KIRATI
10-13-2007, 12:31 AM
<TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=3 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width="6%"><TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=2 width=100 align=center border=0><TBODY><TR><TD width=670 bgColor=#000000>http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/1.jpg (http://www.soonphra.com/topic/sriarn/1.jpg)</TD></TR><TR><TD align=middle width=670>แผ่นทองแดงปั๊มพระศรีอาริย์</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD vAlign=top width="94%">พระศรีอริยเมตไตร
วัดไลย์ ลพบุรี
วัดไลย์ตั้งอยู่ในเขตตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นวัดเก่าแก่มากวัดหนึ่ง มีศิลปโบราณวัตถุมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระศรีอาริยเมตรไตร (พระศรีอาริย์) ซึ่งประดิษฐานอยู่ในมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อพระอาริย์ ขณะนี้ เป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญยิ่งทั้งในทางประวัติศาสตร์ และความเป็นมาอย่างมากมายสุดจะบรรยายได้อย่างแจ่มชัดนัก
พระศรีอาริย์เป็นปูชนีย์ที่มีผู้คนทั้งใกล้และไกลให้ความเคารพบูชา กราบไหว้มาแต่ครั้งโบราณกาล ทุกๆ ปีจะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น ทั้งนี้เพราะชาวพุทธโดยทั่วไปประจักษ์ชัด ในความศักดิ์สิทธิ์ของพระปฏิมาดังกล่าวนี้มาแล้วเป็นอันมาก โดยมีผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทั้งใกล้และไกลเป็นจำนวนมากทุกปี ทางวัดจึงได้จัดสร้างเหรียญและรูปหล่อ, แผ่นทองแดงปั๊ม,พระสี่เหลี่ยมเนื้อชินฯลฯ เพื่อสำหรับไว้แจกเป็นที่ระลึก และเป็นอนุสรณ์ในการที่ได้มาร่วมทำบุญกับวัดบ้างวัตถุมลคลต่างๆ ที่ทางวัดจัดสร้างขึ้นนั้น ได้จัดสร้างขึ้นมานานแล้วและสร้างขึ้นในหลายรูปแบบ ยากที่จะรวบรวมมาได้หมดทุกชนิด แต่ผมก็จะพยายามนำมาเสนอสนองสานตาของท่าน เพื่อเป็นการศึกษาค้นคว้าต่อไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ก่อนจะพูดถึงเรื่องเหรียญ ผู้เขียนก็ขอแนะนำท่านผู้อ่านให้รู้จักพระศรีอาริย์และความเป็นมาของวัดพอเป็นสังเขปเสียก่อนดังนี้ ให้อดีตกาลนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า "บ้านท่าลาด" เป็นหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมาย ประชาชนส่วนใหญ่มั่งคั่งสมบูรณ์ทุกครอบครัว ประกอบสัมมาอาชีพด้วยการทำไร่, ทำนา,ค้าขาย ด้วยความสุขความเจริญด้วยประการทั้งปวง อันว่าหมู่บ้านท่าลาดนี้เป็นแว่นแคว้นแดนเมืองปาวา ประมาณหนทางจากหมู่บ้านถึงเมืองก็มีระยะทางได้โยชน์กึ่งโดยประมาณ
