PDA

View Full Version : พระศรีอริยเมตไตร วัดไลย์ ลพบุรี


KIRATI
10-13-2007, 12:31 AM
<TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=3 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width="6%"><TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=2 width=100 align=center border=0><TBODY><TR><TD width=670 bgColor=#000000>http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/1.jpg (http://www.soonphra.com/topic/sriarn/1.jpg)</TD></TR><TR><TD align=middle width=670>แผ่นทองแดงปั๊มพระศรีอาริย์</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD vAlign=top width="94%">พระศรีอริยเมตไตร
วัดไลย์ ลพบุรี
••••••••••••••••••••••••• วัดไลย์ตั้งอยู่ในเขตตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นวัดเก่าแก่มากวัดหนึ่ง มีศิลปโบราณวัตถุมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระศรีอาริยเมตรไตร (พระศรีอาริย์) ซึ่งประดิษฐานอยู่ในมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อพระอาริย์ ขณะนี้ เป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญยิ่งทั้งในทางประวัติศาสตร์ และความเป็นมาอย่างมากมายสุดจะบรรยายได้อย่างแจ่มชัดนัก
พระศรีอาริย์เป็นปูชนีย์ที่มีผู้คนทั้งใกล้และไกลให้ความเคารพบูชา กราบไหว้มาแต่ครั้งโบราณกาล ทุกๆ ปีจะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น ทั้งนี้เพราะชาวพุทธโดยทั่วไปประจักษ์ชัด ในความศักดิ์สิทธิ์ของพระปฏิมาดังกล่าวนี้มาแล้วเป็นอันมาก โดยมีผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทั้งใกล้และไกลเป็นจำนวนมากทุกปี ทางวัดจึงได้จัดสร้างเหรียญและรูปหล่อ, แผ่นทองแดงปั๊ม,พระสี่เหลี่ยมเนื้อชินฯลฯ เพื่อสำหรับไว้แจกเป็นที่ระลึก และเป็นอนุสรณ์ในการที่ได้มาร่วมทำบุญกับวัดบ้างวัตถุมลคลต่างๆ ที่ทางวัดจัดสร้างขึ้นนั้น ได้จัดสร้างขึ้นมานานแล้วและสร้างขึ้นในหลายรูปแบบ ยากที่จะรวบรวมมาได้หมดทุกชนิด แต่ผมก็จะพยายามนำมาเสนอสนองสานตาของท่าน เพื่อเป็นการศึกษาค้นคว้าต่อไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ก่อนจะพูดถึงเรื่องเหรียญ ผู้เขียนก็ขอแนะนำท่านผู้อ่านให้รู้จักพระศรีอาริย์และความเป็นมาของวัดพอเป็นสังเขปเสียก่อนดังนี้…ให้อดีตกาลนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า "บ้านท่าลาด" เป็นหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมาย ประชาชนส่วนใหญ่มั่งคั่งสมบูรณ์ทุกครอบครัว ประกอบสัมมาอาชีพด้วยการทำไร่, ทำนา,ค้าขาย ด้วยความสุขความเจริญด้วยประการทั้งปวง อันว่าหมู่บ้านท่าลาดนี้เป็นแว่นแคว้นแดนเมืองปาวา ประมาณหนทางจากหมู่บ้านถึงเมืองก็มีระยะทางได้โยชน์กึ่งโดยประมาณ
ยังมีกระฎมภี (คนมั่งมี) ตระกูลหนึ่งอาศัยอยู่ยังบ้านท่าลาดเป็นตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์ศฤงคาร และมีบุตรชายชื่อว่า "บริสุทธกุมาร" เป็นที่รักใคร่ของบิดา, มารดา,ญาติวงศาทั้งหลายเป็นยิ่งนัก เมื่อย่างเข้าวัยจะครองเรือนได้ บิดามารดาจึงได้จัดการสู่ขอกุลธิดานางหนึ่งชื่อ "ปทุมนารี" ผู้สมควรด้วย บริสุทธกุมาร นั้นได้เห็นเป็นภรรยา บริสุทธกุมารมีความรักใคร่ทะนุถนอมกันฉันสามีที่ดี ประกอบภาระกิจเลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นได้รับความสุขความเจริญมาช้านาน แต่ทั้งสองนั้นหามีบุตรไม่ ด้วยความปรารถนาอยากจะได้บุตรทั้งสองได้ประกอบสัมมาทิฐิมีศรัทธาปสาทะ ความเชื่อ ความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แม้แต่กุศลเพียงเล็กน้อยก็มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ โดยมีความปรารถนาอยากที่จะได้บุตร
