยคิดว่าไม่เคยเห็นผู้ใดในโลกจะมีพระสิริโฉมงดงามเช่นนี้
"ดูก่อนพระมารดา" พระพุทธองค์ตรัสเรียกสิริมหามายาเทพนารีให้เสด็จเข้าไปใกล้
"อย่าได้มัวชมรูปโฉมอันไม่จีรังยั่งยืนอยู่เลย เข้ามาใกล้เราดีกว่า เรามานี่
เพื่อแสดงธรรมอันเป็นสิ่งจีรังยั่งยืน เต็มได้ด้วยแก่นสารให้ท่านฟัง"
นั่นเอง... สิริมหามายาเทพนารีจึงรู้สึกองค์ แล้วคลานเข้าไปใกล้ที่ประทับนั่งข้างหน้า เป็นประธานแห่งหมู่เทพยดาทั้งหลาย และ... พระพุทธองค์โปรดประทาน พระอภิธรรมเจ็ดคัมภีย์ ตั้งแต่ต้นจนจบ
ครั้นแรกแสดงจบ สิริมหามายาเทพนารี พระพุทธมารดา สำเร็จ โสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
จนขณะนี้... สิริมหามายาเทพนารี ยังเสวยทิพยสมบัติอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตอย่างสุขสำราญ ด้วยบุญญาธิการที่ทรงสร้างสมไว้แต่ชาติปางก่อนนั่นเอง
พระศรีอาริยเมตไตรย์ หรือพระศรีอาริย์ เป็นบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่จำต้องกล่าวถึง
เพราะเป็นเทพบุตรที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตจนปัจจุบัน และมีความสำคัญมากสำหรับมนุษย์ทุกคน กล่าวคือ พระศรีอาริย์นี้ เป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัลป์นี้
อายุของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต
เทวดาที่เสวยทิพยสมบัติอยู่บนชั้นดุสิตนี้ มีอายุยืนยาวได้ ๔ พันปีทิพย์ หรือห้าสิบเจ็ดโกฏหกล้านปี ในโลกมนุษย์
ผู้ที่จะได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ยุติธรรม ชอบสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา มีปัญญาดี หรือเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้บำเพ็ญบารมีมาเป็นอย่างสูงแล้ว จึงจะได้มาบังเกิดบน สวรรค์ชั้นดุสิตนี้...
kkk23m
09-14-2007, 10:34 AM
สวรรค์ชั้นที่ ๕ นิมมานรดี
สวรรค์ชั้นฟ้าขั้นต่อไป คือ นิมมานรดี
อยู่เหนือสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไปไกลแสนไกลมาก และเทวดาชาวฟ้าที่อยู่ในชั้นนี้มีปาสาทแก้ว ปราสาทเงิน และปราสาททองเป็นวิมาน มีกำแพงทองล้อมรอบ พื้นที่บนสวรรค์ชั้นนี้ปูลาดด้วยทองราบเรียบเสมอกัน มีสระโบกขรณีและสวนอุทยาน เป็นที่สำราญของเหล่าเทวดาทั้งหลายดุจเดียวกับสวรรค์ชั้นดุสิต แต่ทว่าทุกสิ่งบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนี้สวยสดงดงามประณีตกว่าสวรรค์ชั้นดุสิตมาก
ชาวฟ้าชั้นนิมมานรดี
มีรูปร่างสวยงามยิ่งกว่าชาวฟ้าชั้นต่ำลงไป และมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งนัก คุณสมบัติพิเศษของชาวฟ้าชั้นนี้ที่แตกต่างกว่าชาวฟ้าชั้นอื่น ๆ มากคือ หากเขามีความปรารถนาในกามคุณเลิศชนิดใด ย่อมเนรมิตเอาได้ตามความพอใจ ความชอบใจของตนทุกสิ่งทุกประการ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอย่างชาวฟ้าชั้นอื่น ๆ ที่ผ่านมาแล้ว ดังนั้น สวรรค์ชั้นนี้จึงได้ชื่อว่า นิมมานรดี เทวาธิราช ผู้เป็นใหญ่ปกครองสวรรค์ ชั้นนิมมานรดีนี้นามว่า
ท้าวนิมิตเทวราชเจ้า พระองค์ทรงดูแลให้เทพเจ้าเหล่าชาวฟ้าชั้นนี้ มีความสุขสำราญถ้วนหน้าสมกับกุศลกรรมที่ตนอุตสาห์สร้างสมอบรมมาแต่ชาติก่อน
อายุของเทวดาชั้นสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
มีเทพเจ้าเสวยทิพยสมบัติ ณ สวรรค์ชั้นนิมมานรดีนี้ มีอายุนานนับได้ ๘ พันปีทิพย์ หรือสองร้อยสามสิบโกฏิสี่ล้านปีในโลกมนุษย์
ผู้ที่จะได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
ครั้งเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ สมบูรณ็ด้วยศีล มีวิริยะอุตสาหะในการบริจาคทานเป็นอย่างมากประพฤติตนในธรรมโดยสม่ำเสมอ ครั้นสิ้นชีวิตลงจะได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นที่ห้า คือ
นิมมานรดี ตามที่ปรารถนาไว้..
สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตสวัตตี
สวรรค์ชั้นที่ ๖ อันเป็นชั้นสูงสุดในบรรดาสวรรค์ ชื่อ ปรนิมมิตสวัตตี
มีวิมานทองทอง วิมานแก้ว วิมานเงิน เป็นปราสาทที่สง่าภูมิฐาน ตระหง่านอยู่ทั่วไปบนภาคพื้นที่ลาดด้วยแก้ว ๗ ประการ ประกอบด้วยสวนทิพย์อุทยานอันวิจิตร และสระโบกขรณีที่พักผ่อนหย่อนใจ อันยิ่งใหญ่โอฬาริกยิ่งกว่าชั้นใดทั้งหมด
เทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้
มีคุณสมบัติพิเศษยิ่งกว่าเทพเจ้าบนสวรรค์ชั้นอื่น ๆ คือเสวยกามคุณอารมณ์โดยเทวดาอื่นรู้ความต้องการแล้วเนรมิตให้ กล่าวคือ เมื่อเกิดความต้องการ ไม่จำเป็นต้องบันดาลให้เป็นไปด้วยตนเอง จะมีเทวดาองค์อื่นรู้และเนรมิตให้โดยทันทีและเป็นสุขสมบัติที่ประเสริฐประณีต น่าประทับใจกว่าเทวดาชั้นอื่นใด จึงมีนามว่าสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตสวัตตี
นอกจากสมบัติทิพย์และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ
ที่เทพเจ้าเหล่าชาวฟ้าอยู่ในชั้นที่ ๖ นี้ได้รับแล้ว ผู้ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ยังแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่ายด้วยกันคือ
ฝ่ายเทวดา มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ นามว่า "ท้าวปรนิมมิตเทวราช"
เป็นผู้ปกครองเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายให้ได้รับความรื่นเริงสำราญโดยทั่วหน้า
ฝ่ายมาร บนสวรรค์ชั้นนี้ มีหมู่มารผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่
บังเกิดเสวยทิพยสมบัติอยู่ด้วยอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมี ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธราช เป็นผู้ปกครองหมู่มารทั้งหลายให้ได้รับความสุขสำราญ ตามควรต่บุญกรรมของตน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าบนสวรรค์ชั้นนี้จะมีถึง ๒ ฝ่าย คือ
ฝ่ายเทวดา กับฝ่ายมาร ก็เป็นการแบ่งแยก โดยมีเขตแดนกั้นกันโดยเด็ดขาด แต่ละฝ่ายไม่สามารถจะไปมาหาสู่หรือไปรบกวนกันได้ไม่ ต่างฝ่ายต่างเสวยสุขสมบัติ ณ ทิพยวิมานของตนด้วยความสุข อันปราณีตยิ่งล้นกว่าสวรรค์ชั้นฟ้าอื่น ๆ
ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช เป็นปัญหาที่น่าขบคิดว่า เหตุใดบนสวรรคค์ชั้นสูงสุดจึงมีมารมาบังเกิดร่วมชั้นกับเทวดาอย่างนี้ เพื่อให้ช่วยเป็นที่กระจ่างชัดสำหรับปัญหานี้ ขอนำเรื่องราวของท้าวปรนิมมิตตสวัตตีมาราธิราช มาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้
ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช ผู้เป็นใหญ่ปกครองหมู่มารบนสวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้ แท้ที่จริงเป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญบารมีมา เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตองค์หนึ่ง โดยสมัยพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ พญามารผู้นี้เกิดเป็นมนุษย์ นามว่า โพธิ์อำมาตย์ ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี ของ พระเจ้ากิงกิสสะมหาราช เป็นที่ไว้วางพระทัยมาก และพระเจ้ากิงกิสสะมหาราชเอง เป็นผู้มีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
วันหนึ่ง ทรงทราบว่าพระพุทธองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติ เสวยวิมุตติสุขอยู่ครบ ๗ วัน ณ ภายใต้ต้นไทรใหญ่
และใกล้จะออกจากนิโรธสมาบัติอยู่แล้ว ทรงดำริว่า
"ขณะที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ
ถ้าผู้ใดได้ถวายทาน จักบังเกิดผลานิสงส์ ผลบุญล้ำเลิศมาก
บัดนี้เราจักถวายทานแด่พระองค์ โดยไม่ให้ใครอื่นเกี่ยวข้องด้วย"
ครั้นแล้ว จึงประกาศแก่ชาวเมืองว่า
"ถ้าคนใด ไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อนเรา เราจักลงอาญาแก่ผู้นั้น"
เมื่ออกประกาศดังนั้น ก็ให้กองรักษาการณ์ที่ใกล้ต้นไทรใหญ่ บริเวณที่พระพุทธองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติอยู่
หากผู้ใดล่วงละเมิดพระดำรัส ให้จับตัวประหารชีวิตเสียทันที
โพธิ์อำมาตย์เสนาบดี แม้จะทราบประกาศของพระเจ้ากิงกิสสะมหาราชดังนั้น ก็ยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายทานแก่พระพุทธองค์ โดยไม่กลัวว่าจะถูกประหาร พอรุ่งเช้าเขาพร้อมด้วยภรรยาก็ถือไทยทานของตนรวม ๒ ห่อ ตรงไปยังบริเวณไทรใหญ่พวกทหารรักษาการณ์เห็นดังนั้นก็วิ่งออกมาบอกว่า
"ท่านเสนาบดี ขอได้โปรดอย่าเข้าไปเลย พระเจ้าเหนือหัวสั่งห้าม
มิให้ใครเข้าไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อนพระองค์เป็นอันขาด
มิฉะนั้นต้องถูกประหารชีวิต"
เสนาบดีได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่า ถ้าเราจะแกล้งบอกแก่พวกทหารเหล่านี้ว่า พระเจ้าเหนือหัวให้เรามาอาราธนาพระพุทธเจ้าเข้าไปในวัง ก็จะได้อยู่ แต่เราไม่ควรจะมดเท็จเช่นนั้น เพราะเราตั้งใจจะถวายทานแด่พระพุทธองค์ เราควรบอกตามความจริงแม้จักตายก็ช่างมันเถิด
ครั้นแล้ว เสนาบดีบอกทหารเหล่านั้นไปว่า
"ไม่ต้องห้ามเราหรอก เราจักเข้าไปถวายทานแด่พระพุทธองค์"
"ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็มีความจำเป็นต้องจับท่านไปประหารชีวิต"
ทหารรักษาการณ์ร้องบอกอีกครั้งหนึ่ง
"ท่านเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ มีความชอบในแผ่นดินมาก
อย่าคิดสั้นยังงี้เลย จงหลีกไปเสียเถอะท่าน"
"เราตั้งใจแล้ว ต้องทำให้ได้ พวกเจ้าจะจับเราไปประหารชีวิตก็เอาซี เราไม่กลัวหรอก"
เสนาบดีบอกเท่านั้นเอง เหล่าทหารก็กรูกันเข้าจับเสนาบดีมัดมือไพล่หลัง นำไปถวายพระราชาโดยไม่รอช้า
พระเจ้ากิงกิสสะมหาราช เมื่อทราบว่าเสนาบดีของพระองค์ฝ่าฝืนเสียเอง ก็ทรงพิโรธยิ่ง รับสั่งให้นำตัวไปตัดศีรษะทันที
ฝ่ายพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระฌานว่า โพธิเสนาบดีมีศรัทธาแรงกล้า ยอมสละชีวิตเพื่อจะถวายทานแด่พระองค์ดังนั้น ก็ทรงพระกรุณาแก่เสนาบดีมาก จึงเนรมิตพระพุทธนิมิตให้สถิตแทนพระองค์ ในพระวิหารส่วนพระองค์เสด็จไป ณ สถานที่ประหารเสนาบดี โดยให้เห็นเฉพาะตัวเสนาบดีเท่านั้น
"ดูก่อนเสนาบดี ท่านทำถูกแก้ว จงมีศรัทธามั่นเถิด อย่าได้อาลัยในชีวิต
และไทยทานของท่านอยู่ที่ไหนจงถวายเราเถิด"
เสนาบดีผู้น่าสงสาร เมื่อได้สดับพระดำรัสของพระพุทธองค์ดังนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใสสุดหัวใจ รีบนำเอาห่ออาหารของตน กับภรรยา น้อมเกล้าฯ เข้าถวายพระพุทธองค์โดยศรัทธาอย่างสุดซึ้ง และยังได้ตั้งความปรารถนาไว้ต่อพระบาทของพระองค์ว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ ชีวิตของข้าพระองค์ได้สละแล้วครั้งนี้
ด้วยอำนาจแห่งผลทานครั้งนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพระองค์ ได้เป็นพระพุทธเจ้า
เช่นเดียวกับพระองค์ในอนาคตโน้นเถิด"
พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงมีพระกรุณายกพระหัตถ์ขึ้นลูบศรีษะเสนาบดี แล้วทรงพยากรณ์ว่า
"ท่านปรารถนาสิ่งใด ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จเถิด
ดูก่อนเสนาบดี สิ่งที่ท่านปรารถนานั้น ท่านจะได้รับผลสำเร็จ
โดยอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เบื้องหน้าโน้น"
จากนั้น... โพธิเสนาบดีก็ถูกประหารชีวิต ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต และจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต เวียนว่ายตายเกิดในวฏสงสารช้านาน มาในชาตินี้ได้บังเกิดเป็นพญามารในชั้นปรนิมมิตสวัตตี ด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ด้วย ในภายหลังมีจิตริษยาในพระพุทธโคดมของเรา ที่เสด็จมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนตน ทั้ง ๆ ที่ตนบำเพ็ญบารมีมามากพอสมควรเหมือนกัน จึงเฝ้าตามประจัญด้วยประการต่าง ๆ แต่มิได้ล่วงเกินทำบาปหนักแต่ประการใด
ต่อมา หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้วได้ ๒๐๐ ปีเศษ พระเจ้าธรรมาโศกราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีป ทรงมีศรัทธาอุตสาหะ สร้างพระสถูปเจดีย์ถึงแปดหมื่นสี่พันองค์ เพื่อบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เสร็จแล้วทรงปรารถนาจะทำการฉลองใหญ่
มีกำหนดถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ให้สมกับความตั้งใจของพระองค์ที่มีมาช้านาน และในการฉลองครั้งใหญ่นี้พระองค์ทรงเกรงว่า จะได้รับการรบกวนจากพญามาราธิราช ผู้มีฤทธิ์แรงกล้าและมีจิตริษยา ไม่อยากให้ศาสนาของพระพุทธโคดมเจริญรุ่งเรืองสืบไป พระเจ้าธรรมาโศกราชจึงอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ ให้ช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากพญามารครั้งนี้
ฝ่ายภิกษุทั้งหลายในสังฆมณฑล รู้ว่าตนเองไม่สามารถสู้พญามารได้ และมีพระเถระผู้ใหญ่องค์หนึ่งจำพระพุทธพยากรณ์ ไว้ว่า
"มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า อุปคุตเถระ จักปราบมารให้ละพยศ
แล้วจักปรารถนาพุทธภูมิ"
กล่าวกันว่า พระอุปคุตเถระองค์นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว และชอบแผลงฤทธิ์ลงไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เนรมิตปราสาทล้วนแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ประดิษฐานในท้องมหาสมุทร นั่งเหนือรัตนบัลลังก์ เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอยู่ในท้องมหาสมุทร เป็นเวลาหลายวัน กระทั่งวันพุธเพ็ญกลางเดือน จึงออกจากสมาบัติ เหาะขึ้นมาบิณฑบาตในโลกมนุษย์ครั้งหนึ่ง แล้วก็กลับลงไปเข้าฌานสมาบัติ อยู่ในห้วงมหาสมุทรเช่นนั้นตลอดเวลา
และ...ครั้งนี้เอง พระอุปคุตเถระถูกพระภิกษุสองรูปผู้ได้อภิญญาสมาบัติ ชำแรกมหาสมุทรลงมาถึงตัวท่านแจ้งโทษว่า
"ดูก่อนท่านอุปคุต ตัวท่านนี้มิได้อยู่ร่วมอุโบสถสังฆกรรมกับสงฆ์เลย
มาอยู่หาความสบายแต่ผู้เดียวควรที่สงฆ์จะลงทัณฑกรรมแก่ท่าน
และบัดนี้คำสั่งจากสงฆ์ให้นำมาถึงท่าน
ให้ท่านจงเป็นธุระป้องกันพญามารอย่าให้รบกวนงาน
ฉลองพระสถูปเจดีย์ของพระเจ้าธรรมาโศกราชได้"
พระเถระน้อมศีรษะรับคำสั่งของสงฆ์ โดยมิได้โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น