ยังมีกระฎมภี (คนมั่งมี) ตระกูลหนึ่งอาศัยอยู่ยังบ้านท่าลาดเป็นตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์ศฤงคาร และมีบุตรชายชื่อว่า "บริสุทธกุมาร" เป็นที่รักใคร่ของบิดา, มารดา,ญาติวงศาทั้งหลายเป็นยิ่งนัก เมื่อย่างเข้าวัยจะครองเรือนได้ บิดามารดาจึงได้จัดการสู่ขอกุลธิดานางหนึ่งชื่อ "ปทุมนารี" ผู้สมควรด้วย บริสุทธกุมาร นั้นได้เห็นเป็นภรรยา บริสุทธกุมารมีความรักใคร่ทะนุถนอมกันฉันสามีที่ดี ประกอบภาระกิจเลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นได้รับความสุขความเจริญมาช้านาน แต่ทั้งสองนั้นหามีบุตรไม่ ด้วยความปรารถนาอยากจะได้บุตรทั้งสองได้ประกอบสัมมาทิฐิมีศรัทธาปสาทะ ความเชื่อ ความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แม้แต่กุศลเพียงเล็กน้อยก็มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ โดยมีความปรารถนาอยากที่จะได้บุตร
จำเนียรกาลนานมา ทั้งสองประกอบการกุศลต่างๆ เป็นอันมาก ความถึงข้อปรารถนาจะได้บุตรมีมากขึ้น จึงร้อนไปถึงท้าวสหัสนัยโกสีสุชัมปติเทวราช ปัญฑุกัมพลศิลาอาสน์ คืออาสนะที่ประทับของพระองค์เคยอ่อนนุ่มดังดุจรองด้วยนุ่มและสำลี กับแสดงอาการแข็งกระด้างดังศิลาหาเหมือนปกติไม่ พระองค์ทรงตรัสว่าคงจะมีเหตุภัยอย่างใดอย่างหนึ่งบังเกิดแก่ชาวโลก และมีความประสงค์จะให้เราได้ช่วยอนุเคราะห์เป็นแน่แท้ พระองค์พิจารณาด้วยทิพย์จักษุญาณก็ทราบว่าเหตุเพราะสามีภรรยาคือ บริสุทธกุมารและนางปทุมนารี มีความปรารถนาอยากจะได้บุตร เมื่อทรงทราบดังนั้นก็ทรงดำริที่จะช่วยอนุเคราะห์ให้ทั้งสองสำเร็จตามปรารถนาดังประสงค์ เมื่อท้าวสักกะเทวราชดำริเช่นนั้น พระองค์จึงเสด็จไปสู่ดุสิตสวรรค์ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศรีอาริย์เมตรไตรเทพบุตรบรมโพธิ์สัตว์ เมื่อเสด็จถึงสำนักทรงทำความรารวทซึ่งกันและกันและตรัสสนทนาเป็นธรรมสากัจฉา ตามสมควรแล้ว พระองค์จึงทรงเชื้อเชิญพระศรีอาริยเมตไตรเทพบุตรด้วยพระดำรัสว่า "ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ประกอบด้วยความสุขเกษมสำราญนิราศภัย บัดนี้พระศาสนาของจอมไตรสมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ล่วงเลยไปมากแล้วถ้ากระไรของเชิญพระองค์ได้เสด็จจากดุสิตสวรรค์ เพื่อเป็นการเสด็จเยี่ยมชาวพุทธศาสนา ทั้งจะได้สงเคราะห์สั่งสอนประชาชนทั้งหลายให้ดำรงมั่งอยู่ในกุศลศรัทธามีวิริยะสอุตสาหะประกอบแต่กุศลกรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งพระศาสนาของพระจอมไตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะได้ถาวรวัฒนาเป็นที่เฉลิมฉลองศรัทธาปสาทะของชาวโลกทั้งปวงสืบไป เขาทั้งหลายจะได้พากันตัดเสียซึ่งห้วงแห่งวัฏฏะสงสาร มุ่งอมตะมหานครนฤพานเป็นแดนเกษมสุขสำราญเป็นเบื้องหน้าในอนาคตตระกาล ขอเชิญพระองค์เสด็จไปทรงถือปฏิสนธิในคัพโภทรของนางปทุมนารี ซึ่งเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยคุณธรรมมีสัมมาทิฐิเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ขอพระองค์โปรดรับคำเชิญครั้งนี้ด้วยเถิด"