จำเนียรกาลนานมา ทั้งสองประกอบการกุศลต่างๆ เป็นอันมาก ความถึงข้อปรารถนาจะได้บุตรมีมากขึ้น จึงร้อนไปถึงท้าวสหัสนัยโกสีสุชัมปติเทวราช ปัญฑุกัมพลศิลาอาสน์ คืออาสนะที่ประทับของพระองค์เคยอ่อนนุ่มดังดุจรองด้วยนุ่มและสำลี กับแสดงอาการแข็งกระด้างดังศิลาหาเหมือนปกติไม่ พระองค์ทรงตรัสว่าคงจะมีเหตุภัยอย่างใดอย่างหนึ่งบังเกิดแก่ชาวโลก และมีความประสงค์จะให้เราได้ช่วยอนุเคราะห์เป็นแน่แท้ พระองค์พิจารณาด้วยทิพย์จักษุญาณก็ทราบว่าเหตุเพราะสามีภรรยาคือ บริสุทธกุมารและนางปทุมนารี มีความปรารถนาอยากจะได้บุตร เมื่อทรงทราบดังนั้นก็ทรงดำริที่จะช่วยอนุเคราะห์ให้ทั้งสองสำเร็จตามปรารถนาดังประสงค์ เมื่อท้าวสักกะเทวราชดำริเช่นนั้น พระองค์จึงเสด็จไปสู่ดุสิตสวรรค์ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศรีอาริย์เมตรไตรเทพบุตรบรมโพธิ์สัตว์ เมื่อเสด็จถึงสำนักทรงทำความรารวทซึ่งกันและกันและตรัสสนทนาเป็นธรรมสากัจฉา ตามสมควรแล้ว พระองค์จึงทรงเชื้อเชิญพระศรีอาริยเมตไตรเทพบุตรด้วยพระดำรัสว่า "ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ประกอบด้วยความสุขเกษมสำราญนิราศภัย บัดนี้พระศาสนาของจอมไตรสมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ล่วงเลยไปมากแล้วถ้ากระไรของเชิญพระองค์ได้เสด็จจากดุสิตสวรรค์ เพื่อเป็นการเสด็จเยี่ยมชาวพุทธศาสนา ทั้งจะได้สงเคราะห์สั่งสอนประชาชนทั้งหลายให้ดำรงมั่งอยู่ในกุศลศรัทธามีวิริยะสอุตสาหะประกอบแต่กุศลกรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งพระศาสนาของพระจอมไตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะได้ถาวรวัฒนาเป็นที่เฉลิมฉลองศรัทธาปสาทะของชาวโลกทั้งปวงสืบไป เขาทั้งหลายจะได้พากันตัดเสียซึ่งห้วงแห่งวัฏฏะสงสาร มุ่งอมตะมหานครนฤพานเป็นแดนเกษมสุขสำราญเป็นเบื้องหน้าในอนาคตตระกาล ขอเชิญพระองค์เสด็จไปทรงถือปฏิสนธิในคัพโภทรของนางปทุมนารี ซึ่งเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยคุณธรรมมีสัมมาทิฐิเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ขอพระองค์โปรดรับคำเชิญครั้งนี้ด้วยเถิด"
พระศรีอาริยเมตรไตรเทพบุตร ได้สดับพระดำรัสเชิญของท้าวสักกะเทวราชนั้น จึงตรัสถามว่า "ดูก่อนเทวราช" บัดนี้ พระศาสนาของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ล่วงไปได้เท่าใดแล้ว" สมเด็จอัมรินทราธิราชจึงตรัสตอบว่า "บัดนี้ พระศาสนาล่วงไปมากแล้ว เหตุนั้นข้าพระองค์จึงใคร่ขออัญเชิญพระองค์เสด็จสู่โลกมนุษย์ เพื่อเป็นการเยี่ยมเยียนพระพุทธศาสนาและเป็นการช่วยเพิ่มเติมศรัทธาของมหาชนพุทธบริษัท เพื่อให้พระศาสนาถาวรสืบไปถ้วนหน้าพันพระวัษสาตามคติพุทธทำนาย" พระศรีอาริยเมตไตร จึงตรัสว่า "ดูก่อนสมเด็จอัมรินทราธิราช ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะลองไปยังมนุษย์โลก เป็นการช่วยเหลือมหชนให้มีวิริยะอุตสาหพากเพียรพยายาม ในการละความชั่วทุจริตทั้งหลาย ประกอบเพิ่มพูนแผ่กุศลทำความดี อันจะเป็นบรรดาพาไปให้ได้ประสบพระพุทธศาสนาของอาตมาในอนาคตถภาคหน้า (หมายถึงพระศาสนาพระศรีอาริยเมตไตร) ครั้นพระศรีอาริยเมตรไตรตรัสดังนั้นแล้ว ท้าวสักกะเทวราช จึงทูลลาเสด็จสู่ดาวดึงส์สวรรค์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์