ครั้นถึงวันเปิดงาน พระเจ้าธรรมาโศกราชเสด็จสู่ลานพระเจดีย์ และมีพระภิกษุสงห์เป็นจำนวนมากมาร่วมงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
ขณะนั้นเอง พญาวสวัตตีมาร ผู้มีจิตริษยา อดใจไม่ได้ จึงลงมาจากสวรรค์ชั้นที่ ๖ แล้วบันดาลให้เกิดพายุใหญ่พัดมา หวังจะดับประทีปบูชา ซึ่งจุดสว่างไสวไปทั่วบริเวณงาน
ฝ่าย พระอุปคุตเถระ ซึ่งคอยระวังอยู่ ครั้นเห็นเช่นนั้นก็บันดาลให้พายุใหญ่แห่งพญามารอันตรธานหายไปสิ้น
"บ๊ะ! ใครวะมาบังอาจทำลายฤทธิ์ของข้า"
พญามารตวาดลั่นขึ้นด้วยความเดือดดาล ครั้นเห็นพระอุปคุตเถระนั่งก้มหน้าอยู่บนธรรมาสน์หน้าอาสนสงฆ์
และเมื่อรู้ด้วยฤทธิ์ว่า พระเถระองค์นี้เองกล้าสู้เราจึงเปลี่ยนแผน แปลงร่างเป็นวัวกระทิงตัวใหญ่ เขาโง้งแหลมคมราวกับหอก พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ ตรงเข้าไปชนโรงพิธีให้แหลกลาญทันที
พระเถระเห็นเช่นนั้น ก็มิได้รอช้า แปลงร่างเป็นเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่ โจนเข้าตะปบเจ้าวัวกระทิงด้วยเล็กเท้าอันแหลมคมทันที เล่นเอาเจ้าวัวกระทิงชะงัก และหันกลับมาหมายขวิดเสือโคร่ง
ทั้งวัวกระทิงและเสือโคร่งฟาดฟันกันเป็นพัลวันอยู่ไม่กี่น้ำวัวกระทิงก็โดนเสือตะปบ ล้มลงกองภาคพื้นทำท่าจะตายมิตายแหล่ แต่... เพียงชั่วอึดใจ มันก็กลายเป็นพญานาคเจ็ดเศียรพ่นไฟเข้าใส่หน้าเสือโคร่งใหญ่อย่างดุร้าย หมายเอาไฟเผาผลาญเสือโคร่งให้ไหม้เกรียมไปในทันที
เมื่อเห็นตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบดังนั้น เสือโคร่งก็รีบเปลี่ยนร่างกายเป็น พญาครุฑตัวใหญ่ โดยเข้าจิกคาบเอาหัวพญานาคลากไปอย่างไม่ปราณี เล่นเอาพญานาคร้องโอดโอยลั่น ต้องรีบกลายร่างเป็นยักษ์ใหญ่ นัยน์ตาพอง ถือกระบองทองแดงเท่าต้นตาล กวัดแกว่งเข้าทุบศีรษะพญาครุฑโดยไม่รั้งรอ
พระเถระรีบเปลี่ยนร่างเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ใหญ่ขึ้นไปกว่าพญามารสองเท่า ถือกระบองทองแดงขนาดใหญ่สองอันเข้าฟาดกระบาลพญามารอย่างหนัก และรวดเร็วราวกับจักรผัน สุดที่พญามารจะปิดป้องได้ทัน ต้องสิ้นฤทธิ์ยอมแพ้ กลับร่างเป็นพญามารดังเดิม
พระเถระเห็นดังนั้น ก็กลับร่างเช่นเดียวกัน แลโดยไม่รอให้นาทีทองผ่านไป พระเถระผู้ทรงฤทธิ์จึงรีบเนรมิตร่างหมาเน่า กลิ่นฟุ้งเหม็นเต็มไปด้วยหนอ ขึ้นตัวหนึ่ง ดึงประคตจากเอวของท่านออกมาผูกร่างหมาเน่านั้น
โยนไปคล้องคอพญามาร ให้บัดดล พร้อมทั้งสำทับว่า
"ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระอินทร์ หรือพรหม
อย่าเอาหมาเน่าเนื้อออกจากคอพญามารได้"
ว่าแล้วขับไล่พญามารไปให้พ้นจากที่นั้น
พญามารผู้มีฤทธิ์ ถูกซากหมาเน่าคล้องคอก็หมดฤทธิ์เอาเสียจริง ๆ จักเอาออกเองก็ไม่ได้ เพราะเมื่อเอาทั้งสองต้องสายประคตที่คล้องคอทีไร ต้องมีไฟลุกขึ้นไหม้คอและไหม้มือทันที สุดจะแก้ไขด้วยตนเอง
จึงเหาะไปหาท้าวมหาราชทั้งสี่ให้ช่วยก็ไร้ผล จึงเหาะต่อไปหาพระอินทร์ ท้าวยามา ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมิตเทวราช ตลอดจนท้าวสหัสบดีพรหม ก็ไม่มีใครสามารถจะช่วยได้ท่านเหล่านั้นได้แต่แนะนำว่า
"พวกเราช่วยท่านไม่ได้หรอก เพราะพระเถระเป็นผู้มีฤทธิ์สูงยิ่ง
ขอให้ท่านกลับไปขอขมาท่าน และขอความเมตตาให้ท่านช่วยแก้ให้
ด้วยตัวท่านเองดีกว่า"
พญามารเมื่อได้ยินดังนั้น ก็จำเป็นจำใจต้องกลับไปหาพระเถระ อ้อนวอนให้ช่วยเอาซากหมาเน่าออกจากคอให้
"ขอท่านได้โปรดเวทนาข้าด้วยเถอะ ข้ายอมแพ้ท่านแล้ว"
พญามารอ้อนวอน
"ช่วยเอาหมาเน่าออกจากคอข้าด้วย"
"ได้ซิ พญามาร"
พระอุปคุตเถระตอบ
"เชิญท่านตามเรามาทางนี้" ว่าพรางเดินนำหน้าพญามาร ไปยังภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ดึงเอาร่างหมาเน่าออกจากคอพญามารโยนทิ้งลงเหว
และพร้อมกันนั้น เนรมิตสายประคตเอวให้ยาวออกและให้พันคอพญามาร รวบรัดไว้กับภูเขาลูกนั้น อย่างแน่นหนา แล้วสำทับอีกว่า
"ท่านจงอยู่ที่นี่ จนกว่าพระเจ้าธรรมาโศกราชจะฉลองสถูปเจดีย์ครบ
๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน สำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อน"
ว่าแล้วก็เดินจากไป โดยไม่เหลียวหลังหันมามองพญามารผู้น่าสงสารอีก
พญามารผู้สิ้นฤทธิ์ ถูกมัดอยู่กับภูเขาลูกนั้น ยืนตากแดดกรำฝน ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสอยู่เป็นเวลานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน และเมื่องานฉลองมหาสถูปของพระเจ้าธรรมาโศกราชสำเร็จลง พระอุปคุตเถระจึงกลับมาหาพญามาร โดยครั้งแรกแอบอยู่ห่าง ๆ เพื่อฟังเสียงพญามารว่าละพยศร้ายหรือยัง
พญามารเองเมื่อจากทิพยวิมานอันบรมสุข มารับทุกขเวทนาเช่นนี้ ก็ละพยศร้ายในสันดาน หวนนึกถึงพระพุทธโคดม จึงกล่าวออกมาว่า
"เมื่อพระองค์สถิตภายใต้ต้นมหาโพธิ์
ข้าพระองค์ข้างจักราวุธอันคมกล้าไป
หมายจะปลงพระชนมชีพพระองค์
แต่จักรอันนั้นกลับกลายเป็นดอกไม้บูชาพระองค์
และแม้ข้าจะขว้างอาวุธอย่างอื่นไป
ก็กลับกลายเป็นดอกไม้บูชาพระองค์ทั้งหมด
คราวนั้น ข้าพ่ายแพ้แก่พระองค์
แต่พระองค์มิได้ลงโทษตอบข้าให้ได้รับความทรมานแต่ประการใด
บัดนี้ สาวกของพระองค์ช่างมีจิตใจเหี้ยมโหดทำร้ายข้า
ให้ข้าได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัสเหลือเกิน"
พญามารยิ่งคิดยิ่งโศกศัลย์และโกรธา เอาบาทกระทืบภูเขาเสียงดังสนั่น และในที่สุด...ก็ระลึกถึงความปรารถนาของตนที่เคยตั้งไว้ ณ แทบพระบาทของพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อครั้งเกิดเป็นโพธิเสนาบดี ก็ให้สลดใจสำนักบาป ออกปากอุทานว่า
"โอหนอ เราทำกรรมหนักจริง ๆ ด้วยความริษยาแท้ ๆ
เราจึงเลวร้ายขนาดนี้ เอาละต่อไปนี้เราขอละจิตริษยาทั้งมวล
และขอตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี ความเที่ยงธรรม
ความกรุณาอันสูงสุด เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้า
และเป็นที่พึ่งแกสัตว์ทั้งหลายทั้งมวลในอนาคต"
เมื่อพญามารกล่าวจบ พระเถระก็แสดงกายให้ปรากฏ และตรงเข้าแก้มัดพญามารโดยทันที
"ดูก่อนพญามาร ขอท่านยกโทษให้ข้าด้วย"
พระเถระกล่าวขึ้น
"การกระทำของข้าครั้งนี้ แม้จะทรมานท่าน
แต่ก็เป็นประโยชน์ให้ท่านระลึกถึงพุทธภูมิที่ท่านเคยปรารถนาไว้
ตั้งแต่บัดนี้ไปท่านเป็นปูชนียบุคคลอบรมโพธิสัตว์
ที่ชาวโลกจะกราบไหว้บูชา"
ต่อจากนั้นพระเถระได้ขอให้พญามารเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์ เพื่อจะได้เห็นเป็นพุทธานุสติบ้าง ซึ่งพญามารก็รับคำ แต่ขอร้องว่าเมื่อเห็นเขาเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์แล้ว อย่างหลงกราบไหว้เป็นอันขาด เพราะจะให้เขาบาปหนัก
ครั้นแล้ว พญามารก็เนรมิตกายเป็นพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ และฉัพพรรณรังสี อันวิจิตร
มีพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา แวดล้อมด้วย มหาสาวกทั้งหลายเป็นบริวารเสด็จเยื้องย่างด้วยพุทธลีลาอันงดงามยิ่ง
พระเถระและพุทธบริษัทเห็นเช่นนั้น ก็เกิดความปีติยินดีสูงยิ่ง ถึงกับลืมตัว พร้อมกันถวายนมัสการด้วยเญจางคประดิษฐ์สักการะบูชาด้วยกันทั้งสิ้น เล่นเอาพญามารตกใจรีบกลับกลายร่างเดิม
"ทำไมท่านลืมสัญญามาไหว้ข้าเล่า"
พญามารท้วง
พระอุปคุตหัวเราะ
"พวกเรามิได้ไหว้ท่านหรอก เพียงแต่ไหว้สักการะบูชาพระพุทธเจ้าและพระสาวกต่างหาก"
"แต่ข้าก็บาปหนักนะท่าน"
"ไม่บาปหรอก ท่านได้ทำกุศลแก่พวกเราต่างหาก"
พระเถระยืนยันในที่สุด
จากนั้นพญามารก็กลับคืนสู่สวรรค์ ชั้นที่ ๖ วิมานของตน และนับแต่นั้นมาพญามารได้มีจิตอ่อนน้อมเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หมดสิ้นน้ำใจริษยา และบำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิต่อไปจนขณะนี้
พญามารจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า
"พระพุทธธรรมสามี"
เป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวในกัลป์นั้น มีไม้รังเป็นที่ตรัสรู้ ในอนาคตกาลอีกไกลพ้น
อายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
เทวดาผู้สถิตเสวยทิพยสมบัติ ณ สวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้ มีอายุนานถึง ๑๖๐๐๐ ปีทิพย์ หรือเก้าร้อยยี่สิบเอ็ดโกฏิหกล้านปี ในเมืองมนุษย์
บุญของผู้ที่จะมาเกิดในสวรรค์ชั้น ๖
เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ต้องมีจิตบริสุทธิ์ มั่นอยู่ในศีล มีศรัทธาสูงส่ง หมั่นบริจาคทาน มีพรหมวิหารธรรมประจำใจ
คิดเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ครั้นสิ้นชีพแล้ว จักบังเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
อันเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดแห่งนี้แล...
kkk23m
09-14-2007, 11:33 AM
พ ร ห ม ภู มิ
พรหมอุบัติ
ท่านผู้มีความเพียรกล้า ทรงไว้ซึ่งปัญญาเกินสามัญญชน ปรารถนาจะพ้นจากกิเลสานุสัย เพราะเห็นว่ามีโทษพาให้ ยุ่งนัก ใคร่จักห้ามจิตมิให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลส จึงสู้ อุตสาหะพยายามบำเพ็ญสมถภาวนา ตามที่ท่านบุรพา จารย์สั่งสอนกันสืบๆ มา บางพวกเป็นชีป่าดาบส บางพวก ทรงพรตเป็นโยคี ฤาษี ในสมัยที่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น ในโลก บางพวกก็เป็นพระภิกษุสามเณร ต่างบำเพ็ญ สมถภาวนา จนได้สำเร็จฌาน ครั้นถึงกาลกิริยาตายจาก มนุษย์โลก ก็ตรงไปอุบัติเกิดในพรหมวิมาน ณ พรหมโลก ตามอำนาจแห่งฌานที่ตนได้บรรลุ เป็นพระพรหมผู้วิเศษ ล้วนแต่บุรุษเพศทั้งสิ้น ไม่ต้องกินไม่ต้องบริโภคอาหาร เหมือนสัตว์ในภูมิอื่น ด้วยว่าแช่มชื่นอิ่มเอิบโดยมีฌาน สมาบัติเป็นอาหาร จึงไม่ต้องมีการถ่ายคูตรมูถคืออุจจาระ ปัสสาวะอันลามกเหม็นร้ายเลย
สรีระร่างกายหน้าตาแห่งบรรดาพระพรหมนั้น มีสัณฐาน กลมเกลี้ยงสวยงามนัก มีรัศมีออกจากกายตัวเลื่อม ประภัสสรรุ่งเรืองกว่ารัศมีพระอาทิตย์และพระจันทร์ หลายพันเท่า เพียงแต่หัตถ์หนึ่งเล่าอันพระพรหมทั้งหลาย เหยียดยื่นออกไปหวังจะให้ส่องรัศมีไปทั่วห้วงจักรวาล ก็ย่อมจักทำได้ อวัยวะร่างกายที่ต่อกัน คือหัวเข่าก็ดี แขนก็ดี มีสัณฐานกลมเกลี้ยงเรียบงามนัก จักได้เห็นที่ ต่อกันนั้นหามิได้ เกศเกล้าแห่งองค์พระพรหมเจ้าทั้งหลาย นั้นงามนัก ปรากฏโดยมากมีศีรษะประดับด้วยชฎา เช่นเดียวกับชีป่าและโยคีฤาษีสิทธิ์ผู้มีฤทธิ์ สถิตย์เสวยสุข พรหมสมบัติอยู่ ณ พรหมโลกที่ตนอุบัติบังเกิดตราบจน กว่าจะสิ้นอายุ ซึ่งเป็นเวลานานแสนนาน
ประเภทของพระพรหม
รูปพรหม
๑.พรหมปาริสัชชาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑ พรหมปาริสัชชาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ผู้เป็นบริษัทท้าวมหาพรหมซึ่งสถิตย์อยู่ชั้นมหาพรหมาภูมิ เป็นพรหมโลกชั้นแรกคือชั้นต่ำที่สุด แต่ก็ตั้งอยู่เบื้องบน สูงกว่าปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์ขึ้นไปถึงห้าล้านห้าแสน แปดพันโยชน์ นับว่าไกลจากมนุษยโลกนักหนา ไม่สามารถ นับได้
พระพรหมแต่ละองค์ ณ พรหมพิมานแห่งตนในที่นี้ล้วนแต่ มีคุณวิเศษ โดยเคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ปฐมฌาน อย่างสามัญมาแล้วทั้งสิ้น เสวยปณีตสุขอยู่ มีความเป็นอยู่อย่างแสนจะสุขนักหนา ตราบจนหมด พรหมายุขัย
๒. พรหมปุโรหิตาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๒ พรหมปุโรหิตาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้ทรงฐานะประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่าน มหาพรหมความเป็นอยู่ทุกอย่างล้ำเลิศวิเศษกว่าพรหมโลกชั้นแรก รัศมีก็รุ่งเรืองกว่า รูปทรงร่างกายใหญ่กว่า สวยงามกว่า ทุกท่านล้วนมีคุณวิเศษ ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้ บรรลุ ปฐมฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลาง มาแล้วทั้งสิ้น
๓. มหาพรหมาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๓ มหาพรหมาภูมิ = ที่อยู่แห่งท่านพระพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มีความเป็นอยู่และรูปกายประเสริฐยิ่งขึ้น ไปอีก ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุปฐมฌานขั้น ปณีตะคือขั้นประณีตสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น
พรหมโลก ๓ ชั้นแรกนี้ ตั้งอยู่ ณ ระดับพื้นที่ระดับเดียวกันแต่แยกเป็น ๓ เขต
๔. ปริตตาภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๔ ปริตตาภาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้มีรัศมีน้อยกว่าพระพรหมที่มีศักดิ์สูงกว่าตน ล้วนมีคุณวิเศษ โดยได้เจริญภาวนากรรมบำเพ็ญ สมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปริตตะ คือ ขั้นสามัญมาแล้วทั้งสิ้น
๕. อัปปมาณาภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๕ อัปปมาณาภาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมากมายหาประมาณมิได้ ล้วนแต่ทรงคุณวิเศษ โดยได้เคยเจริญภาวนาการบำเพ็ญ สมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้วทั้งสิ้น
๖. อาภัสราภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๖ อาภัสสราภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้มีประกายรุ่งโรจน์แห่งรัศมีนานาแสง ล้วนมีคุณวิเศษ โดยได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญ สมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปณีตะ คือ ประณีตสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น
อนึ่งพรหมโลกชั้นที่ ๔ - ๖ นี้ทั้งสามชั้น ความจริงตั้งอยู่
ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น ๓ เขต
๗. ปริตตสุภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๗ ปริตตสุภาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีเป็นส่วนน้อย คือน้อยกว่าพระพรหมในพรหมโลกที่สูงกว่าตนนั่นเอง ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวิเศษ โดยได้เคยเจริญภาวนากรรม บำเพ็ญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นปริตตะ คือขั้นสามัญมาแล้วทั้งสิ้น