พระศรีอาริยเมตรไตรเทพบุตร ได้สดับพระดำรัสเชิญของท้าวสักกะเทวราชนั้น จึงตรัสถามว่า "ดูก่อนเทวราช" บัดนี้ พระศาสนาของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ล่วงไปได้เท่าใดแล้ว" สมเด็จอัมรินทราธิราชจึงตรัสตอบว่า "บัดนี้ พระศาสนาล่วงไปมากแล้ว เหตุนั้นข้าพระองค์จึงใคร่ขออัญเชิญพระองค์เสด็จสู่โลกมนุษย์ เพื่อเป็นการเยี่ยมเยียนพระพุทธศาสนาและเป็นการช่วยเพิ่มเติมศรัทธาของมหาชนพุทธบริษัท เพื่อให้พระศาสนาถาวรสืบไปถ้วนหน้าพันพระวัษสาตามคติพุทธทำนาย" พระศรีอาริยเมตไตร จึงตรัสว่า "ดูก่อนสมเด็จอัมรินทราธิราช ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะลองไปยังมนุษย์โลก เป็นการช่วยเหลือมหชนให้มีวิริยะอุตสาหพากเพียรพยายาม ในการละความชั่วทุจริตทั้งหลาย ประกอบเพิ่มพูนแผ่กุศลทำความดี อันจะเป็นบรรดาพาไปให้ได้ประสบพระพุทธศาสนาของอาตมาในอนาคตถภาคหน้า (หมายถึงพระศาสนาพระศรีอาริยเมตไตร) ครั้นพระศรีอาริยเมตรไตรตรัสดังนั้นแล้ว ท้าวสักกะเทวราช จึงทูลลาเสด็จสู่ดาวดึงส์สวรรค์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์
ในวันที่สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรบรมโพธิสัตว์เสด็จจุติจากทเวสถานในเวลานั้น นางปทุมนารีภรรยาของบริสุทธกุมารกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในเวลาปัจจุบันใกล้รุ่งราตรีนางได้เกิดนิมิตไปว่า ได้เห็นพระสุริยาทิพย์กำลังอุทัยไขรัศมีขึ้นทางบูรพาทิศ คือทิศตะวันออกและได้เลื่อนลอยมาสู่ใกล้ปากของนาง เมื่อนางได้เห็นดวงอาทิตย์นั้นก็เกิดมีความปฏิพัทธ์รักใคร่อยากจะได้เชยชมยิ่งเธอจึงไล่คว้าเอาดวงอาทิตย์ ซึ่งมีรัศมีสว่างรุ่งโรจน์นั้นกลืนกินลงไปในอุทร เมื่อนางได้กลืนกินเข้าไปแล้วก็เกิดอิ่มอาบซานซ่านในนาภีเป็นยิ่งนัก เกิดปิติปราโมทย์เป็นที่สุดจะหาครั้งใดเสมอเหมือนมิได้ จนกระทั่งสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมา ซึ่งเป็นเวลารุ่งสางพอดี นางจึงเล่าความฝันนั้นให้สามีฟังตั้งแต่ต้นจนอวสาน
ฝ่ายบริสุทธกุมารได้ฟังนางเล่าความฝันให้ฟังเช่นนั้นก็ดีใจเป็นยิ่งนัก และได้ตระหนักว่าครั้งนี้เห็นทีตัวเราจะได้บุตรสมใจปรารถนาเป็นแน่แท้ ทั้งจะได้มีบุญญาธิการแต่บรรพชนทั่วทุกสารทิศดุจพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างไปทั่วโลกฉะนั้นกล่าวกับภรรยาว่า "อันลาภประเสริฐของเราครั้งนี้คงเป็นพระท้าวสักกะเทวราชทรงประทานให้ ความปรารถนาของเราทั้งสองสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ คือ เราจะได้บุตรเป็นเนื้อหน่อเชื้อไขของผู้มีบุญญาธิการ"