ในวันที่สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรบรมโพธิสัตว์เสด็จจุติจากทเวสถานในเวลานั้น นางปทุมนารีภรรยาของบริสุทธกุมารกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในเวลาปัจจุบันใกล้รุ่งราตรีนางได้เกิดนิมิตไปว่า ได้เห็นพระสุริยาทิพย์กำลังอุทัยไขรัศมีขึ้นทางบูรพาทิศ คือทิศตะวันออกและได้เลื่อนลอยมาสู่ใกล้ปากของนาง เมื่อนางได้เห็นดวงอาทิตย์นั้นก็เกิดมีความปฏิพัทธ์รักใคร่อยากจะได้เชยชมยิ่งเธอจึงไล่คว้าเอาดวงอาทิตย์ ซึ่งมีรัศมีสว่างรุ่งโรจน์นั้นกลืนกินลงไปในอุทร เมื่อนางได้กลืนกินเข้าไปแล้วก็เกิดอิ่มอาบซานซ่านในนาภีเป็นยิ่งนัก เกิดปิติปราโมทย์เป็นที่สุดจะหาครั้งใดเสมอเหมือนมิได้ จนกระทั่งสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมา ซึ่งเป็นเวลารุ่งสางพอดี นางจึงเล่าความฝันนั้นให้สามีฟังตั้งแต่ต้นจนอวสาน
ฝ่ายบริสุทธกุมารได้ฟังนางเล่าความฝันให้ฟังเช่นนั้นก็ดีใจเป็นยิ่งนัก และได้ตระหนักว่าครั้งนี้เห็นทีตัวเราจะได้บุตรสมใจปรารถนาเป็นแน่แท้ ทั้งจะได้มีบุญญาธิการแต่บรรพชนทั่วทุกสารทิศดุจพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างไปทั่วโลกฉะนั้นกล่าวกับภรรยาว่า "อันลาภประเสริฐของเราครั้งนี้คงเป็นพระท้าวสักกะเทวราชทรงประทานให้ ความปรารถนาของเราทั้งสองสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ คือ เราจะได้บุตรเป็นเนื้อหน่อเชื้อไขของผู้มีบุญญาธิการ"
นับแต่นั้นมานางปทุมนารีก็ได้เริ่มตั้งครรภ์ ต่างก็ช่วยกันอภิบาลรักษา มิให้ได้รับความอนาทรร้อนใจ ครั้นได้กำหนดทสมาส คือสิบเดือน ลุถึงเดือนยี่ขึ้น 15 ค่ำเป็นวันดี หน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์เจ้าก็ประสูติจากคัพโภทรของมารดา พร้อมทั้งสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเป็นที่โกลาหลยิ่งนักบรรดาญาติมิตรต่อมาห้อมล้อมพร้อมเพรียงกัน ช่วยประคับประคองชำระล้างกรัชกายให้สิ้นมลทินเป็นอันดี ต่างก็ช่วยกันขัดสีฉวีวรรณโลมไล้ด้วยสุคนธชาติของหอม เสร็จแล้วให้กุมารนอนเหนือที่นอนที่จัดเตรียมไว้

KIRATI
10-13-2007, 12:33 AM
วันต่อมาบิดามารดาและญาติจึงปรึกษากันว่า กุมารน้อยของเรานี้ จะต้องชื่อหรือขานนามว่าอย่างไรดี เพื่อให้เป็นศรีสง่าและเป็นศิริมลคลแก่วงศ์ตระกูลปรึกษาเสร็จแล้วพร้อมใจกัน ขนานนามกุมารน้อยนั้นว่า "ศรี" อันเป็นนิมิตมงคลแก่ปวงชนทั้งหลาย ทั้งมารดาและบิดาต่างอุตส่าห์ถนอมเลี้ยงดูกุมารน้อยให้ได้รับความสุขสบาย จนเจริญวัยอายุได้ 7-8 ปี
วันหนึ่งขณะที่นางปทุมนารี จะออกไปนาเพื่อไล่นกไล่กาและนกหนูที่จะมากัดกินและทำอันตรายแก่ข้าวในนา พระโพธิสัตว์จึงได้ขอติดตามไปด้วย เพื่อช่วยไล่นกและสัตว์ต่างๆ มารดาและเธอไปถึงนาแทนที่สัตว์ทั้งหลายจะมากัดกินข้าวในนาเหมือนแต่กาลก่อนนั้นไม่มีเลย เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่มารดาเป็นยิ่งนัก ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังอยู่กับมารดาที่นานั้น ได้ทัศนาเห็นฝูงปลาเป็นอันมากในธารน้ำต่างผุดว่ายจึงออก ปากว่า เรานี้จะขอตกปลาและได้แสวงหาเหยื่อและเบ็ดมาพร้อมแล้วจึงเอาเหยื่อเกี่ยวเบ็ด ทอดสายตาลงไปในกระแสน้ำพร้อมกับเปล่งเสียงอุทานวาจาอธิษฐานว่า "ดูก่อนปลาทั้งปวงเอ๋ย หากปลาตัวใดเคยเป็นอาหารของข้าพเจ้าแล้วไซร้ ขอปลาตัวนั้นจนกินเหยื่อที่เบ็ดนี้ ถ้าปลาตัวใดไม่เคยเป็นอาหารของข้าพเจ้า ขอปลาตัวนั้นจงอย่ากินเหยื่อนี้เลยเพราะมันมีเบ็ดอันคมกล้า มันจะเกี่ยวเอาปากของเจ้าให้เจ็บปวด"