๘. อัปปมาณสุภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๘ อัปปมาณสุภาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีมากมายไม่มี ประมาณ สง่าสวยงามแห่งรัศมีซึ่งซ่านออกจากกายตัว มากมายสุดประมาณ ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวิเศษ โดยได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้วทั้งสิ้น
๙. สุภกิณหาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๙ สุภกิณหาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมี ที่ออกสลับ ปะปนกันอยู่เสมอเป็นนิตย์ ทรงรัศมีนานาพรรณ เป็นที่น่าเพ่งพิศทัศนานักหนา ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวิเศษ โดยได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นปณีตะ คือขั้นประณีตสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น
พรหมโลกชั้นที่ ๗ ชั้นที่ ๘ และชั้นที่ ๙ นี้ ความจริงตั้งอยู่
ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น ๓ เขต
๑๐. เวหัปผลาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๐ เวหัปผลาภูมิ = ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้ได้รับผลแห่งฌานกุศลอย่างไพบูลย์
อนึ่ง ผลแห่งฌานกุศล ที่ส่งให้ไปอุบัติเกิดในพรหมโลก ๙ ชั้นแรกนั้น ไม่เรียกว่ามีผลไพบูลย์เต็มที่ ทั้งนี้ก็โดยมี เหตุผลตามสภาพธรรมที่เป็นจริง ดังต่อไปนี้
ก.เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยไฟ นั้น ๔ ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย
ข. เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยน้ำ นั้น ๖ ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย
ค.เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยลม นั้น ทั้ง ๙ ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วยไม่มีเหลือเลย
๑๑. อสัญญีสัตตาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๑ อสัญญีสัตตาภูมิ = ที่อยู่ของ พระพรหมทั้งหลาย ผู้ไม่มีสัญญา พระพรหมไม่มีสัญญาทั้งหลาย ผู้อุบัติเกิดด้วยอำนาจ แห่งสัญญาวิราคภาวนาและสถิตย์อยู่ในพรหมโลกชั้นนี้ ย่อมมีแต่รูป ไม่มีนามคือจิตและเจตสิก เสวยสุขอัน ประณีตนักหนา ล้วนแต่มีคุณวิเศษยิ่งนัก โดย ได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้สำเร็จ จตุตถฌาน อันเป็นรูปฌานขั้นสูงสุด มาแล้วทั้งสิ้น
ทรงเพศเป็นพระพรหมผู้วิเศษ สถิตย์อยู่ในปราสาท แก้วพรหมวิมานอันมโหฬารกว้างขวางนักหนา มีบุปผชาติ ดอกไม้ประดับประดาเรียบเรียงเป็นระเบียบ ไม่รู้แห้งเหี่ยว โรยรา โดยรอบ ผู้ที่ไปอุบัติเกิดในพรหมภูมิชั้นนี้ มี มากมายนักหนาจนนับไม่ถ้วน ล้วนแต่มีหน้าตาเนื้อตัว สวยสง่ามีอุปมากังรูปพระปฏิมากรพุทธรูปทองคำขัดสี ใหม่ งามซึ้งตรึงใจสุดพรรณนา แต่มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บางองค์นั่ง บางองค์นอน บางองค์ยืน มีอิริยาบถใดก็ เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่เคลื่อนไม่ไหวติง จักษุทั้งสอง ก็มิได้กะพริบเลย สถิตย์เฉยเสวยสุขเป็นประดุจรูปปั้น อยู่อย่างนั้นชั่วกาลนานนักแล
อนึ่ง เวหัปผลาภูมิและอสัญญีสัตตาภูมินี้ ความจริงตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่กันอยู่ และมีระยะ ห่างไกลกันมาก
สุทธาวาสภูมิ
เป็นพรหมโลกอีกชนิดหนึ่ง ต่างจากทั้ง ๑๑ ชั้นแรก ภูมินี้ เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมอริยบุคคลในบวรพุทธศาสนา ชั้นพระพรหมอนาคามีอริยบุคคล ผู้มีความบริสุทธิ์ เท่านั้น ส่วนท่านที่ทรงคุณวิเศษอื่นๆ แม้จะได้สำเร็จฌาน วิเศษเพียงใด ก็ไปอุบัติเกิดในสุทธาวาสภูมินี้ไม่ได้ อย่างเด็ดขาด สุทธาวาสภูมินี้มีอยู่ ๕ ชั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศ และตั้งอยู่เป็นชั้นๆ ขึ้นไป ตามลำดับภูมิ หาได้ตั้งอยู่ในระดับเดียวกันไม่
๑๒. อวิหาสุทธาวาสภูมิ
สูงขึ้นไปจากอสัญญีสัตตาภูมิประมาณ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ อวิหาสุทธาวาสภูมิ = ภูมิอันเป็นที่อยู่อัน บริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่เสื่อมคลายในสมบัติของตน
พระพรหมในพรหมโลกชั้นนี้ ย่อมไม่ละทิ้งสมบัติ กล่าวคือ สถานที่ของตนโดยเวลาเพียงเล็กน้อย เพราะว่าพระพรหม ที่อุบัติเกิดและสถิตย์อยู่ ณ ที่นี้ ท่านย่อมไม่จักจุติเสียก่อน จนกว่าจะสถิตย์อยู่นานถึงมีอายุครบกำหนด ซึ่งแปลก ออกไปจากพระพรหมในสุทธาวาสภูมิที่เหลืออยู่อีก ๔ ภูมิ คือพระพรหมในอีก ๔ สุทธาวาสภูมินั้นอาจไม่ได้อยู่ ครบกำหนดอายุก็มีการจุติหรือนิพพานเสียก่อน พระพรหมในอวิหาสุทธาวาสภูมินี้ แต่ละองค์นั้น ล้วนแต่ เป็นผู้มีวาสนาบารมี กิเลสธุลีเหลือติดอยู่ในจิตสันดาน น้อยนักหนา โดยได้เคยเป็นสาวกแห่งพระพุทธองค์ พบพระบวรพุทธศาสนาแล้วมีปกติเห็นภัยในวัฏสงสาร อุตสาหะจำเริญ วิปัสสนากรรมฐาน จนยังตติยมรรคให้ เกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล มาแล้ว
๑๓. อตัปปาสุทธาวาสภูมิ
สูงขึ้นไปต่อจากอวิหาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ อตัปปาสุทธาวาสภูมิ = ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี อริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่มีความเดือดร้อน หมายความว่า ท่านเหล่านี้ย่อมไม่มีความเดือดร้อน ทั้งทางกาย วาจาและใจเลย ย่อมเข้าฌานสมาบัติ หรือผลสมาบัติอยู่เสมอ นิวรณธรรมซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อนไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นจิตใจของ ท่านเหล่านั้นจึงมีแต่สงบเยือกเย็น ท่านเหล่านี้เคยเป็น พระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนา กรรมฐานจนสามารถยังตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดาน ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีวิริยินทรีย์ คือมี วิริยะแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น
๑๔. สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ
สูงขึ้นไปต่อจากอตัปปาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี อริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความแจ่มใส คือท่านเหล่านี้ ย่อมมีความเห็นอย่างชัดแจ้งแจ่มใส สามารถเห็น สภาวธรรมได้โดยแจ้งชัดเพราะเป็นพระพรหมที่บริบูรณ์ ด้วยประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ธัมมจักษุและปัญญาจักษุ จึงเห็นสภาวธรรมได้แจ่มใส ชัดเจน จิตใจสงบเยือกเย็น ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดาน ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีสตินทรีย์ คือมี สติแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น
๑๕. สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ
สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ = ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี อริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสมากกว่า คือนอกจากธัมมจักษุที่มีกำลังเท่ากับพระพรหมในขั้น สุทัสสาสุทธาวาสภูมิแล้ว พระพรหมในสุทัสสีพรหมโลกนี้ ประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ปัญญาจักษุ ทั้ง ๓ นี้มีกำลังแก่ กล้ากว่าพระพรหมในสุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ทำให้ท่านมีความเห็นในสภาวธรรมได้ชัดเจนแจ่มใสยิ่ง ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยังตติยมรรค ให้บังเกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล และในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มี สมาธินทรีย์ คือมีสมาธิแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น
๑๖. อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ
สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสีสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ = ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี อริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ทรงคุณวิเศษโดยไม่มีความ เป็นรองกันเบื้องอกนิฏฐสุทธาวาสพรหมโลกนี้ มีพระเจดีย์เจ้าองค์ สำคัญ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์แสดงว่าเป็นพรหมโลกที่ เคารพนับถือพระบวรพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ องค์หนึ่งมีนามว่า ทุสสะเจดีย์
เหล่าพรหมทั้งปวงในที่นี้ ย่อมเป็นผู้ทรงคุณวิเศษโดย ไม่มีการเป็นรองกัน คือไม่ต่ำกว่ากันทั้งในด้านความ สุขและความรู้ ทั้งนี้เพราะทรงล้วนแต่เป็นผู้มีวาสนาบารมี ในจิตสันดานมีกิเลสธุลีเหลือติดอยู่น้อยนักหนา โดยท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้ยังเกิดในขันธสันดาน
ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญินทรีย์ คือมี ปัญญาแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น
ฉะนั้น ท่านพระพรหมอนาคามีบุคคลที่อุบัติเกิดใน อกนิฏฐพรหมโลกนี้ จึงมีคุณสมบัติวิเศษยิ่งกว่า บรรดาพระพรหมทั้งสิ้นในพรหมโลกทั้งหลายรวมทั้ง สุทธาวาสพรหมทั้งสี่ที่กล่าวมาแล้วด้วยก็เทียบไม่ได้
พระพรหมอนาคามีทั้งหลายในสุทธาวาสพรหมแรกทั้ง ๔ หากยังมิได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ พระปรินิพพานแล้ว ครั้นสิ้นพรหมายุขัย ก็จำต้องจุติจาก สุทธาวาสพรหมโลกที่ตนสถิตอยู่มาอุบัติเกิดใน อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมโลกนี้ เมื่อมาอุบัติเกิดในที่นี้แล้วย่อมจะ ไม่ไปอุบัติเกิดเป็นอะไรและในที่ใดภูมิใดอีกเลย เพราะ จะต้องได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ พระปรินิพพานอยู่ในพรหมโลกชั้นอกนิฏฐพรหมโลก นี่เอง
จึงอาจกล่าวได้ว่า อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมโลกนี้ เป็นพรหมโลกที่มีศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ อยางประเสริฐล้ำเลิศยิ่งกว่าพรหมโลกชั้นอื่นๆ ทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้
พรหมโลกตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๑๖
เป็น รูปพรหม คือพรหมที่มีรูปแต่เป็นรูปทิพย์ มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถ มองเห็นได้ จักเห็นได้ก็โดยทิพยวิสัยเท่านั้น
อรูปพรหม
อรูปพรหม แปลว่า พระพรหมที่ไม่มีรูปร่าง เพราะเหตุที่จะ อรูปพรหม = พรหมไม่มีรูป เป็นพระพรหมผู้วิเศษ เพราะเหตุอุบัติขึ้นด้วยอำนาจ แห่งรูปวิราคภาวนา
๑๗. อากาสานัญจายตนภูมิ
สมัยที่โลกยังว่างจากพระพุทธศาสนานั้น บรรดาโยคีฤาษีสิทธิ์ตลอดจนชีไพรดาบส ที่ประพฤติพรหมจรรย์บำเพ็ญตบะเดชะภาวนา ครั้นเขาผู้มีอำนาจฌานสูงรำพึงอยู่ดังนี้ ว่าอันว่าตัวตน กล่าวคืออัตภาพร่างกายนี้ไม่ดีเป็นนักหนา กอปรไปด้วย ทุกข์โทษหาประมาณมิได้ ควรที่ตูจะปรารถนากระทำตัว ให้หายไปเสียเถิด แล้วก็เกิดความพอใจเป็นนักหนา ในภาวะที่ไม่มีตัวตนไม่มีรูปกาย มิได้อาลัยในสรีระร่าง พลางออกจากจตุตถฌานแล้วก็มีใจผ่องแผ้ว ปรารถนา อยู่แต่ในความไม่มีรูป อุตส่าห์เจริญสมถกรรมฐาน ต่อไปจนได้สำเร็จ อรูปฌาน ครั้นถึงกาลกิริยา ตายแล้วก็ตรงแน่วมาอุบัติเกิดเป็นพระพรหมวิเศษ นาม อรูปพรหม จิตใจนั้นยังมีอยู่ แต่ว่าหัวหูตาตีนมือ แม้แต่นิดหนึ่งก็ไม่มีเลย เสวยสุขอยู่ด้วยภาวะไม่มีรูป ตามจิตปรารถนา อากาสานัญจายตนภูมิ = ภูมิเป็นที่ตั้งอยู่แห่งพระพรหม ผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยอากาสบัญญัติซึ่ง ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ ตั้งอยู่พ้นจากอกนิฏฐสุทธาวาสพรหมโลกไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์
๑๘. วิญญาณัญจายตนภูมิ
พ้นจากอากาสัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ วิญญาณัญจายตนภูมิ = ภูมิเป็นที่อยู่ แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย วิญญาณบัญญัติ อันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป ซึ่งอุบัติเกิด ณ อรูปพรหมโลก แห่งนี้ เพราะเหตุที่ตนปฏิสนธิด้วยวิญญาณัญจายตน วิบากจิต
๑๙. อากิญจัญญายตนภูมิ
พ้นจากวิญญานัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ อากิญจัญญายตนภูมิ = ภูมิเป็นที่อยู่ แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย นัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป อุบัติเกิด ณ อรูปพรหมโลก แห่งนี้ เพราะเหตุที่ตนปฏิสนธิด้วยอากิญจัญญายตน วิบากจิต
๒๐. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
พ้นจากอากิญจัญญายตนภูมิขึ้นไปอีก ๕ ล้าน ๕ แสน ๘ พันโยชน์ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ = ภูมิเป็นที่อยู่ แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย ความประณีตเป็นอย่างยิ่ง มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป อุบัติเกิด ณ อรูปพรหมโลก แห่งนี้ เพราะเหตุที่ตนปฏิสนธิด้วยเนวสัญญานาสัญญา ยตนวิบากจิต มีอายุยืนนานเป็นที่สุดด้วยอำนาจแห่ง อรูปฌานกุศลอันสูงสุดที่ตนได้บำเพ็ญมา พระพรหมวิเศษแต่ละองค์ในชั้นสูงสุดนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้สำเร็จยอดแห่งอรูปฌาน คืออรูปฌานที่ ๔ มาแล้วทั้งสิ้น
ปฏิปทาให้ถึงพรหมโลกและอายุแห่งพรหม
ปฏิปทาให้เกิดในพรหมโลก มิใช่เพราะอานิสงส์ แห่งบุญกุศลอย่างสามัญธรรมดา คืออานิสงส์แห่งทาน และศีลแต่เป็นอานิสงส์แห่งภาวนา
อายุแห่งพรหม
๑. พรหมปาริสัชชาพรหมภูมิ อายุประมาณส่วนที่ ๓ แห่งมหากัป (๑ ใน ๓ แห่งมหากัป)
๒. พรหมปุโรหิตาพรหมภูมิ อายุประมาณครึ่งมหากัป
๓. มหาพรหมาพรหมภูมิ อายุประมาณ ๑ มหากัป
๔. ปริตตาภาพรหมภูมิ อายุประมาณ ๒ มหากัป
๕. อัปปมาณาภาพรหมภูมิ อายุประมาณ ๔ มหากัป
๖. อาภัสราพรหมภูมิ อายุประมาณ ๘ มหากัป
๗. ปริตตสุภาพรหมภูมิ อายุประมาณ ๑๖ มหากัป
๘. อัปปมาณสุภาพรหมภูมิ อายุประมาณ ๓๒ มหากัป
๙. สุภกิณหาพรหมภูมิ อายุประมาณ ๖๔ มหากัป
๑๐. เวหัปผลาพรหมภูมิ อายุประมาณ ๕๐๐ มหากัป
๑๑. อสัญญีสัตตาภูมิ อายุประมาณ ๕๐๐ มหากัป
๑๒. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิอายุประมาณ ๑๐๐๐ มหากัป
๑๓. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ อายุประมาณ ๒๐๐๐ มหากัป