นับแต่นั้นมานางปทุมนารีก็ได้เริ่มตั้งครรภ์ ต่างก็ช่วยกันอภิบาลรักษา มิให้ได้รับความอนาทรร้อนใจ ครั้นได้กำหนดทสมาส คือสิบเดือน ลุถึงเดือนยี่ขึ้น 15 ค่ำเป็นวันดี หน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์เจ้าก็ประสูติจากคัพโภทรของมารดา พร้อมทั้งสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเป็นที่โกลาหลยิ่งนักบรรดาญาติมิตรต่อมาห้อมล้อมพร้อมเพรียงกัน ช่วยประคับประคองชำระล้างกรัชกายให้สิ้นมลทินเป็นอันดี ต่างก็ช่วยกันขัดสีฉวีวรรณโลมไล้ด้วยสุคนธชาติของหอม เสร็จแล้วให้กุมารนอนเหนือที่นอนที่จัดเตรียมไว้
วัดไลย์ ลพบุรี
วัดไลย์ตั้งอยู่ในเขตตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นวัดเก่าแก่มากวัดหนึ่ง มีศิลปโบราณวัตถุมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระศรีอาริยเมตรไตร (พระศรีอาริย์) ซึ่งประดิษฐานอยู่ในมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อพระอาริย์ ขณะนี้ เป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญยิ่งทั้งในทางประวัติศาสตร์ และความเป็นมาอย่างมากมายสุดจะบรรยายได้อย่างแจ่มชัดนัก
พระศรีอาริย์เป็นปูชนีย์ที่มีผู้คนทั้งใกล้และไกลให้ความเคารพบูชา กราบไหว้มาแต่ครั้งโบราณกาล ทุกๆ ปีจะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น ทั้งนี้เพราะชาวพุทธโดยทั่วไปประจักษ์ชัด ในความศักดิ์สิทธิ์ของพระปฏิมาดังกล่าวนี้มาแล้วเป็นอันมาก โดยมีผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทั้งใกล้และไกลเป็นจำนวนมากทุกปี ทางวัดจึงได้จัดสร้างเหรียญและรูปหล่อ, แผ่นทองแดงปั๊ม,พระสี่เหลี่ยมเนื้อชินฯลฯ เพื่อสำหรับไว้แจกเป็นที่ระลึก และเป็นอนุสรณ์ในการที่ได้มาร่วมทำบุญกับวัดบ้างวัตถุมลคลต่างๆ ที่ทางวัดจัดสร้างขึ้นนั้น ได้จัดสร้างขึ้นมานานแล้วและสร้างขึ้นในหลายรูปแบบ ยากที่จะรวบรวมมาได้หมดทุกชนิด แต่ผมก็จะพยายามนำมาเสนอสนองสานตาของท่าน เพื่อเป็นการศึกษาค้นคว้าต่อไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ก่อนจะพูดถึงเรื่องเหรียญ ผู้เขียนก็ขอแนะนำท่านผู้อ่านให้รู้จักพระศรีอาริย์และความเป็นมาของวัดพอเป็นสังเขปเสียก่อนดังนี้ ให้อดีตกาลนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า "บ้านท่าลาด" เป็นหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมาย ประชาชนส่วนใหญ่มั่งคั่งสมบูรณ์ทุกครอบครัว ประกอบสัมมาอาชีพด้วยการทำไร่, ทำนา,ค้าขาย ด้วยความสุขความเจริญด้วยประการทั้งปวง อันว่าหมู่บ้านท่าลาดนี้เป็นแว่นแคว้นแดนเมืองปาวา ประมาณหนทางจากหมู่บ้านถึงเมืองก็มีระยะทางได้โยชน์กึ่งโดยประมาณ
ยังมีกระฎมภี (คนมั่งมี) ตระกูลหนึ่งอาศัยอยู่ยังบ้านท่าลาดเป็นตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์ศฤงคาร และมีบุตรชายชื่อว่า "บริสุทธกุมาร" เป็นที่รักใคร่ของบิดา, มารดา,ญาติวงศาทั้งหลายเป็นยิ่งนัก เมื่อย่างเข้าวัยจะครองเรือนได้ บิดามารดาจึงได้จัดการสู่ขอกุลธิดานางหนึ่งชื่อ "ปทุมนารี" ผู้สมควรด้วย บริสุทธกุมาร นั้นได้เห็นเป็นภรรยา บริสุทธกุมารมีความรักใคร่ทะนุถนอมกันฉันสามีที่ดี ประกอบภาระกิจเลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นได้รับความสุขความเจริญมาช้านาน แต่ทั้งสองนั้นหามีบุตรไม่ ด้วยความปรารถนาอยากจะได้บุตรทั้งสองได้ประกอบสัมมาทิฐิมีศรัทธาปสาทะ ความเชื่อ ความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แม้แต่กุศลเพียงเล็กน้อยก็มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ โดยมีความปรารถนาอยากที่จะได้บุตร