ในขณะนั้นมีปลาดุกตัวหนึ่ง อาจสามารถใช้ชีวิตเป็นทานจึงว่ายโลมแล่นเข้าไปดาบเอาเหยื่อที่เบ็ดนั้นมา พระโพธิสัตว์ทราบว่ามีปลามาคร่าเอาเหยื่อไปแล้วนั้น จึงวัดคันเบ็ดขึ้นปลาดุกตัวนั้นจึงติดเบ็ดขึ้นมาเมื่อมันเจ็บหนักเหลือจะทนจึงดินรนและร้องเป็นภาษามนุษย์ว่า "เจ็บจริงเจ้าข้า พระเจ้าข้าเจ็บเหลือทน" พระโพธิสัตว์กับมารดา เมื่อได้ฟังปลาดุกพูดเป็นภาษาคนได้เช่นนั้นก็คิดแปลกใจสงสัยยิ่งนัก" เหตุไฉนปลาจึงร้องเป็นภาษาคนเช่นนั้น คงจะมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้ ควรที่เราจะต้องไปกราบเรียนถามท่านผู้มีปัญญา และท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยทำนายดู นางจึงพาพระโพธิสัตว์มาสู่บ้านเรือนของตน และเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง
ทั้งสองสามีภรรยาจึงจัดหาดอกไม้ธูปเทียนและเภสัชอังคาลต่างๆ พร้อมแล้วได้พากันไปสู่อาวาสวัดไลย์ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในละแวกบ้านท่าลาดใกล้กับเคหะสถานของตน ครั้นถึงวัดไลย์จึงได้เข้าไปกราบนมัสการผู้เป็นประธานแห่งสงฆ์ในอาวาสนั้น เมื่อพระผู้เป็นเจ้าเห็นดังนั้นจึงกล่าวถามดูว่า ดูก่อนอุบาสก อุบาสิกา เธอมีธุระสิ่งใด นางปทุมนารีจึงเล่าความตั้งแต่ต้นว่า นางกับสามีตั้งใจจะได้บุตรตลอดทั้งความฝันของนางเมื่อครั้งจะได้บุตรและเหตุอัศจรรย์ปลาพูดภาษาคนได้ให้พระผู้เป็นเจ้าฟัง
พระผู้เป็นเจ้าได้ฟังนางปทุมนารี เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟังแล้ว ได้พิจารณามูลเหตุก็ทราบว่า อันกุมารนี้หาใช่สามัญชนคนธรรมดาไม่หากแต่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขบรมโพธิเจ้า พระองค์ได้เสด็จลงมาถือปฏิสนธิในมนุษย์โลก เพื่อจะทรงบารมีโพธิสมภาร และเพื่อจะสงอนุเคราะห์กับมหาชนกับพุทะบริษัทให้ดำรงมั่งคงด้วย ศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย อันเป็นเหตุให้ได้สำเร็จความปรารถนาในอนาคตชาติสืบไป
เมื่อทราบดังนั้นแล้ว จึงคิดว่าหากทำนายทายทักให้พิสดาร ตามมูลเหตุก็เกรงว่า กิตติศัพท์อันนี้จะขจรขจายไปเป็นที่แตกตื่นโกลาหลแก่มหาชนทั่วไป ควรที่จะทำนายโดยอัถาธิบายพอหายกังขาและเป็นที่พอใจแก่สามีและภรรยาทั้งสองก่อน คิดดังนั้นจึงกล่าวกับสามีภรรยาคู่นั้นว่า อันบุตรของท่านทั้งสองนี้เป็นผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมไว้มากมายในอดีตชาติ อาตมาพิจารณาเห็นว่าเธอไม่ควรจะอยู่ในฆราวาสต่อไป ถ้าอย่างไรก็ขอให้เธอบรรพชาเป็นสามเณรเสียเถิด
สองสามีภรรยาเมื่อได้ฟังคำพยากรณ์ ของพระคุณเจ้าเช่นนั้น ก็เกิดปิติโสมนัสยิ่งนัก จึงพร้อมใจกันมอบถวายกุมารน้อยซึ่งเป็นบุตรของตนแก่พระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้พระโพธิสัตว์บรรพชาเป็นสามเณรสืบไป พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นประธานแห่งสงฆ์ในวัดไลย์นั้น จึงจัดการบรรพชาเลยทีเดียว เมื่อบรรพชาเสร็จ สองสามีภรรยาก็นมัสการลาสู่เคหะของตน
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เมื่อได้บรรพชาเป็นสามเณร ในบวรพระพุทธศาสนาแล้วก็ได้อุตสาหวิริยะศึกษาพระไตรปิฏก มีช้าด้วยปัญญาบารมีของพระองค์ก็แตกฉาน รอบรู้ในพระสูตร พระวินัยและพระปรมัตถ์ สามารถจะวิสัชชนาตัดความสงสัย ของมหาชนผู้มีความกังขาเสียได้ ทำให้มีศรัทธาปสาทะ ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายินดีในการรักษาศีล ให้ทาน และเจริญภาวนา ยิ่งๆขึ้นไป จำเดิมตั้งแต่เป็นสามเณรพระโพธิสัตว์เจ้าได้ปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ มิได้ขาดตกบกพร่องได้เจริญความเพียรเพิ่มเติมบารมีโพธิสมภาร อยู่พระอารามวัดไลย์นั้นจวบจนอายุได้ 20 ปี เมื่อพระโพธิสัตว์มีพระชนม์ครบกำหนดที่จะอุปสมบทได้แล้ว บิดามารดาพร้อมด้วยวงศาคญาญาติทั้งหลายจึงได้กำหนดให้พระองค์อุปสมบท หมู่ญาติพร้อมใจกันสาธุ นำเครื่องอัฐบริขาร เครื่องสักการะวรามิสต่างๆ มาถวายตามสมควร