๑๔. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ อายุประมาณ ๔๐๐๐ มหากัป
๑๕. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ อายุประมาณ ๘๐๐๐ มหากัป
๑๖. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ อายุประมาณ ๑๖๐๐๐ มหากัป
๑๗. อากาสานัญจายตนพรหมภูมิ อายุประมาณ ๒๐๐๐๐ มหากัป
๑๘. วิญญาณัญจายตนพรหมภูมิ อายุประมาณ ๔๐๐๐๐ มหากัป
๑๙. อากิญจัญญายตนพรหมภูมิ อายุประมาณ ๖๐๐๐๐ มหากัป
๒๐. เนวสัญญานาสัญญายตนพรหมภูมิ อายุประมาณ ๘๔๐๐๐ มหากัป
อนุโมทนาครับเป็นประโยชน์มากๆครับ
แต่ถ้าเอาชั้นของนรกภูมิมาด้วยจะเป็นการดีมากๆ
kkk23m
09-14-2007, 11:46 AM
2. มนุษย์
มนุษย์คืออะไร
ม นุ ส ส ภู มิ
ประเภทแห่งมนุษย์
มนุสสภูมิ หรือโลกมนุษย์นี้ เป็นโลกที่อาศัยแห่งสัตว์ ผู้มีใจสูง เมื่อแยกคำออกมาก็เป็น
มน + อุสส + ภูมิ มน = ใจ อุสส = สูง
ภูมิ = ที่อาศัย รวมกันเป็น มนุสสภูมิ ก็แปลว่า
ที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูง ซึ่งได้แก่ โลกมนุษย์
อันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งมนุษย์เรานี่เอง
ที่ว่ามนุษย์เป็นผู้มีใจสูงนั้น ก็เพราะมีใจสูงส่งกล้าหาญ องอาจกล้าหาญในการประกอบกรรมต่างๆ ยิ่งนัก ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรือเป็น อกุศลกรรม สัตว์ในภูมิอื่นใด ที่จะใจกล้าสามารถกระทำ ให้เกินมนุษย์เป็นไม่มี
กล่าวคือ ในกรณีแห่งอกุศลกรรม คือ กรรมที่ชั่วช้าลามก สัตว์ในมนุสสภูมิองอาจสามารถกระทำได้อย่างยอดเยี่ยม ตั้งแต่บาปกรรมที่มีโทษเล็กน้อย จนกระทั่งถึงบาปกรรม ที่มีโทษสูงสุดเป็นอุกฤษฎ์ อาทิเช่น ปาณาติบาตอกุศล กรรม มนุษย์ก็สามารถฆ่าได้ตั้งแต่สัตว์เล็กๆ เช่น กุ้ง ปู ปลา มาเป็นอาหารเป็นประจำ ไปจนถึงสัตว์ใหญ่ๆ ไปจน ถึงสัตว์ที่ว่าดุร้ายเป็นถึงเจ้าป่า เจ้าไพร เช่น เสือสมิง สมิงร้าย ควายป่า กระทิงเถื่อน ที่ว่าดุร้ายน่าเกรงขาม นักหนา ก็เคยปรากฏว่าถูกมนุษย์ใจหาญ ฆ่าให้ตายมา เสียมากต่อมากแล้ว นอกจากนั้น ยังฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยโทสะก็ตาม ด้วยอาฆาตพยาบาทก็ตาม บางมนุษย์ ก็มีอาชีพเป็นเพชฌฆาตฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันตั้งแต่ หนึ่งคนไปจนเป็นร้อยเป็นพันคน นอกจากนั้นมนุษย์ ยังอาจหาญฆ่าผู้มีพระคุณต่างๆ เช่น บิดามารดา ครูบาอาจารย์ อันเป็นบาปสูงสุดขนาดอนันตริยกรรม ได้ ฉะนั้น จึงได้นามว่า มนุษย์ = ผู้มีใจสูงในเชิง กล้าหาญที่จะประกอบอกุศลกรรม
ในกรณีแห่งกุศลกรรม คือ กรรมที่ดีงามเป็นบุญเป็นคุณ สัตว์ที่มาอุบัติเกิดในมนุสสภูมินี้ ก็องอาจสามารถที่จะ กระทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกเช่นเดียวกัน เช่น การให้ ทาน มนุษย์ทั้งหลายก็กระทำกันเป็นประจำ ไม่ว่า จะเป็นชาติไหนภาษาไหน ทุกกาลทุกสมัย นอกจากจะ ให้ทานกับเพื่อนมนุษย์แล้ว ยังมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ทานแก่สัตว์ในภูมิอื่นอีกด้วย เช่น ให้อาหารเป็นทาน กับเป็ด ไก่ หมู หมา นอกจากนั้น ยังกระทำกองกุศล ซึ่งสูงขึ้นไปกว่าทานคือการรักษาศีล ในมนุษยโลก มีการรักษาศีลตามกำลังความสามารถของแต่ละ มนุษย์ บางมนุษย์มีศรัทธารักษาศีล ๕ บางมนุษย์ ใจกล้ารักษาศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือใจกล้าหาญสูงลิบ อุตส่าห์รักษาศีล ๒๒๗ เหล่าสัตว์ในภูมิอื่นใด จักมี น้ำใจกล้าหาญองอาจ รักษาศีลได้อย่างมนุษย์เป็น ไม่มีแน่ นอกจากจะมีน้ำใจอาจหาญสมาทานศีล ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ในกุศลอันสูงส่งยิ่งกว่าศีล คือการบำเพ็ญภาวนา มนุษย์ผู้มีใจกล้าหาญก็พยายาม บำเพ็ญมาตลอดทุกยุคทุกสมัย มีน้ำใจรักใคร่ในการ บำเพ็ญสมถภาวนาจนได้สำเร็จฌานไปอุบัติเกิดเป็น พระพรหมผู้วิเศษ ณ พรหมโลกต่างๆ ดังนี้ก็มีอยู่เป็น อันมากเหลือที่จะคณนา ครั้นมาถึงกาลพิเศษ เหตุเป็นกาลที่มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ มาอุบัติตรัสในโลก ก็ทรงมิใช่ใครผู้ใดในภูมิอื่นเลย โดยที่แท้ ทรงเป็นมนุษย์อุบัติเกิดในมนุสสภูมินี่เอง ทรงมีพระวิริยะอย่างยอดเยี่ยม เมื่อมีพระมนัส มุ่งหมายพระบรมโพธิญาณ ก็ทรงมีพระทัยอาจหาญ บากบั่นแสวงหาสัจธรรม มิได้ทรงนำพาอาลัยถึง ความลำบากแห่งพระวรกาย จนกระทั่งได้บรรลุ พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ได้สำเร็จเป็นองค์เอก อัครบรมศาสดาจารย์ ต่อจากนั้นก็ทรงมีพระมหา กรุณาสั่งสอนมนุษย์ใจกล้าผู้เป็นสาวกทั้งหลาย ให้บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนา จนกระทั่งได้สำเร็จ มรรคผลเป็นพระอริยบุคคลในพระบวรพุทธศาสนา ตามกำลังแห่งวาสนาบารมี คือบางท่านก็ได้เป็น พระอรหันต์ เป็นพระอนาคามี เป็นพระสกิทาคามี บางท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน อย่างนี้ก็มีอยู่ มากมายนับไม่ถ้วนในมนุสสภูมิ อนึ่งเล่า พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาอุบัติตรัสรู้แต่ลำพังพระองค์ เดียว ในกาลที่โลกว่างจากพระบวรพุทธศาสนา ก็มาอุบัติในมนุสสภูมินี้ด้วยเหมือนกัน จึงเป็นอันว่า มนุษย์นี้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญประกอบการกุศล ตั้งแต่ขั้นต่ำที่สุดจนกระทั่งถึงกุศลขั้นอุกฤษฎ์ คือ สูงสุดขนาดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังกล่าวมานี้ ฉะนั้น จึงได้นามว่า มนุษย์ = ผู้มีใจ สูงในเชิงกล้าหาญที่จะประกอบการกุศลกรรม
เมื่อทั้งประกอบอกุศลกรรมและกุศลกรรมได้ชนิด สูงสุดทั้งสองด้านแล้วนั้น เมื่อกล่าวถึงชีวิตความ เป็นอยู่ เหล่ามนุษย์ในมนุสสภูมินี้ ย่อมมีชีวิตความ เป็นอยู่แตกต่างกันไปแต่ละมนุษย์แต่ละชีวิต ส่วนความพิสดารแห่งชีวิตจะแตกต่างกันเป็น ประการใดบ้างนั้น ก็เป็นที่ซาบซึ้งกันดีอยู่แล้ว จึงจะไม่กล่าวถึงในที่นี้อีก
บุคคล ๔ จำพวก
(สังยุตินิกาย สคาถวรรค ข้อ ๓๙๔ หน้า ๑๓๖ บาลีฉบับสยามรัฐ)
บุคคล ๔ จำพวก คือ
๑. บุคคลผู้มืดมาแล้วมืดไป
๒. บุคคลผู้มืดมาแล้วสว่างไป
๓. บุคคลผู้สว่างมาแล้วมืดไป
๔.บุคคลผู้สว่างมาแล้วสว่างไป
กรรมของมนุษย์
ก่อนอื่น ต้องทราบว่า เรื่องกรรมของมนุษย์นั้น ย่อมเป็นปัญหาใหญ่ ผู้คนทั้งหลายมักสงสัยว่า เป็นคนเหมือนกันแต่ทำไมไม่เหมือนกัน บางคนดี บางคนบ้า บางคนเป็นคนสูง บางคนเป็นคนต่ำ บางคนรวย บางคนยากจน บางคนมีปัญญา บางคนไร้ปัญญาอับวาสนา เพราะอะไรกัน
กรรม! กรรมที่มนุษย์ทั้งหลายได้เคยกระทำไว้ นั่นเอง เป็นตัววแบ่งแยกให้คนทั้งปวงแตกต่างกันไป เช่นนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็น ทายาทแห่งกรรม กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและ ประณีตได้ อย่าได้สงสัยอะไรเลย
ปฏิปทาให้มีอายุสั้น
ดูกรมาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้ จะเป็นสตรี ก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นคนมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นอยู่ในการ ประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ครั้นเขาตายย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หากเขาตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แล้ว ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง เขาจะเป็นคนมีอายุสั้น
ปฏิปทาให้มีอายุยืน
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีอายุยืนคือสตรีก็ตาม บุรุษ ก็ตาม เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตรา มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ครั้นเขาตายไป ย่อมจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่เข้า ถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง เขาจะเป็นคนมีอายุยืน
ปฏิปทาให้มีโรคมาก
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีโรคมาก คือสตรีก็ตามบุรุษ ก็ตาม เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือด้วย ก้อนดิน ด้วยท่อนไม้หรือด้วยศาสตรา
ปฏิปทาให้มีโรคน้อย
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีโรคน้อย คือสตรีก็ตามบุรุษ ก็ตาม เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้หรือด้วยศาสตรา
ปฏิปทาให้มีผิวพรรณทราม
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีผิวพรรณทรามคือสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนมักโกรธ มากไปด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธความร้ายและความขึ้งเครียดให้ปรากฏ
ปฏิปทาให้มีผิวพรรณงาม
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีผิวพรรณงามคือสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความ แค้นเคือง ถูกคนอื่นเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธความร้าย และความขึ้งเครียดให้ปรากฏ
ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดาน้อย
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดาน้อยก็คือสตรี ก็ตามบุรุษก็ตาม เป็นคนมีใจริษยา ย่อมมีใจริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิสสาริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น
ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดามาก
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดามากคือเป็นสตรี ก็ตามเป็นบุรุษก็ตาม เป็นคนมีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิสสาริษยาในลาภสักการะความ เคารพ ความนับถือ การไหว้และการบูชาของคนอื่น
ปฏิปทาให้มีโภคะน้อย
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีโภคะน้อย คือจะเป็นสตรี ก็ตามเป็นบุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอนที่อาศัย เครื่อง ตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์
ปฏิปทาให้มีโภคะมาก
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีโภคะมาก คือจะเป็นสตรี ก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่ กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนาแก่คนที่ควรให้อาสนนะ ไม่ให้ทางแก่คน ที่ควรให้ทาง ไม่สักการะแก่คนที่ควรสักการะ ไม่เคารพ คนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ ควรบูชา
ปฏิปทาให้เกิดในตระกูลสูง
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้เกิดในตระกูลสูง คือจะเป็น สตรีก็ตามเป็นบุรุษก็ตาม เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่ควรให้อาสนะ ให้ทางแก่คนที่ควร ให้ทาง สักการะแก่คนที่ควรสักการะ เคารพแก่คน ที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา
ปฏิปทาให้มีปัญญาทราม
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีปัญญาทรามคือจะเป็น สตรีก็ตามเป็นบุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ไม่เคย เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์
แล้วสอบถามว่าอะไรเป็นกุศล
อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ
อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ
อะไรเมื่อทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน
อะไรเมื่อทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน
ปฏิปทาให้มีปัญญาหลักแหลม
ดูกรมาณพ! ปฏิปทาให้มีปัญญาหลักแหลม คือสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้เข้าไปหา สมณะหรือพราหมณ์
แล้วสอบถามว่าอะไรเป็นกุศล
อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ
อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ
อะไรเมื่อทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน
อะไรเมื่อทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน
ดูกรมานพ! สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรม เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อม จำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและประณีตได้ ด้วยประการฉะนี้
ปฏิปทาให้เกิดมาเป็นมนุษย์
ก่อนที่มนุษย์ทั้งหลาย จะได้มีโอกาสกลับมาเกิดเป็น มนุษย์ เป็นคนในมนุสสภูมินี้อีกนั้น มิใช่ว่าอยู่ๆ แล้ว พอตายไปก็กลับมาเกิดเป็นคนได้อีกอย่างง่ายดาย โดยที่แท้ จักกลับมาเกิดเป็นคนอีกได้ ก็เพราะมีเหตุ มีปัจจัย นั่นก็คือ
มนุษยธรรม = ธรรมของมนุษย์
หรือธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์
นั่นก็คือ เบญจศีล หรือปัญจสิกขาบทนั่นเอง
kkk23m
09-14-2007, 12:01 PM
3. นรกภูมิ
นรกภูมิ
ประเภทนรก
นิรยภูมิ หรือโลกนรกนี้ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ล้วนๆ เป็นโลกที่ปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง สัตว์ผู้ไปเกิด อยู่ในโลกนรกนี้ ไม่มีความสุขแต่สักนิดหนึ่งเลย เพราะฉะนั้น โลกนี้จึงได้ชื่อว่า นิรยภูมิ = โลกที่ไม่มี ความสุขสบาย
มหานรก ๘ ขุม- (เทวทูตสูตร อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ข้อ ๕๒๑ หน้า ๓๔๐ บาลีฉบับสยามรัฐ)
นิรยภูมิ หรือโลกนรกประเภทใหญ่ที่สุด เรียกว่า มหานรก มีอยู่ทั้งหมด ๘ ขุม ด้วยกัน ตั้งซ้อนเรียงกันอยู่เป็นชั้นๆ ไป ห่างกันแต่ละชั้นประมาณ ๑๕๐๐๐ โยชน์ ดังนี้
นรกขุมต่าง ๆ ที่สัตว์อุบัติเกิดในนรก มหานรก นรกขุมใหญ่ได้นามบัญญัติว่า มหานรก มีอยู่ทั้งหมด ๘ ขุมด้วยกัน ตั้งซ้อนเรียงรายกันอยู่เป็นชั้น ๆ ไป โดยมีรายนามตามที่ท่านบัญญัติไว้ดังต่อไปนี้
นิรยภูมิ
ประเภทนรก
นิรยภูมิ หรือโลกนรกนี้ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ล้วนๆ เป็นโลกที่ปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง สัตว์ผู้ไปเกิด อยู่ในโลกนรกนี้ ไม่มีความสุขแต่สักนิดหนึ่งเลย เพราะฉะนั้น โลกนี้จึงได้ชื่อว่า นิรยภูมิ = โลกที่ไม่มี ความสุขสบาย
มหานรก ๘ ขุม (เทวทูตสูตร อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ข้อ ๕๒๑ หน้า ๓๔๐ บาลีฉบับสยามรัฐ)
นิรยภูมิ หรือโลกนรกประเภทใหญ่ที่สุด เรียกว่า มหานรก มีอยู่ทั้งหมด ๘ ขุม ด้วยกัน ตั้งซ้อนเรียงกันอยู่เป็นชั้นๆ ไป ห่างกันแต่ละชั้นประมาณ ๑๕๐๐๐ โยชน์ ดังนี้