จำเนียรกาลนานมา ทั้งสองประกอบการกุศลต่างๆ เป็นอันมาก ความถึงข้อปรารถนาจะได้บุตรมีมากขึ้น จึงร้อนไปถึงท้าวสหัสนัยโกสีสุชัมปติเทวราช ปัญฑุกัมพลศิลาอาสน์ คืออาสนะที่ประทับของพระองค์เคยอ่อนนุ่มดังดุจรองด้วยนุ่มและสำลี กับแสดงอาการแข็งกระด้างดังศิลาหาเหมือนปกติไม่ พระองค์ทรงตรัสว่าคงจะมีเหตุภัยอย่างใดอย่างหนึ่งบังเกิดแก่ชาวโลก และมีความประสงค์จะให้เราได้ช่วยอนุเคราะห์เป็นแน่แท้ พระองค์พิจารณาด้วยทิพย์จักษุญาณก็ทราบว่าเหตุเพราะสามีภรรยาคือ บริสุทธกุมารและนางปทุมนารี มีความปรารถนาอยากจะได้บุตร เมื่อทรงทราบดังนั้นก็ทรงดำริที่จะช่วยอนุเคราะห์ให้ทั้งสองสำเร็จตามปรารถนาดังประสงค์ เมื่อท้าวสักกะเทวราชดำริเช่นนั้น พระองค์จึงเสด็จไปสู่ดุสิตสวรรค์ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศรีอาริย์เมตรไตรเทพบุตรบรมโพธิ์สัตว์ เมื่อเสด็จถึงสำนักทรงทำความรารวทซึ่งกันและกันและตรัสสนทนาเป็นธรรมสากัจฉา ตามสมควรแล้ว พระองค์จึงทรงเชื้อเชิญพระศรีอาริยเมตไตรเทพบุตรด้วยพระดำรัสว่า "ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ประกอบด้วยความสุขเกษมสำราญนิราศภัย บัดนี้พระศาสนาของจอมไตรสมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ล่วงเลยไปมากแล้วถ้ากระไรของเชิญพระองค์ได้เสด็จจากดุสิตสวรรค์ เพื่อเป็นการเสด็จเยี่ยมชาวพุทธศาสนา ทั้งจะได้สงเคราะห์สั่งสอนประชาชนทั้งหลายให้ดำรงมั่งอยู่ในกุศลศรัทธามีวิริยะสอุตสาหะประกอบแต่กุศลกรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งพระศาสนาของพระจอมไตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะได้ถาวรวัฒนาเป็นที่เฉลิมฉลองศรัทธาปสาทะของชาวโลกทั้งปวงสืบไป เขาทั้งหลายจะได้พากันตัดเสียซึ่งห้วงแห่งวัฏฏะสงสาร มุ่งอมตะมหานครนฤพานเป็นแดนเกษมสุขสำราญเป็นเบื้องหน้าในอนาคตตระกาล ขอเชิญพระองค์เสด็จไปทรงถือปฏิสนธิในคัพโภทรของนางปทุมนารี ซึ่งเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยคุณธรรมมีสัมมาทิฐิเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ขอพระองค์โปรดรับคำเชิญครั้งนี้ด้วยเถิด"