เรื่องของพระศรีอาริยเมตไตร (พระศรีอาริย์) นั้นยังมีอีกมาก แต่ผู้เขียนขอตัดตอนเพียงแค่นี้ อันพระศรีอาริย์ ที่ประชาชนคนทั้งไปนิยมเรียกนั้น เป็นพระรูปหล่อด้วยเนื้อทองผสมแบบลักษณะพุทธสาวกเศียรโล้น ไม่มีพระเกศมาลาแหลมหรือรัศมีแผ่ประการใด นั่งขัดสมาธิคล้ายพระพุทธรูปปางมารวิชัย มือด้านซ้ายกำ (หรือถือพัดตาลปัตร์) ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดไลย์มาก่อน แต่ปัจจุบันนี้ได้ย้ายจากวิหารนำมาประดิษฐานอยู่ภายในมลฑปหน้าพระอุโบสถเรียบร้อยแล้ว เป็นมณฑลที่สร้างด้วยหินอ่อนอย่างดี มีความโอ่อ่าสวยงามมากทีเดียว เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ทั้งใกล้และไกล ในหนึ่งปีนั้นจะมีงานประจำปี ซึ่งทางคณะกรรมการวัดจัดให้มีถึง 3 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 มีงานสักการะนมัสการ ในวัดขึ้น 14-15 ค่ำถึงแรม 1 ค่ำเดือน 3
ครั้งที่ 2 มีงานนมัสการ ในวัดขึ้น 14-15ถึงแรม 1 ค่ำเดือน 6
ครั้งที่ 3 มีงานนมัสการ ในวันแรม 4-5-6 ค่ำเดือน 11

KIRATI
10-13-2007, 12:35 AM
<TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=2 width=100 align=center border=0><TBODY><TR><TD width=670 bgColor=#000000>http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/4_2.jpg (http://www.soonphra.com/topic/sriarn/2.jpg)</TD></TR><TR><TD align=middle width=670>เหรียญพระศรีอาริย์ วัดไลย์ ปี 2460</TD></TR></TBODY></TABLE>

นับว่าเป็นประเพณีเทศกาลที่เก่าแก่ที่สุด ที่คณะกรรมการจัดให้มีมาแต่ครั้งโบราณกาล ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเลย "พระศรีอาริย์"เป็นปูชนีย์ที่สำคัญยิ่งของชาวลพบุรีและประชาชนคนทั่วไป คณะกรรมการและเจ้าอาวาสวัดจะจัดให้มีการแห่และอัญเชิญรูปหล่อของพระศรีอาริย์นี้ให้สาธุชนได้สักการะบูชา ปัจจุบันนี้ พระศรีอาริยเมตไตรประดิษฐานอยู่ที่มณฑป ซึ่งง่ายต่อการที่ประชาชนจะเข้าไปนมัสการได้ทุกโอกาส สมัยก่อนนั้นได้มีประเพณีแห่พระศรีอาริย์ มีผู้รู้หลายท่านเล่าให้ฟังว่า เป็นงานแห่ที่ให้ความสนุกสนานครื้นเครงที่สุดงานหนึ่ง ประชาชนจัดประดับประดาตกแต่งช้างม้าของตนเสียสวยงามแล้วนำขบวนแห่ เพื่อนำมามาล่อช้าง นอกจากนั้นยังมีบรรดาศิลปินและนักแสดงเกาะกลุ่มกัน เล่นเทิ้งบ้อง, กลองยาว. เพลงฉ่อย, และการการเล่นต่างๆ
วัดไลย์นี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสต้นมา ณ วัดไลย์ในปี พุทธศักราช 2443 ประชาชนให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ภายในวิหารก็ยังมีตู้พระไตรปิฏก ของล้าเกล้า ร.5 อยู่ด้วย สวยงามมากทีเดียว
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยได้เคยเสด็จวัดไลย์มาแล้วและทรงพิมพ์เรื่อง "เที่ยวตามทางรถไฟ" ว่าวัดไลย์นี้อยู่ริมน้ำบางขาม พ้นเขาสมอคอนไปทางตะวันตกไม่ห่างนัก เป็นวัดเก่าชั้นแรกตั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วปฏิสังขรณ์เมื่อรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ พระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาองค์ที่ 32 (พ.ศ. 2275-2307 รวม 26 ปีด้วยภายในบริเวณวัดและหน้าบรรณวิหารและโบสถ์ ยังมีลายภาพของเก่าปั้นด้วยปูนสวยงามมาก นับเป็นจิตรกรรมชั้นเอกของชาติชั้นหนึ่งที่สวยงามหาดูได้ยาก โดยปั้นเป็นเรื่องทศชาติและเรื่องปฐมสมโพธิและประการสำคัญที่สุดนั้นก็คือ รูปหล่อจำลองเป็นทองผสมของพระศรีอาริย์ประจำวัด ซึ่งมีผู้คนนับถือสักการะกราบไหว้บูชามาแต่โบราณ เมื่อครั้งสมัย ร. 5 ไฟป่าไหม้พระวิหาร รูปพระศรีอาริย์ชำรุดไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้อัญเชิญลงมาปฏิสังขรณ์ในกรุงเทพฯ แล้วคืนกลับไปประดิษฐานอย่างเดิม ถึงหน้าเทศกาลประชาชนก็ยังเชิญออกมาแห่เป็นประเพณีเหมือนทุกปีมิได้ขาด