๑. สัญชีวมหานรก
สัญชีวนรก = นรกที่ไม่มีวันตาย คนใจบาปหยาบช้าลามก ตายไปตกนรกขุมนี้แล้ว เขาก็จะเป็นคล้ายๆ กับว่ามีตัวตน เป็น "กายสิทธิ์" คือไม่มีวันที่จะต้องตายกันเลย แม้ว่า จะได้รับการลงโทษอย่างสาหัสจนทนไม่ไหว ขาดใจตายไป ถึงกระนั้น ก็ต้องกลับมีชีวิตชีวากลับเป็นขึ้นมา รับทุกข์โทษ ต่อไปอีก เป็นๆ ตายๆ อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในสัญชีวนรกนี้ มีประมาณ ๕๐๐ ปีนรก! ซึ่งเทียบกันกับเวลาของ มนุษยโลกเราดังนี้ คือ ๙ ล้านปีของมนุษยโลก เท่ากับ วันหนึ่งกับคืนหนึ่งของเขา
๒. กาฬสุตตมหานรก
เหล่าสัตว์ ที่อุบัติเกิดในนรกขุมนี้ เขาย่อมถูกลงโทษ โดยนายนิรยบาลเอาด้ายดำมาตีเป็นเส้นเข้าตาม ร่างกาย แล้วก็เอาเลื่อยมาเลื่อย บางทีก็เอาขวานมาผ่า หรือเอามีดนรกมาเฉือนกรีด ตามเส้นด้ายดำที่ตีไว้ ไม่ให้ผิดรอยได้ ฉะนั้น นรกขุมนี้ จึงมีชื่อว่า กาฬสุตต- มหานรก = นรกที่ลงโทษตามเส้นด้ายดำ ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในกาฬสุตตนรกนี้ ประมาณ ๑๐๐๐ ปี ซึ่งเทียบกับเวลาของมนุษยโลกเราดังนี้ คือ ๓๖ ล้านปี จึงเป็นวันหนึ่งกับคืนหนึ่งของเขา
๓. สังฆาฏมหานรก
เหล่าสัตว์ ที่อุบัติเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมได้รับทุกข์โทษ โดยลูกภูเขาเหล็กนรกบดขยี้ร่างกาย ให้ได้รับทุกขเวทนา อยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาสร่างว่างเว้น ฉะนั้น นรกขุมนี้ จึงมีชื่อว่า สังฆาฏมหานรก = นรกที่บดขยี้ร่างกายสัตว์ เหล่าสัตว์ในสังฆาฏมหานรกนี้ มีร่างกายวิกลวิการ ต่างๆ กัน และมีรูปร่างแปลกพิลึก เช่น บางตนมีหัวเป็น ควาย มีตัวเป็นคน บางตัวมีหัวเป็นหมา หมู เป็ด ไก่ แต่มีตัวเป็นคน เป็นต้น มีความวิปริตแห่งกายสุดที่จัก พรรณนาให้ถูกต้องหมดสิ้นได้ ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในสังฆาฏนรกนี้ มีประมาณ ๒๐๐๐ ปี ซึ่งเทียบกับเวลาของมนุษยโลกเราดังนี้คือ ๑๔๕ ล้านปี จึงเป็นวันหนึ่งกับคืนหนึ่งของเขา
๔. โรรุวมหานรก
เหล่าสัตว์ ที่อุบัติเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมได้รับทุกข์โทษอย่าง แสนสาหัส ต้องร้องครวญครางอยู่ตลอดเวลา ในนรกขุมนี้ จะได้ยินแต่เสียงร้องครวญครางอย่างน่าสมเพชเวทนา เป็นยิ่งนัก ฉะนั้น นรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า โรรุวมหานรก = นรก ที่เต็มไปด้วยเสียงร้องครวญคราง ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในโรรุวนรกนี้ มีประมาณ ๔๐๐๐ ปีนรก ซึ่งเทียบกับเวลาของมนุษยโลกเราดังนี้ คือ ๒๓๔ ล้านปี จึงเป็นวันหนึ่งกับคืนหนึ่งของนรกขุมนี้
๕. มหาโรรุวมหานรก
เหล่าสัตว์ ที่อุบัติเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมถูกลงโทษโดยวิธี อันแสนจะทรมาณเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ต้องร้องโอดโอย ครวญครางเสียงดังกระหึ่มมากมายยิ่งนัก เสียงร้อง ครวญครางมากกว่ามหานรกขุมที่ ๔ ที่กล่าวมาแล้ว มากกว่ามาก ฉะนั้น นรกขุมนี้จึงชื่อว่า มหาโรรุวนรก = นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องครวญครางมากมาย นรกขุมนี้ มีชื่ออีกอย่างว่า ชาลโรรุวนรก = นรกที่เต็มไป ด้วยเสียงร้องครวญครางเพราะเปลวไฟ ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในมหาโรรุวนรกนี้ มีประมาณ ๘๐๐๐ ปีนรก ซึ่งเทียบกับเวลาของมนุษยโลกดังนี้ คือ ๙๒๑๖ ล้านปี จึงเป็นวันหนึ่งกับคืนหนึ่งของเขา
๖. ตาปนมหานรก
เหล่าสัตว์ ที่อุบัติเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมได้รับทุกข์โทษ โดยวิธีการถูกย่างให้ได้รับความเร่าร้อน และนรกขุมนี้ ก็มีความเร่าร้อนเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น นรกขุมนี้จึงชื่อว่า ตาปนนรก = นรกที่ทำสัตว์ให้เร่าร้อน ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในตาปนนรกนี้ มีประมาณ ๑๖๐๐๐ ปีนรก ซึ่งมีการเทียบกับเวลาของมนุษยโลก เราดังนี้ คือ ๑๘๔๒๑๒ ล้านปี จึงเป็นวันหนึ่งกับ คืนหนึ่งของเขา
๗. มหาตาปนมหานรก
เหล่าสัตว์ ที่อุบัติเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมได้รับทุกข์อันเกิด จากความร้อนแรงแห่งไฟนรกเป็นที่สุด ได้รับทุกข์เพราะ ความเร่าร้อนเหลือประมาณ ไม่มีความร้อนในที่ไหน จักเปรียบปานกับความร้อนในนรกขุมนี้ ฉะนั้น นรกขุมนี้ จึงชื่อว่า มหาตาปนนรก = นรกที่เต็มไปด้วยความ เร่าร้อนอย่างมากมายเหลือประมาณ ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในมหาตาปนมหานรกนี้ มีประมาณ ครึ่งอันตรกัป ซึ่งนับเป็นเวลาที่นานไม่ใช่น้อยเลย
๘. อเวจีมหานรก
เหล่าสัตว์ที่อุบัติเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมได้รับทุกข์โทษ อย่างหนักที่สุด เพราะระหว่างแห่งเปลวไฟและความทุกข์ ไม่มีว่างแม้แต่สักนิดเลย ในนรกนี้ไม่มีการหยุดพักแม้แต่ สักชั่วระยะเวลาหนึ่ง สัตว์นรกต้องได้รับความทุกข์อย่าง หนักอยู่เสมอตลอดเวลา ไม่ใช่บางคราก็หนักบางคราก็ เบาเหมือนนรกขุมอื่นๆ เพราะฉะนั้น นรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า อเวจีนรก = นรกที่ปราศจากคลื่น คือความบางเบาแห่ง ความทุกข์ ก็เกณฑ์อายุของสัตว์ในอเวจีมหานรกนี้ มีประมาณ ๑ อันตรกัป ซึ่งนับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าบรรดา มหานรกทั้งหมด
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย มหานรกซึ่งเป็นนรกขุมใหญ่ มีอยู่ทั้งหมดด้วยกัน ๘ ขุมดังกล่าวมานี่แล ก็บรรดา มหานรกทั้ง ๘ นี้ หาได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ระดับเดียวกันไม่ ความจริงอยู่ห่างไกลกันมาก จะเรียกว่าขุมหนึ่งๆ เป็น โลกๆ หนึ่งก็เห็นจะได้ มหานรกแต่ละขอมุนอกจะมี ขุมใหญ่ ซึ่งคล้ายกับเป็นเมืองใหญ่เป็นประธานแล้ว ยังมีขุมเล็กเป็นบริวารล้อมรอบอีก ๔ ทิศ ทิศละ ๔ ขุม รวมทั้งหมดเป็น ๑๖ ขุมด้วยกัน นรกที่เป็นบริวารนี้ มีชื่อเรียกว่าอุสสุทนรก
อุสสุทนรก
อุสสุทนรก นี้ ล้อมรอบเป็นบริวารมหานรกทั้ง ๘ มหานรกๆ ละ ๑๖ ขุม เพราะฉะนั้น อุสสุทนรกนี้ จึงมีอยู่รวมด้วยกันทั้งหมดมากถึง ๑๒๘ ขุม คือ
๑. ล้อมรอบสัญชีวมหานรก ๑๖ ขุม
๒. ล้อมรอบกาฬสุตตมหานรก ๑๖ ขุม
๓. ล้อมรอบสังฆาฏมหานรก ๑๖ ขุม
๔. ล้อมรอบโรรุวมหานรก ๑๖ ขุม
๕. ล้อมรอบมหาโรรุวมหานรก ๑๖ ขุม
๖. ล้อมรอบตามปนมหานรก ๑๖ ขุม
๗. ล้อมรอบมหาตาปนมหานรก ๑๖ ขุม
๘. ล้อมรอบอเวจีมหานรก ๑๖ ขุม
จึงรวมเป็นอุสสุทนรกทั้งสิ้น ๑๒๘ ขุม
เฉพาะในที่นี้ จักขอกล่าวถึงอุสสุทนรกเพียง ๔ ขุม ซึ่งล้อมรอบเป็นบริวารในทิศบูรพาของมหานรกขุมที่ ๑ คือ สัญชีวมหานรกเท่านั้น เพราะอุสสุทนรกในทิศอื่นๆ ก็ดีและที่ล้อมรอบเป็นบริวาร ในมหานรกขุมอื่นๆ ก็ดี ก็มีชื่อเหมือนๆ กัน จะต่างกันก็แต่เพียงโทษหนักเบา เท่านั้น อุสสุทนรกทั้ง ๔ ที่ล้อมรอบเป็นบริวารมหานรก หรือนรกขุมใหญ่ซึ่งจะกล่าวถึงในที่นี้ มีชื่อตามลำดับ ดังต่อไปนี้
๑. คูถนรก
ครั้นพ้นทุกข์โทษจากมหานรกขุมใหญ่แล้ว หากเศษบาป กรรมยังไม่สิ้น สัตว์นรกทั้งหลายก็เคลื่อนออกไปรับทุกข์ โทษอยู่ในนรกบริวารที่ใกล้ชิดมหานรกอันดับที่ ๑ นี้ อันเต็มไปด้วยหมู่หนอนเป็นอันมาก คอยแทะกัดกินเนื้อ สัตว์นรกอย่างเอร็ดอร่อย
๒. กุกกุฬนรก
ครั้นพ้น จากกำแพงแห่งคูถนรกแล้ว หากเศษบาปกรรม ยังไม่สิ้น สัตว์นรกทั้งหลายก็ต้องเคลื่อนออกไปรับทุกข์ โทษ ในอุสสุทนรกอันดับที่ ๒ นี้ อันเต็มไปด้วยเถ้ารึงซึ่งรุ่มร้อนสำหรับเผาสัตว์นรกทั้งหลาย ให้ได้รับความทุกขเวทนาอันแรงกล้า
๓. อสิปัตตนรก
ครั้งพ้น จากกำแพงแห่งกุกกุฬนรกแล้ว ก็ถึงบริเวณ อุสสุทนรกอันดับที่ ๓ นี้ ที่ต้นมะม่วงนรกใบดกครึ้ม ครั้นถูกลมกรรมพัดมาอย่างแรงใบก็กลายเป็นหอก เป็นดาบอันคมกล้าหลุดร่วงลงมาถูกกายเป็นแผล เหวอะหวะ บางทีก็กายขาดเป็นท่อนๆ ฯลฯ
๔. เวตรณีนรก
ครั้นพ้น จากกำแพงอสิปัตตนรกแล้ว ก็ถึงบิรเวณ อุสสุทนรกอันดับที่ ๔ นี้ อันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วย น้ำเค็มน้ำแสบตั้งอยู่ชั่วกัป มีเครือหวายหนามเหล็ก ล้อมอยู่โดยรอบเป็นขอบขัณฑ์ ในท่ามกลางนั้นปรากฏ เป็นดอกปทุมหลากหลาย เมื่อสัตว์นรกได้เห็นเข้า ก็เข้าใจว่าเป็นแม่น้ำอันเย็นสนิทน่าอาบ น่าดื่มนัก ก็รีบกระโจนลงไป เครือหวายเหล็กก็บาดร่างกาย ทำให้เป็นแผลในน้ำเค็ม
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย อุสสุทนรกทั้ง ๔ นี้ ตั้งอยู่เรียง ลำดับกันไป ในทิศบูรพาเบื้องหน้าแห่งสัญชีวมหานรก แม้ในทิศอื่นอีก ๓ ทิศ คือ ทิศหลัง ทิศเบื้องขวา ทิศ เบื้องซ้าย ก็มีอุสสุทนรกทั้ง ๔ นี้ ตั้งอยู่เรียงลำดับไป เช่นเดียวกัน รวมอุสสุทนรกทั้ง ๔ ทิศที่ล้อมรอบสัญชีวนรก จึงเป็น ๑๖ ขุมพอดี ก็มหานรกมี ๘ ขุม แต่ละขุม มีอุสสุทนรกนี้ ล้อมรอบเป็นบริวารขุมละ ๑๖ จึงรวมเป็น อุสสุทนรกทั้งหมด ๑๒๘ ขุม
ยมโลกนรก
สัตว์นรก ทั้งหลาย เมื่อได้เสวยทุกข์โทษในมหานรกและ อุสสุทนรกดังกล่าวมาแล้ว หากกรรมยังไม่สิ้น ก็จำต้อง ไปเสวยกรรมในนรกอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ยมโลกนรก ก็ยมโลกนรกนี้ ตั้งอยู่ในสถานที่ต่อจาก อุสสุทนรกไป เป็นนรกบริวารของมหานรกทั้ง ๘ มหานรกแต่ละขุมนั้น มียมโลกนรกล้อมเป็นบริวาร อยู่ทิศเบื้องหน้า ๑๐ ขุม ทิศเบื้องหลัง ๑๐ ขุม ทิศขวา ๑๐ ขุม ทิศซ้าย ๑๐ ขุม รวมทั้ง ๔ ทิศ ก็เป็น ๔๐ ขุมพอดี
มหานรกมีอยู่ ๘ ขุม ขุมหนึ่งๆ มียมโลกนรกล้อมรอบ เป็นบริวารชั้นนอก ๔๐ ขุม จึงรวมเป็นยมโลกนรก ทั้งหมด ๓๔๐ ขุม
ในที่นี้จะขอกล่าวแต่เพียงยมโลกนรก ๑๐ ขุม ซี่งตั้งอยู่ ล้อมรอบเป็นบริวารแห่งสัญชีวมหานรก เพียงทิศเดียว เท่านั้น เพราะว่ายมโลกนรกในทิศอื่นๆ ก็ดี และยมโลก นรกที่ล้อมเป็นบริวารมหานรกอื่นๆ ก็ดี ก็มีชื่อและมี อาการเสวยทุกข์โทษเหมือนๆ กัน จะแตกต่างกันอยู่บ้าง ก็เพียงแต่ว่ามีการเสวยทุกข์โทษหนักเบา ตามชั้นแห่ง มหานรกนั้นๆ เท่านั้น ฉะนั้น เมื่อทราบและเข้าใจได้ เพียง ๑๐ ขุมในทิศเดียว ก็เป็นอันทราบยมโลกนรก ในทิศอื่นและในชั้นอื่นทั้งหมด เพราะมีชื่อและมีลักษณะ เหมือนกัน ก็ยมโลกนรกทั้ง ๑๐ ขุมที่จะกล่าวในที่นี้ มีชื่อตามลำดับดังนี้
๑. โลหกุมภีนรก
มีหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยน้ำแสบ น้ำร้อนเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา ตั้งอยู่บนเตาไฟนรก นายนิรยบาลร่างกายใหญ่โต จับสัตว์ผู้พลัดมาอยู่ที่นี่ ที่ข้อเท้าเอาหัวคว่ำลง แล้วหย่อนทิ้งลงไปเสียงดังซ่าใหญ่ ฯลฯ ทำอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายคาบ นับเป็นหมื่นๆ ปี กรรมที่นำมาให้เสวยทุกข์โทษในนรกขุมนี้ได้แก่ปาณาติบาต คือทำการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เช่นจับเอาสัตว์เป็นๆ มาใส่ลง ในหม้อน้ำร้อนให้ตายแล้วเอามากินเป็นอาหาร หรือมิฉะนั้น ก็ทำกรรมชั่วหยาบอื่นๆ ควรจะเสวยทุกข์ในมหานรกแล้ว แต่ภายหลังกลับสำนึกตน พยายามประกอบกองการกุศล บาปกรรมที่ติดอยู่ในจิตค่อยคลายลง จึงต้องได้รับโทษ เพียงตกมาในขุมนี้
๒. สิมพลีนรก
ปรากฏเป็นป่าเต็มไปด้วยต้นงิ้วนรกทั้งหลาย ต้นงิ้วแต่ละ ต้น มีหนามเหล็กคมเป็นกรด ยาวประมาณ ๑๖ องคุลี ลุกเป็นเปลวไฟอยู่เสมอเป็นนิตย์ไม่มีวันที่จะดับไปเลย แม้สักชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขุมนี้เต็มไปด้วยสัตว์นรกหญิง และสัตว์นรกชาย
ที่ต้องมาเกิดในสิมพลีนรกนี้ ก็เพราะว่าเมื่อเขาเป็นมนุษย์ ได้ประพฤติล่วงกาเมสุมิจฉาจาร คือคบชู้ผิดศีลธรรม ประเพณี
๓. อสินขะนรก
เหล่าสัตว์ที่อยู่ในนรกขุมนี้ มีรูปร่างพิกล เล็บมือเล็บเท้า ของตนซึ่งแหลมยาว กลับกลายเป็นอาวุธ เป็นหอก เป็นดาบ เป็นจอบ เป็นเสียมอันคมกล้า เสวยทุกขเวทนา ประหนึ่งเป็นบ้าวิกลจริต บ้างนั่ง บ้างยืน เอาเล็บมือถาก ตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นภักษาหาร เป็นอยู่อย่างนี้ ตลอดกาลนาน
สัตว์นรกเหล่านี้ เมื่อครั้งเขาเป็นมนุษย์มีใจเป็นคนพาล กระทำอทินนาทาน ชอบลักเล็กขโมยน้อย ลักขโมยของ ในสถานที่สาธารณะ ของที่เขาถวายแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือลักขโมยของใช้เช่นเสื้อผ้า อาหาร เป็นต้น
๔. ตามโพทกะนรก
ในนรกขุมนี้ มีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงอยู่มากมาย มีน้ำทองแดงกำลังเดือดพลุ่งอยู่เสมอ พร้อมกับมี ก้อนกรวดก้อนหินปะปนอยู่ด้วยในหม้อเหล็กทุกๆ หม้อ นายนิรยบาลจับสัตว์บาปให้นอนหงาย เหนือแผ่นเหล็ก อันรุ่งเรืองด้วยเปลวไฟ แล้วเอาน้ำทองแดงพร้อมทั้ง ก้อนกรวดก้อนหิน ซึ่งกำลังเดือดพล่านในหม้อนรกนั้น กรอกเข้าไปในปาก ฯลฯ
การที่สัตว์ต้องมาเสวยทุกขโทษอันน่ากลัวเห็นปานนี้ ก็เพราะในชาติก่อนเขาเป็นคนใจอ่อนมัวเมาประมาท ดื่มกินซึ่งสุราเมรัย แสดงอาการคล้ายคนบ้าวิกลจริต เป็นนิจศีล
๕. อโยคุฬะนรก
ในนรกขุมนี้ เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงเกลื่อนกลาดไปหมด ลุกเป็นไฟอยู่ทั้งนั้น เหล่าสัตว์นรกทั้งหลาย ล้วนมีแต่ ความหิวโหยทั้งสิ้น ครั้นเห็นก้อนเหล็กแดงก็ดีเนื้อดีใจ เพราะอกุศลบันดาลให้สัตว์นรกเหล่านั้นตาลาย เห็นก้อน เหล็กแดงกลายเป็นโภชนาหารไป จึงรีบวิ่งเข้าไปยื้อแย่ง กันกิน ฯลฯ
การที่เขาจะมาเป็นสัตว์นรกที่นี่ ก็เพราะว่าในชาติก่อน เขาเหล่านั้นมีโลภเจตนาหนาแน่น แสดงตนว่าเป็นคน ใจบุญใจกุศล เที่ยวป่าวร้องเรี่ยไรเอาทรัพย์ของเขา มาว่า จะทำการกุศลสาธารณประโยชน์ ครั้นได้ทรัพย์ มาแล้วก็ยักยอกใช้สอยตามสะดวกสบายของตน การกุศลก็ทำบ้าง ไม่ทำบ้างตามที่อ้างไว้ บ้างทีก็ไม่ ทำเลย หลอกลวงคนอื่นได้ด้วยเล่ห์ นึกว่าตนเป็น คนฉลาด
๖. ปิสสกปัพพตะนรก
ในนรกขุมนี้ มีภูเขานรกใหญ่ตั้งอยู่ทั้ง ๔ ทิศ เป็นภูเขา เคลื่อนที่ได้ไม่หยุดหย่อน กลิ้งบดสัตว์นรกทั้งหลายให้ บี้แบนกระดูกแตกป่นละเอียด ถึงแก่ความตายแล้วก็ กลับเป็นขึ้นมาใหม่ ให้ได้รับความทุกข์ทรมาณอยู่ อย่างนี้ ตลอดเวลาไม่ว่างเว้น
ที่ต้องมาทนทุกขเวทนาอยู่ในนรกขุมนี้ ก็เพราะในชาติ ก่อน สัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้น เคยเป็นนายบ้าน เป็น นายอำเภอ เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง แต่ประพฤติตนเป็น คนอันธพาล กดขี่ข่มเหงราษฎร ทำให้ประชาชนพลเมือง เดือดร้อน เช่น ทุบตีเขา เอาทรัพย์เขามาให้เกิดพิกัดอัตรา ที่กฏหมายกำหนด ไม่มีความกรุณาแก่คนทั้งหลาย