พระศรีอาริยเมตรไตรเทพบุตร ได้สดับพระดำรัสเชิญของท้าวสักกะเทวราชนั้น จึงตรัสถามว่า "ดูก่อนเทวราช" บัดนี้ พระศาสนาของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ล่วงไปได้เท่าใดแล้ว" สมเด็จอัมรินทราธิราชจึงตรัสตอบว่า "บัดนี้ พระศาสนาล่วงไปมากแล้ว เหตุนั้นข้าพระองค์จึงใคร่ขออัญเชิญพระองค์เสด็จสู่โลกมนุษย์ เพื่อเป็นการเยี่ยมเยียนพระพุทธศาสนาและเป็นการช่วยเพิ่มเติมศรัทธาของมหาชนพุทธบริษัท เพื่อให้พระศาสนาถาวรสืบไปถ้วนหน้าพันพระวัษสาตามคติพุทธทำนาย" พระศรีอาริยเมตไตร จึงตรัสว่า "ดูก่อนสมเด็จอัมรินทราธิราช ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะลองไปยังมนุษย์โลก เป็นการช่วยเหลือมหชนให้มีวิริยะอุตสาหพากเพียรพยายาม ในการละความชั่วทุจริตทั้งหลาย ประกอบเพิ่มพูนแผ่กุศลทำความดี อันจะเป็นบรรดาพาไปให้ได้ประสบพระพุทธศาสนาของอาตมาในอนาคตถภาคหน้า (หมายถึงพระศาสนาพระศรีอาริยเมตไตร) ครั้นพระศรีอาริยเมตรไตรตรัสดังนั้นแล้ว ท้าวสักกะเทวราช จึงทูลลาเสด็จสู่ดาวดึงส์สวรรค์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์
ในวันที่สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรบรมโพธิสัตว์เสด็จจุติจากทเวสถานในเวลานั้น นางปทุมนารีภรรยาของบริสุทธกุมารกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในเวลาปัจจุบันใกล้รุ่งราตรีนางได้เกิดนิมิตไปว่า ได้เห็นพระสุริยาทิพย์กำลังอุทัยไขรัศมีขึ้นทางบูรพาทิศ คือทิศตะวันออกและได้เลื่อนลอยมาสู่ใกล้ปากของนาง เมื่อนางได้เห็นดวงอาทิตย์นั้นก็เกิดมีความปฏิพัทธ์รักใคร่อยากจะได้เชยชมยิ่งเธอจึงไล่คว้าเอาดวงอาทิตย์ ซึ่งมีรัศมีสว่างรุ่งโรจน์นั้นกลืนกินลงไปในอุทร เมื่อนางได้กลืนกินเข้าไปแล้วก็เกิดอิ่มอาบซานซ่านในนาภีเป็นยิ่งนัก เกิดปิติปราโมทย์เป็นที่สุดจะหาครั้งใดเสมอเหมือนมิได้ จนกระทั่งสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมา ซึ่งเป็นเวลารุ่งสางพอดี นางจึงเล่าความฝันนั้นให้สามีฟังตั้งแต่ต้นจนอวสาน
ฝ่ายบริสุทธกุมารได้ฟังนางเล่าความฝันให้ฟังเช่นนั้นก็ดีใจเป็นยิ่งนัก และได้ตระหนักว่าครั้งนี้เห็นทีตัวเราจะได้บุตรสมใจปรารถนาเป็นแน่แท้ ทั้งจะได้มีบุญญาธิการแต่บรรพชนทั่วทุกสารทิศดุจพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างไปทั่วโลกฉะนั้นกล่าวกับภรรยาว่า "อันลาภประเสริฐของเราครั้งนี้คงเป็นพระท้าวสักกะเทวราชทรงประทานให้ ความปรารถนาของเราทั้งสองสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ คือ เราจะได้บุตรเป็นเนื้อหน่อเชื้อไขของผู้มีบุญญาธิการ"
นับแต่นั้นมานางปทุมนารีก็ได้เริ่มตั้งครรภ์ ต่างก็ช่วยกันอภิบาลรักษา มิให้ได้รับความอนาทรร้อนใจ ครั้นได้กำหนดทสมาส คือสิบเดือน ลุถึงเดือนยี่ขึ้น 15 ค่ำเป็นวันดี หน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์เจ้าก็ประสูติจากคัพโภทรของมารดา พร้อมทั้งสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเป็นที่โกลาหลยิ่งนักบรรดาญาติมิตรต่อมาห้อมล้อมพร้อมเพรียงกัน ช่วยประคับประคองชำระล้างกรัชกายให้สิ้นมลทินเป็นอันดี ต่างก็ช่วยกันขัดสีฉวีวรรณโลมไล้ด้วยสุคนธชาติของหอม เสร็จแล้วให้กุมารนอนเหนือที่นอนที่จัดเตรียมไว้