KIRATI
10-13-2007, 12:35 AM
ทางวัดได้ก่อสร้างวิหารสำหรับประดิษฐานขึ้นใหม่ เป็นรูปมณฑปจตุรมุข แลดูสวยงามสง่างดงามมาก นอกจากพระศรีอาริย์ดังกล่าวแล้วก็ยังมีสิ่งที่น่าชม น่าศึกษาอีกมาก เช่น พระวิหารซึ่งมีลักษณะเจาะช่องผนังแทนหน้าต่าง อันเป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาเบื้องต้น ภายในพระวิหารมีพระประธานใหญ่ ปางสมาธิ ลงรักปิดทอง มีซุ้มเรือนแก้วองค์ใหญ่ แบบพุทธชินราชเมืองพิษณุโลกทั้งสองด้านของวิหารจะมีรูปปูนปั้น ดังที่กล่าวมาแล้ว ภายในบริเวณวัดไลย์มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลมีสิ่งก่อสร้างทั้งใหม่และเก่ามากมาย วัดหนึ่ง เช่น โบสถ์,วิหาร, หอไตร, เจดีย์เครื่องเปรียญ, กุฏิสงฆ์, มณฑป, ห้องสมุดประชาชน, พระพุทะรูปโบราณ,เมรุเผาศพ, เจดีย์เครื่องลายคราม,เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่น่าสนใจน่าศึกษาทีเดียว
ลำดับเจ้าอาวาสวัดไลย์ เท่าที่ชาวบ้านแถบนั้นเล่าให้ฟังจำได้ว่า
1. หลวงพ่อชื่น 2. หลวงพ่อพลอย
3. หลวงพ่อสุ่น 4. หลวงพ่อเล็ก
5. หลวงพ่อสาย (พระครูสุจิตธรรมทัต สุจิตโต)
6. หลวงพ่อสงวน ฐิตปุญโญ (พระครูสถิตปัญญาภิสัณฑ์)
เหรียญดีของวัดไลย์ที่น่าสนใจคือ เหรียญรูปพระศรีอาริย์ที่ระบุ พ.ศ. 2460 และเหรียญรุ่น พ.ศ. 2467- 2468 นอกนั้นก็มีอีกหลายรุ่น หลายแบบมากมายเหลือเกิน จึงยากที่จะนำมาเสนอสนองสายตาของท่านได้ครบทุกอย่าง เหรียญรุ่นระบุ พ.ศ. 2460 เป็นเหรียญที่พบน้อยมาก เนื้อทองแดงรูปใบเสมา หูในตัว ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปพระศรีอาริย์ มีอักษรไทยว่า "ที่รฤกวัดไลย์" รอบองค์พระเหนือเศียรและที่ใต้ฐานว่า "พระศรีอาริย์" ส่วนด้านหลังขอบบนเสมามีข้อความว่าพุทธศักราช 2460 ต่ำลงมาเป็นตัวอักษรขอมเรียงกันเป็นแนวบรรทัดลงมา 8 บรรทัด ลักษณะกระทัดรัด ลวดลายละเอียดสวยงามมาก
เหรียญพระศรีอาริย์ที่ได้รับความนิยมอีกแบบหนึ่ง คือ เหรียญสองหน้า ด้านหน้าเป็นรูปพระชินราช (พระประธานในวิหารใหญ่) ด้านหลังเป็นรูปพระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นเหรียญเก่าสวยงามมากเหรียญหนึ่ง แต่ไม่ได้ระบุปีที่สร้างไว้ เนื้อเหรียญเท่าที่พบมีทั้งเนื้อทองแดงและอลูมิเนียม (ซึ่งใช้อลูมิเนียมปั๊มเหมือนเหรียญหลวงพ่อก๋ง)
<TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=2 width=100 align=center border=0><TBODY><TR><TD width=670 bgColor=#000000>http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/2.jpg (http://www.soonphra.com/topic/sriarn/2.jpg)</TD></TR><TR><TD align=middle width=670>เหรียญพระศรีอาริย์ วัดไลย์ ปี 2467</TD></TR></TBODY></TABLE>

KIRATI
10-13-2007, 12:38 AM
นอกจากเหรียญที่กล่าวแล้วก็มีเหรียญรุ่น 2467-2468 ดังในภาพที่ท่านเห็นนี้แหละ ซึ่งเป็นเหรียญที่พบมาก มีหลายพิมพ์ หลายเนื้อมีทั้งเนื้อทองแดงกะไหล่ทองและเนื้อทองเหลือง,อลูมิเนียม ทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นรูปเสมารูปแบบใกล้เคียงกัน หูในตัวห่วงเชื่อมทุกเหรียญ ต่างกันแต่ลายละเอียดเล็กๆน้อยๆ และยันต์ด้านหลังใต้ห่วงจะมีตัวขอมว่า พุทธสังมิ ตรงกลางเป็นรูปพระศรีอาริย์นั่งเต็มองค์ และมีหนังสือไทยว่า ที่ระลึกพระศรีอาริย์วัดไลย์ เป็นเหรียญที่สวยงามมากและเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี้ มีโยมคนหนึ่งได้ขโมยเหรียญรุ่น 2467-2468 จากวัดหนึ่งในลพบุรีเอามาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แสดงว่าเหรียญนี้มีพระคณาจารย์ที่ดังที่สุดไปปลุกเสกด้วย และได้นำเอามาเก็บไว้ที่วัดและถูกขโมยลักมาดังกล่าว แต่ขโมยที่ว่านี้ถูกยิงตายไปแล้วเช่นกัน
<TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=2 width=100 align=center border=0><TBODY><TR><TD width=670 bgColor=#000000>http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/3.jpg (http://www.soonphra.com/topic/sriarn/3.jpg)</TD></TR><TR><TD align=middle width=670>เหรียญพระศรีอาริย์ วัดไลย์ ปี 2468</TD></TR></TBODY></TABLE>
สำหรับแผ่นทองปั๊มนั้นก็เป็นรูปของพระศรีอาริย์ มีขนาดและลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธชินราช แผ่นทองปั๊มและพระพุทธโสธร ฉะเชิงเทรา แต่ลักษณะทรวดทรงลวดลายผิดแผกแตกต่างกันไป ตามลักษณะขององค์พระแต่ละชนิด ขณะนี้รู้สึกว่าแผ่นปั๊ม จะหายากยิ่งขึ้นทุกวัน สำหรับแผ่นปั๊มใหม่มีทั้งเนื้อทองเหลือง และเนื้อทองแดง แต่มีที่สังเกตผิดกับของเก่ามากระหว่างสังฆาฏิพาด ขณะนี้ทางวัดก็คงมี แผ่นทองแดงรุ่นแรก คงจะสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2460 คงได้แก่ หลวงพ่อก๋งแน่นอน และทางวัดได้จัดสร้างเครื่องเนื้อดีบุกปนชิน มีลักษณะการสร้างแบบจำลองพระพุทธชินราช มีประภามณฑล สี่เหลี่ยมทั้งเล็ก-และใหญ่ ขนาดเล็กเท่ากับพระวัดคลองมะขามเฒ่า(หลวงปู่ศุข) ขนาดใหญ่เท่ากับวัดปากคลองฯ 4 องค์เรียงกัน
<TABLE class=a4 cellSpacing=0 cellPadding=2 width=100 align=center border=0><TBODY><TR><TD width=670 bgColor=#000000>http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/1.jpg (http://www.soonphra.com/topic/sriarn/1.jpg)</TD></TR><TR><TD align=middle width=670>แผ่นทองแดงปั๊มพระศรีอาริย์</TD></TR></TBODY></TABLE>
เป็นอันว่าวัตถุมงคลต่างๆ ที่ ทางวัดไลย์จัดสร้างไว้เป็นที่ระลึกแก่บรรดาสาธุชนทั้งหลาย
นี้ มีพิธีพุทธาภิเษกทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ทางวัดได้จัดสร้างให้กระทำพิธีทางศาสนาอย่างครบถ้วนกระบวนความทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าพิธี รับรอง 100% เข้าพิธีทั้งนั้นสำหรับเหรียญรุ่นปี 67-68 เริ่มจะหายากยิ่งขึ้นทุกวัน เพราะปรากฏประสบการณ์จากผู้ใช้หลายคนที่ใช้เหรียญนี้ เป็นเหรียญที่ให้โชคลาภและแคล้วคลาดที่สุด

http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/areeya01.gif

http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/sriary02.gif
http://www.wt81.org/kanajan/in_lop/areeya_files/sriary03.gif

KIRATI
10-13-2007, 12:44 AM
ได้รับทราบข่าวมาว่าประมาณ วันที่ 30 ตุลาคม นี้ ทางวัดไลย์จะมีประเพณีชักพระ ซึ่งทำกันมาทุกๆปี อยากเชิญชวนทุกๆท่านรวมบุญในครั้งนี้ ถ้าทราบวันเวลาที่ชัดเจนจะนำมาแจ้งให้รับทราบอีกทีครับ

KIRATI
10-13-2007, 12:49 AM
<TABLE borderColor=#0000ff width="100%" bgColor=#99ccff border=1><TBODY><TR bgColor=#ccffff><TD>ประเพณีชักพระศรีอารีย์ วัดไลย์