๗. ธุสะนรก
สัตว์ที่มาเกิดในนรกขุมนี้ ล้วนแต่มีความหิวกระหายน้ำ ทั้งสิ้น วิ่งวุ่นกระเสือกกระสนไปทั่วทั้งนรก ครานั้น ก็ ปรากฏมีสระเต็มไปด้วยน้ำใสเย็นสะอาด สัตว์นรก ทั้งหลายเห็นเข้า ต่างก็ดีเนื้อดีใจ วิ่งมาถึงแล้วกระโดด ลงเพื่อจะกินจะอาบ แต่ครั้นได้กินดื่มเข้าไป ด้วยอำนาจ กรรมบันดาล พอน้ำนั้นตกถึงท้องก็กลายเป็นแกลบเป็น ข้าวลีบลุกเป็นเปลวไฟ แล้วไหม้ไส้ใหญ่น้อย ตับปอด เครื่องในอวัยวะเหล่านั้นก็ไหลออกมาทางทวารเบื้องล่าง ให้ได้รับความเจ็บปวด เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส
ที่ต้องมาเสวยทุกข์โทษในนรกขุมนี้ ก็เพราะว่าในชาติก่อน ครั้งที่เป็นมนุษย์เขาเป็นคนคดโกง ไม่มีความซื่อสัตย์ เป็นพานิชย์พ่อค้า แม่ค้า มีโลภเจตนาหนาแน่นในดวงจิต เอาของชั่วปนของดี เอาของแท้ปนของเทียม แล้วหลอก ขายผู้อื่น ได้ทรัพย์มาโดยมิชอบ เช่นนี้เป็นต้น
๘. สีตโลสิตะนรก
ในนรกขุมนี้ มีน้ำเย็นยะเยือกยิ่งกว่าความเย็นทั้งหลาย เมื่อสัตว์นรกทั้งหลายตกลงไปก็ต้องตายด้วยความเย็น ด้วยอำนาจอกุศลกรรม ก็ทำให้กลับเป็นขึ้นมาอีก ฯลฯ ที่ต้องมาเสวยทุกข์โทษในนรกขุมนี้ ก็เพราะในชาติก่อน
เมื่อครั้งที่เขายังเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ เป็นคนใจบาปหยาบช้า ไม่มีเมตตากรุณาในสันดาน เป็นคนใจพาลประกอบอกุศลกรรม เช่น จับสัตว์เป็นๆ โยนลงไปในบ่อในเหว ในสระน้ำ หรือมัดสัตว์ทิ้งน้ำ ให้จมน้ำตาย ทำเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ให้ได้รับความ ทุกข์และตายเพราะน้ำ เช่นนี้เป็นต้น
๙. สุนขะนรก
ในนรกขุมนี้ เต็มไปด้วยสุนัขนรกทั้งหลาย มีอยู่มากมาย หลายฝูง แต่เมื่อจะจำแนกสุนัขหรือหมานรกเหล่านั้น ก็มีอยู่ ๕ จำพวกคือ หมานรกดำ หมานรกขาว หมานรก เหลือง หมานรกแดง หมานรกด่าง
บรรดาหมานรกทั้งห้าจำพวกนี้ มีรูปร่างใหญ่โตและดู น่าเกรงกลัวเป็นนักหนา ส่งเสียงเห่าหอน เหมือนดังฟ้า ลั่นฟ้าร้องก้องทั่วนรกไปหมด คนบาปที่มาอุบัติเกิด ในนรกขุมนี้ ย่อมถูกหมานรกไล่ขบกัดอยู่ตลอดเวลา ๑๐. ยันตปาสาณะนรก
ยมโลกนรก ขุมที่ ๑๐ ซึ่งเป็นขุมสุดท้าย ในนรกขุมนี้ ปรากฏว่ามีภูเขา ๒ ภูเขา แต่เป็นภูเขานรกแปลก ประหลาด คือ เป็นภูเขายนต์หันกระทบกันเสมอเป็น จังหวะไป ไม่ขาดระยะ พอสัตว์มาเกิดในนรกนี้แล้ว นายนิรยบาลผู้มีร่างกายกำยำล่ำสันใหญ่โต ก็จับ ศีรษะสัตว์นรกทั้งหลายโยนใส่เข้าไปในระหว่าง ภูเขายนต์ทั้ง ๒
การที่ต้องมาเกิดเป็นสัตว์นรกทนทุกข์อยู่ ณ ที่นี้ ก็เพราะเหตุว่าในชาติก่อนเขาเป็นมนุษย์หญิงชาย ผู้มีใจบาปหยาบช้าตีด่าคู่ครองของคนด้วยความโกรธ เช่นเป็นสามีเมื่อโกรธภรรยาแห่งตนขึ้นมา ก็ฆ่าตีเตะถีบ ประหัตประหารเอาด้วยกำลังชาย หรือไม่เช่นนั้น ตนเป็นภรรยา เมื่อโกรธขึ้นมาก็ด่าว่าสามี คว้าไม้ คว้ามีดไล่ตีไล่ฟัน แล้วก็เหหันประพฤตินอกใจ ไปคบชู้ คบหาเป็นสามีภรรยาของคนอื่นตามใจชอบ
ท่านทั้งหลาย นรกที่กล่าวมานี้ คือ ยมโลกนรก ทั้ง ๑๐ ขุม ก็ยมโลกนรกทั้ง ๑๐ ขุมนี้ ตั้งอยู่ในลำดับ ถัดกันไป ต่อจากอุสสุทนรกทั้ง ๔ ในทิศบูรพาเบื้องหน้า แห่งสัญชีวนรก แม้ในทิศอื่นๆ อีก ๓ ทิศ คือ ทิศหลัง ทิศซ้ายทิศขวา ก็มียมโลกนรกนี้ปรากฏตั้งอยู่ต่อจาก อุสสุทนรกที่กล่าวแล้วทิศละ ๑๐ ขุมเช่นกัน และมีชื่อ กับทั้งมีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงเป็นอันว่าใน สัญชีวมหานรกนี้ มียมโลกนรกล้อมรอบเป็นบริวาร ชั้นนอก ๔๐ ขุม นอกจากนี้ ยมโลกนรก ยังมีอยู๋ใน มหานรกขุมอื่นอีกขุม ขุมละ ๔๐ ฉะนั้น จึงรวมทั้งหมด เป็นยมโลกนรก ๑๒๐ ขุมพอดี
โลกันตนรก
โลกันตนรก นี้ เป็นนรกขุมพิเศษ เป็นนรกขุมใหญ่ แปลกประหลาดกว่าบรรดานรกทั้งหลาย เพราะอยู่ นอกจักรวาล สถานที่ตั้งของนรกขุมนี้ อยู่ในระหว่าง โลกจักรวาล ๓ โลก ก็เหมือนกับดอกปทุมชาติ ๓ ดอก เอามาตั้งชิดติดกันเข้า ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้นในตอนกลาง จักรวาลต่างๆ ก็ตั้งชิดติดกันเช่นกับดอกปทุมชาติ ๓ ดอกนั้น บริเวณตรงช่องว่างนั่นเอง เป็นสถานที่ตั้ง แห่งโลกันตนรก ซึ่งแปลว่านรกที่อยู่สุดโลกจักรวาล
ก็ในโลกันตนรกนั้น มีความมืดมนยิ่งนัก แสงดาว แสงเดือนและแสงตะวันส่องไปไม่ถึง เป็นสถานที่มืดมน อนธการ สามารถห้ามเสียงซึ่งความบังเกิดขึ้นแห่ง จักษุวิญญาณเปรียบปานดังคนหลับตาในคราวเดือนดับ ข้างแรมฉะนั้น การที่มีสภาพมืดมนมากเช่นนี้ ก็เพราะ อยู่นอกจักรวาลพ้นจากโลกสวรรค์โลกมนุษย์ ออกไปนั่นเอง
สัตว์ที่ไปอุบัติเกิดในโลกันตนรกนี้ มีร่างกายใหญ่โตยิ่งนัก มีเล็บมือเล็บเท้ายาวนักหนา ต้องใช้เล็บมือเล็บเท้าเกาะ อยู่ตามชายเชิงจักรวาลห้อยโหนโยนตัวอยู่ชั่วนิรันดร์ เปรียบปานเหมือนเช่นกับค้างคาว ห้อยหัวอยู่บนกิ่งไม้ ฉะนั้น ครั้นได้ประสบการณ์ทรมานอย่างแสนสาหัส เช่นนี้ เขาก็ได้แต่รำพึงอยู๋ในใจว่า "ทำไม ตูจึงมาอยู่ที่นี่ ชะรอยที่นี่ จะมีแต่ตูผู้เดียว ดอกกระมัง"
ที่เขารำพึงออกมาเช่นนี้ ก็เพราะว่าสถานที่นั้นมันเป็น สถานที่มืดแสนมืด มองไม่เห็นเพื่อนสัตว์โลกันตนรก ด้วยกัน หรือมองไม่เห็นอะไรเลยนั่นเอง ตลอดเวลานาน เหล่าสัตว์นรกเหล่านั้นไม่ต้องทำอะไร มีแต่จะห้อยโหน โยนตัวเปะปะไป ด้วยความหิวโหยอย่างเหลือประมาณ ครั้นปีนป่ายตะกายไปถูกต้องมือของกันและกันเข้าแล้ว ก็สำคัญว่าพบปะอาหารจึงต่างก็ดีเนื้อดีใจ มีกิริยา ขวนขวายคว้าฉวยจับกุมกัน ต่างคนต่างก็จะตะครุบ กันกินเป็นอาหาร เมื่อต่างก็ปล้ำฟัดกัดกันอยู่อย่างนี้ ในไม่ช้าก็เผลอปล่อยมือที่เกาะอยู่ เลยพากันพลัดตก ลงไปข้างล่าง
สถานที่เบื้องล่าง ซึ่งเขาพลัดตกลงมานั้น มันไม่ใช่ พื้นที่ธรรมดา โดยที่แท้เป็นทะเลน้ำกรดอันเย็นยะเยือก ซึ่งมีความเย็นอย่างร้ายกาจนัก ครั้นเขากอดคอพากันพลัด ตกลงมา พอถึงพื้นน้ำแล้ว บัดเดี๋ยวใจ ตัวตนร่างกาย ของเขาก็เปื่อยพังแหลกลงสิ้นไม่มีชิ้นดีเพราะฤทธิ์ น้ำกรดอันเยือกเย็นกัดเอา ให้เหลวแหลกละลาย ประดุจดังก้อนอุจจาระซึ่งตกลงไปในน้ำฉะนั้น เขาก็ถึงแต่ความสิ้นใจตายไปในบัดใจนั้นเอง แล้วก็กลับเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาเหมือนเก่า ให้รู้สึกหนาวเย็นเป็นกำลัง จึงรีบตะเกียกตะกาย ปีนป่ายขึ้นมาเกาะเชิงเขาจักรวาลด้วยความลำบาก ยากเย็น แล้วก็ห้อยโหนโยนตัวแสวงหาอาหาร ด้วยความหิวโหยต่อไปอีกตามเดิม ฯลฯ เฝ้าเวียนตายเวียนเกิด ด้วยความทุกข์ทรมาน อยู่อย่างนี้ ไม่มีวันสิ้นสุดชั่วพุทธันดรหนึ่ง จึงจะพ้นทุกข์โทษจากโลกันตนรกนี้
มีเรื่องที่ควรทราบ ซึ่งจะกล่าวแทรกไว้ในที่นี้ ก็คือว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งเรา ท่านทั้งหลาย ไดท้ทรงมีพระมหากรุณาโปรด ประทานพระพุทธฎีกาไว้ว่า "รูปปติ โข ภิกขเว" เป็นอาทิ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ที่ชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าเป็นสิ่ง ที่จะต้องสลายไป เพราะความเย็นบ้าง เพราะความ ร้อนบ้าง" ดังนี้เป็นต้น
จึงมีปัญหาว่า ที่ว่ารูปต้องสลายไป เพราะความเย็น นั้นคืออย่างไรกัน? ก็รูปของสัตว์ที่เกิดในโลกันตนรก นี่เอง ที่จะต้องแตกสลายฉิบหายไปเพราะความเย็น ฯลฯ
สัตว์ทั้งหลายได้ก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้เล่า จึงต้อง มาตกอยู่ในโลกันตนรกนี้? สัตว์ทั้งหลายได้เคย ประกอบกรรมร้ายกาจหยาบช้าลามกนัก คือ ประทุษร้ายทรมานบิดามารดา เพราะปราศจาก กตัญญูกตเวที หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคล ไม่เชื่อ บุญบาป ไม่เชื่อนรกสวรรค์แล้วประกอบการ อันเป็นบาปอยู่เป็นนิตย์ อีกประการหนึ่ง ได้ประกอบ กรรมชั่วยิ่งนัก เช่นประทุษร้ายท่านผู้ทรงศีลทรงธรรม หรือกระทำปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำ ทุกวัน อำนาจกุศลอันหนักเหล่านั้น จึงชักนำให้ ลงมาเกิดในโลกันตนรกนี้ ซึ่งมีปกติมืออยู่เป็นนิตย์ ต่อเมื่อมีองค์สมเด็จพระพิชิตมารสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติตรัสในโลก จึงจะมีโอกาสปรากฏเป็น แสงสว่างขึ้นแวบหนึ่งประมาณชั่วฟ้าแลบ หรือชั่วระยะ มาตรว่าลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น นี่แหละคือสภาพ แห่งโลกันตนรก
จำนวนนรก
เพื่อให้จำกันง่ายๆ บรรดานรกทั้งหมดที่กล่าวมา มีอยู่ทั้งหมด ๔๕๗ ขุม คือ
๑. มหานรก ๘ ขุม
๒.อุสสุทนรก ๑๒๘ ขุม
๓.ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม
๔.โลกันตนรก ๑ ขุม
kkk23m
09-14-2007, 12:14 PM
เปรต อสูรกาย
เ ป ต ติ วิ ส ย ภู มิ
ประเภทแห่งเปรต
เปตติวิสยภูมิ คือภูมิเปรตหรือโลกเปรตนี้ เป็นโลกที่ ห่างไกลจากความสุข ไม่มีสถานที่อยู่โดยเฉพาะ เหล่าสัตว์ที่ไปอุบัติเกิดในโลกเปรตนี้แล้ว ถึงแม้จะ มีความทุกข์น้อยกว่าสัตว์นรกทั้งหลายก็จริง ถึงกระนั้น ก็ยังนับได้ว่าเป็นผู้ห่างไกลจากความสุขอยู่ เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น โลกเปรตนี้ จึงมีชื่อว่า เปตติวิสยภูมิ = โลกที่อยู่ของสัตว์ผู้ห่างไกลจาก ความสุข
เมื่อกล่าวถึงชีวิตของเหล่าสัตว์ในภูมิแห่งเปรตนี้แล้ว ย่อมเป็นชีวิตที่น่าสมเพช โดยที่เขาเหล่านั้น ต้อง ทนทุกข์ทรมานเพราะความอดอยาก มีความหิวกระหาย อย่างแสนสาหัส สัตว์เปรตทั้งหลาย ย่อมประสบ ทุกขเวทนา เพราะความอดอยากอาหารเป็นส่วนมาก แท้จริงสัตว์ทั้งหลายในเปรตวิสัยนั้น บางพวกมิได้บริโภค โภชนาหารเลยตลอดเวลา ๒-๓ พุทธันดรก็มี ให้แสบร้อน ในไส้ในท้องแห่งตนยิ่งนัก เพราะถูกไฟในกายเผาไหม้ เสียนักหนา เปรียบดังว่าไฟอันไหม้อยู่ในโพรงไม้ฉะนั้น เปรตทั้งหลายย่อมเสวยทุกขเวทนาใหญ่ ความอดอยาก นั้นเหลือที่จะคณานับได้
เปรตเศษบาป
เปรตชิ้นเนื้อ
อีกคราวหนึ่ง องค์อรหันต์พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้เห็นชิ้นเนื้อลอยอยู่ในเวหาส พวกแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็พากันโผถลาตามจิกทึ้งชิ้นเนื้อนั้น และชิ้นเนื้อนั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร จึงคิดว่าน่าอัศจรรย์เป็นนักหนา ต่อมาได้กราบทูลให้ ทรงทราบ ซี่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสเล่า ประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตชิ้นเนื้อตนนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพ เป็นคนฆ่าโค ครั้นทำกาลกิริยาตายไปแล้ว ก็ไปตกนรก หมกไหม้อยู่ในขุมนรกอยู่นานนักหนา เมื่อหมดกรรม พ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิด เป็นเปรตชิ้นเนื้อ เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น
เปรตก้อนเนื้อ
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระโมคคัลลานะเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นก้อนเนื้อลอยอยู่ในเวหาส เหล่าแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็พากัน โผถลาตามจิกทึ้งก้อนเนื้อนั้นเป็นอลหม่าน และ ก้อนเนื้อนั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ได้ตรัสเล่าประวัติ เปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตก้อนเนื้อตนนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่านกขาย ครั้นทำกาาลกิริยาตายไปแล้ว ก็ไปตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิด เป็นเปรตก้อนเนื้อ เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น
เปรตไม่มีผิวหนัง
คราวหนึ่ง องค์พระอรหันต์โมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นบุรุษไม่มีผิวหนังลอยอยู่ในเวหาส เหล่าแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็พากัน โผถลาตามจิกทึ้งบุรุษเปรตประหลาดนั้นเป็นอลหม่าน บุรุษเปรตผู้ไม่มีผิวหนัง ก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญคราง โอดโอยอยู่ สมเด็จพระบรมครูเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติ เปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้ไม่มีผิวหนังนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่าแกะขาย ฆ่าแล้วถลกหนังไปขาย บางคราวก็ถลกหนังเสียทั้งเป็นๆ ครั้นเขาทำกาลกิริยา ตายไปแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมดการพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงได้เกิดมาเป็นบุรุษเปรตไม่มีผิวหนัง เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น
เปรตมีขนเป็นดาบ
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นบุรุษผู้มีขนเป็นดาบ ลอยอยู่ใน เวหาส ขนดาบของเขาได้หลุดลอยกระเด็นออกไป จากตัว แล้วก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขาตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ร้องครวญครางอย่างโอดโอยเป็นที่น่า แปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นดาบนี้ เกิดเป็นคนมีอาชีพ เป็นคนฆ่าสุกรขาย ครั้นทำกาลกิริยาตายไปแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้อง มาเกิดเป็นเปรตมีขนเป็นดาบ และถูกขนจัญไรแห่งตน ประทุษร้ายเอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น
เปรตมีขนเป็นหอก
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นหอก ลอยอยู่ ในเวหาส ขนหอกของเขาหลุดลอยกระเด็นออกไป จากตัว แล้วก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขาอยู่ตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างโอดโอย เป็นที่น่าแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นหอกนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่าเนื้อขาย ครั้นทำกาลกิริยาตายแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้อง มาเกิดเป็นเปรตมีขนเป็นหอก และถูกขนจัญไรแห่งตน ประทุษร้ายเอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น
เปรตมีขนเป็นลูกธนู
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นลูกธนู ลอยอยู่ในเวหาส ขนลูกธนูของเขา ได้หลุดกระเด็น ลอยออกไปจากตัว แล้วก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขา อยู่ตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญคราง อยู่อย่างเจ็บปวด เป็นที่น่าแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นลูกธนูนี้ เขาเกิดเป็นมนุษย์ ผู้มีใจบาปหยาบช้า มีอาชีพเป็นเพชฌฆาตฆ่าคนอยู่ใน พระนครราชคฤห์นี้เอง เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นกาลช้านาน ครั้นหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิด เป็นเปรตมีขนเป็นลูกธนู และถูกขนจัญไรแห่งตน ประทุษร้ายตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น
เปรตมีขนเป็นปฏัก
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นปฏัก ลอยอยู่ ในเวหาส ขนปฏักของเขาได้ลอยกระเด็นออกไปจาก ตัวแล้วว ก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขาอีกอยู่ตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดรวดร้าว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติ เปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นปฏักนี้ เขาเกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฝึกม้า ใช้ปฏักทิ่มแทงม้าและบางทีก็ แทงม้าตายคาปฏัก เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรม จากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิดเป็น เปรตมีขนเป็นปฏักและถูกขนจัญไรแห่งตนประทุษร้าย เอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น
เปรตมีขนเป็นเข็ม
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นเข็ม ลอยอยู่ ในเวหาส ขนเข็มของเขาได้ลอยกระเด็นออกไปจาก ตัว แล้วกลับตกลงมาแทงเข้าไปที่ศีรษะแล้วออกทาง ปาก แทงเข้าไปในปากแล้วออกทางอก แทงเข้าไป ในอกแล้วออกทางท้อง แทงเข้าไปในท้องแล้วออก ทางขาอ่อน แทงเข้าไปที่ขาอ่อนแล้วออกทางแข้ง แทงเข้าไปในแข้งแล้วออกทางเท้า เขาก็ได้แต่ส่งเสียง ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติเปรต ตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตมีขนเป็นเข็มนี้ เกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีวาจาไม่บริสุทธิ์ ประพฤติทุจริตทางวาจา คือ กล่าวส่อเสียดคนอื่นเป็นประจำ เมื่อแตกกาย ทำลายขันธ์ถึงแก่ความตายแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้ อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจากแดนนรก แล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องเกิดมาเป็นเปรตมีขนเป็น เข็ม และถูกขนจัญไรแห่งตนประทุษร้ายเอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนาน่าทุเรศเห็นปานนั้น
เปรตอัณฑภารี
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อ ลอยอยู่ในเวหาส เปรตนั้น เมื่อเดินไปในอากาศ ก็แบกอัณฑะไว้บนบ่าอยู่ตลอดเวลา เมื่อจะนั่ง ก็นั่งทับอัณฑะอันใหญ่ของตนนั้น แล้วถูกแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้างตามจิกตามทึ้งอยู่มากมาย เปรตบุรุษนั้น ก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญคราง ด้วยความเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีอัณฑะใหญ่นี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นผู้พิพากษาตัดสินอรรถคดีโกง เมื่อแตกกาย ทำลายขันธ์แล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรตมีอัณฑะใหญ่และถูกแร้งกา นกตะกรุมรุมจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น
เปรตในหลุมคูถ
สมัยหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษจมอยู่ในหลุมคูถ จนมิดศีรษะ เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่สุด สมเด็จพระมิ่ง มงกุฏสัมมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรต ตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้อยู่ในหหลุมคูถนั้นเกิดเป็นมนุษย์ ผู้ประพฤติกามมิจฉา คือประพฤติผิดในทางกาย เป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น เมื่อตายแล้ว ได้ไปเกิด เป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษสิ้นกาลช้านาน ครั้นหมด กรรมพ้นจากขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้อง มาเกิดในปิตติวิสัยภูมิ เป็นเปรตอยู่ในหลุมคูถ ต้องทนทุกข์เห็นปานนั้น
เปรตกินคูถ
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษผู้จมอยู่ในหลุมคูถ ใช้มือทั้งสองกอบโกยกินคูถอยู่ตลอดเวลา เป็นที่น่า อัศจรรย์เป็นที่สุด สมเด็จพระมิ่งมงกุฏสัมมาสัมพุทธ เจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อนเขาเกิดเป็นมนุษย์ในวรรณะพราหมณ์ มีความคิดอันลามก นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ในพระศาสนา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน เพื่อให้ไป ฉันภัตตาหารที่เรือนของตนแล้ว ปรารถนาจะแกล้ง เยาะเย้ย เมื่อพระภิกษุสงฆ์มายังเรือนตนตามคำนิมนต์ แล้ว จึงเอาคูถใส่จนเต็มรางแล้วใช้ให้คนไปบอกแก่ พระภิกษุสงฆ์ว่า
"ท่านเจ้าขา ขอท่านทั้งหลายจงพากันฉันคูถ และจงนำ เอาไปให้พอแก่ความต้องการเถิด"
เมื่อเขาดับขันธ์สิ้นชีวิตแล้ว ได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษสิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจาก ขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรต กินคูถอยู่เช่นนั้น
เปรตหญิงไม่มีผิวหนัง
สมัยหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตหญิงตนหนึ่ง ซึ่งไม่มีผิวหนัง ลอยอยู่ในเวหาส เหล่าแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างโผถลารุมตามจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา
ในชาติก่อน เปรตนี้เกิดเป็นมนุษย์ มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ ได้ประพฤตินอกใจสามี ไปคบชู้อยู่กับบุรุษอื่น เมื่อดับขันธ์ สิ้นชีวิตแล้วได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษสิ้น กาลนาน ครั้นหมดกรรมจากขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่ว ยังมี จึงต้องมาเกิดในเป็นเปรตนี้
เปรตมังคุพิตถี
สมัยหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตหญิงตนหนึ่ง ซึ่งมีกลิ่น เหม็นสาบเหม็นสางน่าเกลียดน่าขยะแขยงเป็นที่สุด ลอยอยู่ในเวหาส หมู่แร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างพากกันโผถลาตาจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา หญิงเปรต นั้นก็ให้แต่ส่งเสียงร้องครวญครางอยู่อย่างน่าสงสาร เป็นที่สุด
ในชาติก่อน เปรตหญิงนี้เกิดเป็นมนุษย์มีอาชีพไม่ บริสุทธิ์ คือ เป็นหญิงแม่มดอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้ เมื่อตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษ อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจากขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้องมาเกิดในเป็นเปรตนี้
เปรตมีน้ำเหลืองไหล
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะองค์อรหันต์ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตหญิงตนหนึ่ง ซึ่งมีน้ำเหลือง ไหลเยิ้มตลอดร่างกายเต็มไปด้วยถ่านเพลิงล่องลอย อยู่ในเวหาส มีหมู่แร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง รุมจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา
ในชาติก่อน เปรตหญิงตนนี้เกิดเป็นมนุษย์สูงศักดิ์ ได้เป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีกาลิงคะ คราวหนึ่งเกิดความหึงหวงขึ้นมา จึงได้เอาเตาซึ่ง เต็มไปด้วยถ่านเพลิง เทสาดลงไปในร่างกายของ หญิงร่วมพระราชสวามีคนหนึ่ง เมื่อถึงกาลกิริยา แล้ว ได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โโทษอยู่ สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมจากนรก เศษบาป กรรมยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรตนี้
เปรตหัวด้วน
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลนเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตตนหนึ่งซึ่งไม่มีศีรษะ มีตาและ ปากอยู่ที่อก ลอยอยู่ในเวหาส มีหมู่แร้ง กา และนกตะกรุม พากันรุมจิกรุมทึ่งอยู่ตลอดเวลา
ในชาติก่อน เปรตตนนี้เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ คือเป็นเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร เมื่อดับชีวิตได้ไปเกิดเป็นสัตว์ นรก ครั้นหมดกรรมจากขุมนรก เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรตนี้
เปรตบรรพชิต
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตซึ่งมีรูปร่างเป็นภิกษุ เปรตมี รูปร่างเป็นภิกษุณี เปรตมีรูปร่างเป็นสิกขมานา เปรต มีรูปร่างเป็นสามเณร และเปรตมีรูปร่างเป็นสามเณรี เปรตเหล่านี้ล่องลอยอยู่ในเวหาส บาตรก็ดี จีวรก็ดี ประคตเอวก็ดี ของเปรตเหล่านั้นลุกเป็นเปลวเพลิง โชติช่วงแผดเผาร่างกายอยู่ตลอดเวลา
ในชาติก่อน เปรตเหล่านั้น ได้เกิดเป็นมนุษย์มีโอกาส ประเสริฐสุด โดยได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี สิกขามานา สามเณร และสามเณรี ในพระบวร พุทธศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระกัสสปะจอมมุนีเจ้า แต่เขาเหล่านั้นประพฤติผิด ธรรม ผิดวินัย มีอาจาระอันชั่วช้า ไม่นำพาต่อการ ที่จะปฏิบัติตามกระแสพุทธฎีกา เมื่อถึงกาลกิริยาแล้ว ก็ได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกอยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรม จากแดนนรก เศษกรรมชั่วยังมีจึงต้องมาเกิดเป็นเปรตนี้
เปรตมิจฉาทิฏฐิ
เป็นเปรตประเภทที่ตายจากมนุษย์แล้ว ก็ตรงไปเกิดเป็นเปรตเลยทีเดียว
บรรดาเปรตทั้งหลายที่กล่าวมานี้ ทั้งเปรตเศษบาปและ เปรตมิจฉาทิฏฐิ ต้องเสวยทุกขเวทนาทนทุกข์ทรมาน โดยใครจะช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น ญาติมิตรในถิ่นมนุษย์จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็ไม่ได้รับ เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเสวยกรรมชั่วจน ไม่มีเวลา จิตใจยังไม่เลื่อมใสใคร่ที่จะรับส่วนบุญ ของใคร และเพราะเกิดเป็นเปรตด้วยอำนาจอกุศล กรรมและเศษบาปอกุศลกรรม จึงจำเป็นที่จะต้อง เสวยผลไปจนกว่าจะสิ้นกรรม ต่อเมื่อสิ้นกรรม ตายจากความเป็นเปรตที่ต้องทนทุกข์ทรมาณ มาเกิดเป็นเปรตอีกประเภทหนึ่ง จึงจะคอยรับ ส่วนบุญได้ คือ
เปรตปรทัตตูปชีวี
เปรตประเภทปรทัตตูปชีวีเปรตนี้ เป็นเปรตโชคดีจำพวก เดียวเท่านั้นที่จะสามารถรับส่วนบุญกุศลซึ่งพวกญาติมิตร อุทิศให้แต่โลกมนุษย์ได้ ทั้งนี้เพราะเปรตพวกนี้มีอกุศล อันเบาบาง จึงมีจิตยินดีที่จะอนุโมทนาส่วนกุศล โดยที่ตนมีความอยากข้าวและน้ำเป็นกำลัง จึงท่องเที่ยว เซซังไปมา นึกถึงหมู่ญาติของตนว่าใครอยู่ไหนบ้าง ครั้นนึกได้และพบเจอเข้า ก็จะคอยอยู่ใกล้ๆ คอยท่าโดย หวังว่าเมื่อไหร่ญาติจะทำบุญกุศลแล้วก็คงอุทิศให้ตนบ้าง ครั้นญาติมิตรทำบุญกุศลแต่ลืมอุทิศให้หรืออุทิศให้แต่ คนอื่น เขาก็เดินวนไปวนมา ใบหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อย เพราะผิดหวัง บางทีน้อยใจถึงกับล้มซบสลบลงด้วยความ หิวโหยสุดประมาณ แล้วก็หวังรอคราวหน้าต่อไป
เปรตและอสุรกาย
มีสัตว์อีกประเภทหนึ่ง มีชีวิตความเป็นอยู่และการเสวย ทุกขเวทนาคล้ายคลึงกับสัตว์เปรตเป็นอันมาก ก็คือ อสุรกาย สัตว์ทั้งหลายที่กรรมชั่วชักนำให้ไปอุบัติเกิด เป็นสัตว์อสุรกายแล้ว ย่อมจะไม่มีความร่าเริงเลย เป็นอันขาด เรียกว่า อสุรกายภูมิ = ภูมิที่อยู่ของสัตว์ ซึ่งปราศจากความร่าเริงสนุกสนาน
อสุรกายทั้งหลายมีชีวิตอยู่อย่างลำเค็ญเช่นเดียวกับ เหล่าเปรต เช่น บางอสุรกายมีสรีระร่างกายน่าทุเรศพิลึก ผ่ายผอมนนักหนา แต่ว่าสูงชะลูดนับได้เป็นร้อยเป็นพันวา ขึ้นไป เนื้อและโลหิตในสรีระร่างไม่มีเลย มีแต่หนังหุ้ม กระดูก เป็นสัตว์ตายซาก ประดุจดังใบไม้แห้ง เหม็นสาบ เหม็นสางสุดประมาณ ดวงตาเล็กนักหนา เท่ากับตา แห่งปูที่เราเห็นในมนุษยโลกนี้เท่านั้น ตาของเขาตั้งอยู่ บนศีรษะตรงกระหม่อม เขามีมุขทวารช่องปากเล็กยิ่งนัก ประมาณเท่ารูเข็มเท่านั้น ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับดวงตานั่นเอง
ความเป็นอยู่ก็แสนลำบากยากเข็ญ ต้องหิวกระหายอยู่ ตลอดเวลาเพราะการแสวงหาอาหารยากลำบากนัก เพราะตาเล็กเหลือเกิน ที่ตั้งก็บนศีรษะกลางกระหม่อม เมื่อเจออาหารแล้วจะบริโภคแต่ละครั้งแต่ละหน ก็แสนลำบากยากเย็น จึงต้องเอาหัวปักลงมาข้างล่าง เอาตีนชี้ฟ้า กว่าอาหารจะเข้าปากได้ก็แสนยากเย็นอีก เพราะปากเล็กเท่ารูเข็ม ต้องเสวยกรรม ทนทุกข์ทรมาน หิวกระหายอยู่อย่างนี้ เป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นปี จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้
โดยมาก อกุศลกรรมที่ทำด้วยโลภเจตนาย่อมส่งผล ให้มาเกิดเป็นอสุรกาย เช่น ครั้งเป็นมนุษย์มีความโลภ ประจำดวงจิต ประกอบทุจริตด้วยการปล้นลักขโมย หรือฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ไม่รู้จักประกอบอาชีพ เห็นผู้อื่นมีทรัพย์ก็ริษยาปรารถนาจะทำลายล้างหรือ เอามาเป็นของตน หรือไม่ก็เป็นคนละโมบหน้ามืดจน ฉ้อโกงทรัพย์สินอันเป็นของสงฆ์ซึ่งคนอื่นเขามีศรัทธา อุทิศเป็นทานวัตรนับเข้าในสังฆทาน หรือมิฉะนั้น เห็นเขาขุดบ่อขุดสระ สร้างสาธารณสถาน ก็อยากจะได้ เอามาเป็นของตน เมื่อไม่ได้ ก็หาทางทำลายล้าง ไม่ให้ผู้อื่นบริโภคใช้สอย ด้วยน้ำจิตริษยาเป็นพาลชน
ภูมิทั้งสองนี้ ใกล้ชิดติดกันมาก ฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกติดต่อ กันว่า เปรตอสุรกาย แต่ก็มีข้อแตกต่างพอจะสังเกตได้ ดังนี้
๑.ในเปตติวิสยภูมินั้น เปรตทั้งหลายนอกจากต้องเสวยผล กรรมชั่วที่ทำไว้ ในลักษณะต่างๆ ตามประเภทกรรมแล้ว ยังต้องประสบทุกขเวทนา เพราะความอยากอาหารเป็น ส่วนมาก ตลอดเวลามิได้บริโภคโภชนาหารเลย ต้องทุกข์ ทรมานเพราะความหิวโหยอย่างเหลือประมาณ จนกว่าจะ สิ้นกรรม
๒.ในอสุรกายภูมินั้น อสุรกายทั้งหลายย่อมประสบ ทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำเป็นส่วนมาก มาเป็น อสุรกายเพราะวิบากแห่งอกุศล กระแสชลจะได้หยดถูก ปลายชิวหามาตรว่าจะให้เปียกสักนิดเป็นไม่มีเลย ตลอด เวลา ๒-๓ พุทธันดร บางทีเห็นบ่อบึงและมหานทีก็ยินดี ว่าจะได้ดื่มกินน้ำ พยายามตะเกียกตะกายไป แต่พอไป ถึงก็ไม่มีมหาชล น้ำในท้องนทีก็กลับกลายเป็นเพลิง รุ่งโรจน์โชตนาการเผาตน หรือบางทีก็กลายเป็นแผ่นศิลา อันแห้งผาก อสุรกายเหล่านั้น ก็มีจิตเหือดแห้งด้วย กระหายน้ำ ต้องเสวยทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำ อยู่อย่างนี้ จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้แต่ปางหลัง
บาปที่ให้เกิดเป็นเปรต
อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
1.กายกรรมหรือการทำบาปทางกายมี ๓ คือ
ฆ่าสัตว์ - ลักทรัพย์ - ประพฤติผิดในกาม
2.วจีกรรมหรือการทำบาปทางวาจามี ๔ คือ
พูดเท็จ - พูดส่อเสียด - พูดคำหยาบ - พูดเพ้อเจ้อ
3.มโนกรรมหรือบาปทางใจมี ๓ คือ
โลภอยากได้ของเขา - พยาบาทปองร้ายเขา - มิจฉาทิฏฐิเห็นผิดจากคลองธรรม
ใครประพฤติอกุศล ๑๐ ประการนี้ ก็ได้ชื่อว่านำตน เดินไปตามปฏิปทาทางไปสู่โลกเปรตอสุรกายแล้ว หากอกุศลกรรมมากก็ไปเสวยผลในนรกก่อนแล้วจึง มาเสวยเศษกรรมชั่วเป็นเปรตอสุรกาย หากอกุศล กรรมเบาบางไม่ถึงขั้นต้องตกนรกก็ไม่ต้องผ่านแดน นรก ตรงไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายเลยทีเดียว
เดรัจฉาน ( เดียรัจฉาน)
เมื่อจะกล่าวโดยประเภท สัตว์เดียรัจฉานนั้นมีอยู่ ๔ ประเภทคือ
๑.อปทติรัจฉาน สัตว์เดียรัจฉานประเภทที่ไม่มีเท้า ไม่มีขา ได้แก่งู ปลาและไส้เดือน เป็นต้น
๒.ทวิปทติรัจฉาน สัตว์เดียรัจฉานประเภทที่มีขา ๒ ขา มีเท้า ๒ เท้า ได้แก่ แร้ง กา นกตะกรุม ไก่ เป็ด เป็นต้น
๓.จตุปทติรัจฉาน สัตว์เดียรัจฉานประเภทที่มีขา ๔ ขา มีเท้า ๔ เท้า ได้แก่ หมา แมว ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
๔.พหุปทติรัจฉาน สัตว์เดียรัจฉานประเภทที่มีขามาก มีเท้ามากกว่า ๔ เท้าขึ้นไป ได้แก่ มด ปลวก กิ้งกือ ตะเข็บ ตะขาบ เป็นต้น
ติรัจฉานภูมิ เป็นภูมิที่ใกล้ชิดกับมนุษยภูมิคือโลกมนุษย์ เป็นที่สุด ดังนั้น พวกสัตว์เดียรัจฉาน จึงมีรูปร่างปรากฏ เป็นตัวเป็นตน มนุษย์หรือคนเราจึงสามารถเห็นได้ อยู่ร่วมกันได้ ไม่เหมือนสัตว์ในอบายภูมิเหล่าอื่น ในการกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์เดียรัจฉาน จึงจะกล่าวย่อๆ ดังนี้
สถานที่
สัตว์ที่ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแล้ว ย่อมไม่อยู่เป็นที่ เพราะไม่มีที่อยู่ของตนโดยเฉพาะ เที่ยวอยู่ไปมาทั่วๆ ไป ในพื้นปฐพีนี้ ไม่เหมือนสัตว์นรกทั้งหลายที่มีที่อยู่ เป็นขุมๆ
ความเป็นอยู่
สัตว์เดียรัจฉาน มีความเป็นอยู่ลำบากยากเข็ญกว่า มนุษย์มากมายนัก เพราะเป็นสัตว์มีภัยแห่งชีวิตรอบด้าน ชีวิตของเขาจะอยู่รอดไปได้แต่ละวันนั้น แสนจะลำบาก ยากเย็น เป็นชีวิตที่ตกต่ำแสนจะอาภัพ ได้รับแต่ความ ไม่สบายรอบด้าน ต้องแสวงหาอาหารกินตลอดเวลา กว่าจะได้ก็ยากนักหนา
เหล่าสัตว์ที่มาเกิดในติรัจฉานภูมินี้ ก็เพราะอำนาจแห่ง เศษบาปอกุศลที่ตนได้กระทำไว้แต่ปางก่อน เช่น คนหนึ่งๆ ทำบาปหนักไว้ ครั้นขาดใจตายไปตกนรก สิ้นกาลช้านาน เมื่อพ้นจากกรรมในนรกเศษบาปยัง ไม่สิ้น ก็ต้องไปเกิดเป็นเปรตอสุรกาย ทีนี้ ถึงแม้ว่าจะ หมดบาปจากเปรตอสุรกายแต่เศษบาปยังมีอยู่ ก็ต้องมากเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน จำพวกหนึ่ง อีกจำพวกหนึ่ง ครั้นสิ้นกรรมพ้นจากนรกแล้ว ก็มาเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานเลยทีเดียวโดยไม่ต้อง ผ่านแดนเปรตอสุรกาย จุติปฏิสนธิแห่งสัตว์ทั้งหลาย นั้นไม่แน่นอนยุติลงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ย่อมเป็นไป สุดแต่กรรมจะบันดาลชักพา
ทางไปติรัจฉานภูมิก็คือความประพฤติชั่วช้าลามก และการกระทำอันเป็นบาปหยาบช้า ซึ่งรวมเรียกว่า "อกุศลกรรม" นั่นเอง อกุศลกรรมชนิดเดียวกับ ที่เป็นเครื่องชักนำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกเปรตอสุรกาย นั่นแหละ
kkk23m
09-14-2007, 12:29 PM
เราเวียนเกิดเวียนตายใน ๖ ภพภูมินี้อย่างไร
นรก
เป็นทุคติภูมิ
นรกเป็นที่ๆ สรรพสัตว์มาเสวยผลจากกรรมไม่ดีกรรมใดกรรมหนึ่งหรือ หลายๆ กรรมที่ทำเอาไว้ ในนรกมีหลายขุมหลายชั้นแล้วแต่ประเภท ของกรรมที่ทำมาและแล้วแต่ความหนักเบาของกรรมที่ทำมา ในนรกส่วนใหญ่ สัตว์นรกไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากเสวยทุกข์ เพียงอย่างเดียว เวลาในนรกนั้น ยาวนานนัก ท่านว่า สัตว์นรก ไปลงนรก ด้วยแรงโทสะ หรือด้วยกรรมที่เกิดจาก กิเลส ข้อ "โทสะ" นั่นเองค่ะ
เปรตและอสุรกาย
เป็นทุคติภูมิ
เปรตและอสุรกายนี่ โดยรูปธรรมท่านว่าคล้ายกัน เพียงแต่อสุรกาย ตัวใหญ่โตกว่ามาก จึงจัดอยู่ด้วยกัน เป็นที่ๆ สรรพสัตว์มาเสวย ผลของกรรมไม่ดีที่เคยกระทำอีกเช่นกัน เป็นภพภูมิที่มีแต่ความ ทุกข์ทรมาน แต่ก็เบาบางกว่าภูมินรก ท่านว่า เปรตและอสรุกายนี้ ไปเป็นเปรตและอสุรกายได้ ด้วยแรง โลภะ หรือด้วยกรรมที่เกิด จากกิเลส ข้อ "โลภะ" นั่นเอง
สัตว์เดรัจฉาน
เป็นทุคติภูมิ
สัตว์เดรัจฉาน เป็นหนึ่งในสองภพภูมิที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว จำแนกไว้ ที่เราสามารถพิสูจน์ได้เดี่ยวนี้ ปัจจุบันขณะนี้ ว่ามีจริง (หนึ่งคือภูมิมนุษย์หรือมนุสสภูมิ สองก็คือภูมิเดรัจฉานนี่เอง) สัตว์เดรัจฉาน ใกล้มนุษย์เข้ามาอีก มีชีวิตความเป็นอยู่ไปตาม สัญชาตญาณ มีทุกข์สุขแตกต่างกันไปตามแต่แรงบุญและกรรม ที่กระทำมาและกำลังส่งผลในภพชาติที่มาเกิดเป็นเดรัจฉานนี้ สัตว์เดรัจฉานเป็นภพภูมิที่เป็นทุคติภูมิ ในอัตภาพนี้ ไม่สามารถ ทำบุญทำทานหรือพัฒนาปัญญาได้ ท่านว่า ที่ไปเกิดเป็น สัตว์เดรัจฉานได้นี้ ก็ด้วยแรงกิเลสข้อ "โมหะ"
มนุษย์
เป็นสุคติภูมิ
ภูมิมนุษย์ ถือว่าเป็นสุคติภูมิ ในคติพุทธบอกว่า ที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ก็เพราะอานิสงส์ที่เราเคยเป็นผู้อยู่ในศีลห้า กล่าวคือ เราเคยทำตัวอยู่ใน ศีลห้ามาแล้ว ไม่ว่าจะทราบหรือรู้จักคำว่า "ศีลห้า" หรือไม่ก็ตาม ภูมิมนุษย์นี้ ท่านว่า เป็นที่ๆ ประเสริฐที่สุด เหมาะสมที่สุด ที่จะทำกรรมดี ทำบุญ สร้างปัญญาบารมี ดังจะสังเกตว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็จะต้อง มาตรัสรู้ ณ ภูมิมนุษย์ นี่แหละ อย่างไรก็ตาม ภูมิมนุษย์นี่เองที่เปรียบ เหมือนทางสองแพร่ง ท่านว่า ภูมิที่จะทำดีหรือทำกรรมดีได้ยิ่งที่สุด ดีที่สุด ก็คือภูมิมนุษย์ ในทางกลับกัน ภูมิที่จะทำเลวที่สุดหรือทำกรรม เลวได้หนักที่สุด ก็คือภูมิมนุษย์เช่นกัน แล้วแต่ใครจะเลือกเอาว่า จะไปทางไหน (ด้วยการประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่วอย่างที่ว่ามาแล้ว) ภูมิมนุษย์เปรียบเสมือนเป็นชุมทาง เมื่อใช้กรรมในทุคติภูมิเสร็จ ก็มาเลือกเอาใหม่ว่าจะไปดีหรือไม่ดีก็ในคราวที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และหากอยู่บนสวรรค์หรือพรหมโลกเสร็จ หมดอายุขัยเสวยบุญก็ ลงมาที่ภูมิมนุษย์นี้อีก เพื่อมากระทำกรรม เลือกทางของตัวเอง (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่ากำลังเลือกก็ตาม) ว่าจะไปข้างบนหรือ ลงข้างล่างอีกต่อๆ ไป วนเวียนเวียนวนเช่นนี้ ไม่สิ้นสุด
เทวภูมิ
เป็นสุคติภูมิ
ณ สวรรค์ เป็นที่อยู่หรือสถิตย์ของเหล่าเทวดา ที่ไปสวรรค์ได้ก็ด้วย การสร้างกรรมดี การทำบุญทำทาน รักษาศีล สวรรค์เป็นสุคติภูมิ เป็นสถานที่เสวยผลจากกรรมดีที่กระทำมา บนสวรรค์ท่านว่าเป็น การเสวยสุข มีแต่ความสุข ปรารถนาอะไรก็ได้ดังปรารถนา ทุกอย่างเป็น "ทิพย์" ทว่า แม้จะสุข แต่ก็ไม่สามารถประกอบการ บุญหรือการทำทานได้เหมือนอย่างในภพภูมิมนุษย์ค่ะ เวลาในสวรรค์นั้น ยาวนานเหลือเกิน ท่านว่า ร้อยปีในมนุษย์ เท่ากับหนึ่งวันในสวรรค์ชั้นล่างๆ นะคะ อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นอายุขัย เทวดาก็ต้องกลับมาเกิด เวียนว่ายตายเกิดอยู่ตามภพภูมิต่างๆ ตามแรงบุญแรงกรรมที่กระทำไว้ในอดีตและแรงบุญแรงกรรม ที่กำลังสร้างกำลังทำต่อๆ ไป
พรหมภูมิ
เป็นสุคติภูมิ
บนแดนของพระพรหมนี้ เป็นภพภูมิที่สูงสุดแล้วในสังสารวัฏ เป็นภพภูมิที่สุข สงบสงัด ดีและประเสริฐที่สุด ในภพภูมิทั้งหลาย ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดทั้ง ๖ จะมาเป็นพระพรหมได้ ก็ต้อง ประกอบพรหมวิหาร ๔ มาคือ เมตตา - กรุณา - มุทิตา - อุเบกขา ผู้ที่จะไปจุติในภพภูมินี้ได้ ต้องบำเพ็ญสมาธิมาพอสมควร ขออนุญาตไม่พูดมาก เพราะไม่เกี่ยวกับหัวข้อของเราค่ะ พรหมภูมิจึงเป็นแดนที่สรรพสัตว์ที่คุณสมบัติครบตามที่กล่าวมา จะมาจุติและเสวยผลของกรรมดีต่างๆ เหล่านี้ที่กระทำและบำเพ็ญมา อายุของพระพรหมนั้นยาวนานนัก ท่านว่า ยาวนานเสียจนพระพรหม บางองค์บางชั้น ถึงกับลืมไปเลยว่าท่านเคยเวียนเกิดเวียนตายอยู่ ในสังสารวัฏเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ายาวนานอย่างไร ก็ย่อม มีวันสิ้นสุด เมื่อสิ้นอายุขัย ก็กลับลงมาเวียนว่ายตามภพภูมิต่างๆ ตามแรงกรรมและกระแสบุญกรรมที่กระทำไว้และกำลังให้ผล ในขณะนั้นๆ ต่อไป
จะเห็นได้ว่า ภูมิอื่นๆ นอกจากภูมิมนุษย์นั้น ล้วนเป็นภพภูมิแห่งการ เสวยผลทั้งสิ้น ทำไม่ดีและผลกรรมไม่ดีกำลังส่งผล ก็จะได้ลงไป เสวยทุกข์ในสามภูมิแน่นอน คือ ไม่นรก ก็เปรตอสุรกาย ก็สัตว์ เดรัจฉาน และถ้าหากผลกรรมดีกำลังส่งผล ก็จะได้ขึ้นไปเสวยผล แห่งกรรมดี ได้ไปเสวยสุข ณ ภูมิมนุษย์ หรือไม่ก็ในเทวภูมิ หรือไม่ก็ที่พรหมภูมิ
จึงขอมองภูมิมนุษย์ว่าเป็นภูมิแห่งการ "สร้างเหตุ" คือ สร้างเหตุ ไปสุคติก็ได้ สร้างเหตุไปทุคติก็ได้ จะสร้างเหตุทั้งสองอย่างก็ ณ ตรงนี้ จะเลือกไปไหน ก็ ณ ตรงนี้ ทางสองแพร่งก็อยู่ตรงนี้นี่เอง ส่วนภูมิอื่นๆ ทั้งหมดนั้น เป็นสถานที่ เป็นช่วงเวลาแห่งการเสวยผลดีหรือชั่ว เท่านั้น
โลกียภูมิ กับ โลกุตตรภูมิ
ที่กล่าวมาทั้ง ๖ ภพภูมินั้น ศัพท์พุทธเรียกว่าเป็น โลกียภูมิ เป็นภูมิ ที่สรรพสัตว์ในสังสารวัฏต้องเวียนว่ายตายเกิดไปมา มีอยู่เท่านี้ และท่านว่า เราทุกคน เคยอยู่มาแล้วทุกภพภูมิที่ว่า ไปมาหมดแล้ว เวียนเกิดเวียนตาย อยู่ในวัฏสงสารนี้ มาทั้งหมดแล้ว นี่เป็น ความจริง แบบโลกๆ เป็น โลกียภูมิ
มีอีกที่หนึ่ง มีความจริงอันสูงสุดอีกหนึ่ง ที่ยังไม่ได้พูดถึง สิ่งนี้หรือความจริงสูงสุดอีกอันนี้ เป็นความจริงที่อยู่นอกสังสารวัฏ นอกเหนือการเกิดการตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่เช่นเดียวกับ สังสารวัฏ แต่ทว่าไม่ตกอยู่ภายใต้กฏของพระไตรลักษณ์ เป็นธรรมอีกประเภทที่ยากที่ชีวิตในสังสารวัฏอย่างเราๆ ที่มืดบอดหนาทึบไปด้วยกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน จะสามารถนึกภาพออก
ธรรมอันจริงแท้อีกอันนี้ เรียกว่า "โลกุตตรธรรม" เป็น โลกุตตรภูมิ หรืออีกชื่อก็เรียกได้ว่า "พระนิพพาน" มีอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งแต่จะค้นหาพบ หรือเข้าไปรู้จักหรือไปให้ถึงได้ก็โดยพระพุทธเจ้า ทรงเห็นทุกข์และตั้งคำถามว่าเมื่อมีทุกข์ ก็น่าจะมีทางออกจากทุกข์ จึงทรงบำเพ็ญเพียร เพื่อให้ได้มาซึ่งปัญญาความรู้อันประเสริฐ ที่จะออกจากทุกข์และได้พบว่าทางนี้มีอยู่จริง ธรรมชาติที่เรา สมมุติเรียกว่า "พระนิพพาน" นี้มีอยู่จริง
กลับมาที่คำว่ามนุษย์ ที่แปลว่า ผู้มีใจสูง ก็เพราะ ณ ตรงอัตภาพมนุษย์ นี่เองที่สรรพสัตว์สามารถสร้างเหตุแห่งการไปเสวยทุกข์ในทุคติภูมิก็ได้ สร้างเหตุแห่งการไปเสวยสุขในสุคติภูมิทั้ง ๓ ก็ได้
ยิ่งไปกว่าสิ่งใด ในอัตภาพมนุษย์นี่เท่านั้น ที่สามารถเลือกสร้างเหตุ ไปสู่การออกจากทุกข์ทั้งปวง ไปสู่ความสันติสุขนิรันดร์คือการปลดตัวเอง ออกจากกิเลสอันพันธนาการสัตว์เอาไว้ให้ต้องเวียนทุกข์เวียนเกิดตายไม่รู้จบ ในสังสารวัฏ ปลดตัวเองออกจาก อวิชชา ตัณหาและอุปาทาน อันร้อยรัดตัวเอาไว้ได้
ด้วยการค่อยๆ พยายามศึกษาและปฏิบัติตน ปฏิบัติกายและใจ มีชีวิตอยู่ อย่างรู้เท่าทันกิเลส ฝืนกิเลสบ้าง ต่อสู้กับกิเลสฝ่ายไม่ดีบ้างและเร่งสร้าง ความดี เร่งศึกษา ค้นหาความจริง สร้างปัญญาอันแท้จริงให้เกิดกับตน ศึกษาสังเกตชีวิต สังเกตกายและใจของเรานี้เอง กายและใจของตัวเอง กายใจมนุษย์นี้แหละคือธรรมะทั้งแท่ง ไม่ต้องไปหาหรือเรียนรู้จากสิ่งอื่นใด ไหนเลย เมื่อเราศึกษารู้แจ้งแทงตลอดกายและใจของเรานี้ได้ เมื่อนั้น เราก็จะเห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสารอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ติดข้องสงสัยอะไรอีก
เมื่อเห็นทุกข์ เห็นว่าไม่เที่ยง เห็นว่าไม่ใช่เป็นตัวตน ไม่ได้อยู่ในบัญชาของใครแล้ว ก็จะเบื่อหน่ายคลายไปในที่สุด เบื่อหน่ายคลายและรู้มากๆ เข้า กิเลสก็จะ เบาบางลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ความรู้แท้ๆ นี้เอง จะนำเราออกจากอวิชชา ไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริงและออกจากทุกข์ ออกจากการเวียนว่าย ตายเกิดในสังสารวัฏ
จะไปถึงซี่งพระนิพพานคือการพ้นทุกข์อย่างแท้จริงได้ ก็ด้วยการสร้างเหตุ ในสมัยที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี่เอง
คัดลอกจาก www.phranippan.com
อุบาสิกา
09-14-2007, 01:52 PM
อนุโมทนาบุญในธรรมทานค่ะ...สาระธรรมความรู้ประโยชน์ดีมาก...
เหมาะแก่ศึกษาและปฏิบัติตนเพื่อหวังที่หมาย..ที่ไปในโลกหน้า...
แล้วแต่เลือก สุคติภูมิ หรือ ทุคติภูมิ...อยากให้ผู้ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่าย
ตายเกิดในสังสารวัฏนี้ ได้มาพบเจอสาระธรรมอย่างนี้บ้าง โลกเราคง
มีความสุขสงบมากขึ้นไม่เข่นฆ่าทำร้ายเบียดเบียน สร้างเวรกรรมกันเช่นนี้
โมทนาค่ะ...
my_mind
09-14-2007, 02:51 PM
อนุโมทนาสาธุค่ะ ใครว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ อิอิ สาธุ๊..
kittitouch
09-14-2007, 03:48 PM
อนุโมทนาสาธุครับ ได้ความรู้จริง ๆ ครับ
sorboonsongsil
09-14-2007, 05:01 PM
โมทนาครับ
nirvanaboy
09-25-2007, 05:48 PM
ไม่รู้ตายไปจะไปไหน อนุโมทนา
Attawat_Rx
09-25-2007, 07:30 PM
สาธุ...ชอบมาก ๆเลยครับ
ครึ่งชีวิต
09-25-2007, 07:50 PM
อนุโมทนา สาธุ ขอรับ
รักปู่
09-30-2007, 10:41 PM
แบบนี้เราเลือกเกิดได้แล้ว ทำดี ทำดี ทำดี อนุโมทนาด้วย สาธุ!
vBulletin v3.6.0 Beta 2, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.