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=left> ประเพณีชักพระศรีอาริย์ วัดไลย์ อยู่ที่ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นประเพณีที่ชาวบ้านถือปฏิบัติกันมาช้านานและเชื่อกันว่า "พระศรีอาริย์ หรือพระศรีอริยเมตไตร" จะมาตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกมนุษย์หลังจากสิ้นสุดศาสนาของพระมหาสมณโคดมแล้ว 5,000 ปี เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เรียกว่า "ศาสนาพระศรีอาริย์" จึงได้มีการสร้างรูปพระศรีอาริย์ขึ้น เพื่อเป็นที่เคารพสักการะโดยเชื่อกันว่าจะได้ไปเกิดในยุคศาสนาของพระศรีอาริย์ แล้วจะมีความร่มเย็นเป็นสุข </TD><TD> </TD><TD>http://library.tru.ac.th/il/lop/iml/paree1.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE>
ประเพณีชักพระศรีอาริย์ วัดไลย์ แต่เดิมจะจัดในช่วงหน้าน้ำตรงกับวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 เป็นประเพณีทางชลมารค เพราะน้ำจะท่วมทุ่งการสัญจรไปทางเรือสะดวก การแห่ทางชลมารค จะอัญเชิญรูปพระศรีอาริย์ ลงเรือปิกนิก เรียกกันว่า "เรือทรง" มีเรือพายของคณะกรรมการวัดใช้เชื่อกลากจูงนำหน้าและมีเรือพ่ายของชาวบ้านนับร้อยๆ ลำ ร่วมขบวนแห่ มีบางพวกก็แข่งเรือยาว บางพวกเล่นเพลงฉ่อยและเพลงเรืออย่างสนุกสนาน ท้ายขบวนมีเรือเอี้ยมจุ๊นของทางวัดบรรทุกวงมโหรี ปี่พาทย์ และแตรวง บรรเลงให้ความครึกครื้นไปตลอดทาง โดยเรือทุกลำจะตกแต่งอย่างสวยงาม เพื่อโยงเรือทรงและผลัดเปลี่ยนกันจูงไปตามลำน้ำบางขามจนถึงวัดมหาสอน ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ ตลอดระยะทางจะมีการตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้ร่วมขบวนเป็นระยะๆ เมื่อขบวนแห่กลับมาถึงวัดก็จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มนัสการ สรงน้ำ และปิดทองพระ ในตอนกลางคืนประชาชนจะนำเรือพายมาลอยอยู่หน้าวัดเพื่อฟังพ่อเพลงแม่เพลงเล่นเพลงพื้นบ้าน โต้ตอบกันเป็นที่สนุกสนาน และเรือทุกลำจะมีการจุดตะเกียงจนดูสว่างไสวไปทั่ว ส่วนบนศาลา วัดไลย์นั้นจะมีการเทศนาเรื่องตำนานพระศรีอาริย์ วัดไลย์ ให้ประชาชนฟังไปพร้อมๆ กัน

<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>http://library.tru.ac.th/il/lop/iml/paree.jpg</TD><TD align=left>
</TD><TD align=left>
ประเพณีชักพระศรีอาริย์ วัดไลย์ทางชลมารคได้ล้มเลิกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 เพราะได้มีการสร้างเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร จึงทำน้ำเหนือที่เคยไหลท่วมทุ่ง ตำบลเขาสมอคอนก็แห้งแล้งลง ประเพณีชักพระศรีอาริย์ วัดไลย์ก็ได้เปลี่ยนมาจัดในฤดูแล้งแทน คือ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เป็นประเพณีแห่ทางสถลมารค แต่พิธีการต่างๆ ยังคงอนุรักษ์แบบแผนเดิมไว้
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ปัจจุบันประเพณีชักพระศรีอาริย์ วัดไลย์ ทางสถลมารคได้กำหนดให้วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี โดยถือปฏิบัติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ทางวัดจะจัดขบวนแห่และได้มีการอัญเชิญรูปหล่อพระศรีอาริย์ ประดิษฐานบนตะเฆ่ชนิดไม่มีล้อทำเป็นบุษบกมีหลังคาหรือทำเป็นฉัตรกั้นแทน แล้วนำเชือกขาดใหญ่ 2 เส้น ผูกตะเฆ่เป็น 2 แถว ให้ประชาชนทั้งหลายที่มาร่วมงานช่วยกันชักลาก ไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ เมื่อถึงเวลาจะจุดพลุ พร้อมตีกลองและระฆังเป็นสัญญาณให้เริ่มฉุดลากตะเฆ่เพื่ออัญเชิญรูปพระศรีอาริย์แห่ผ่านหมู่บ้านต่างๆ เริ่มจากวัดไลย์ไปสิ้นสุดที่วัดท้องคุ้ง ซึ่งตลอดระยะทางจะมีผู้มาตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารนานาชนิดกับประชาชนทั้งหลายที่มาร่วมงาน มีดนตรีและการละเล่นต่าง ๆ เมื่อสุดเส้นทางที่กำหนดไว้ จึงแห่รูปพระศรีอาริย์กลับ พอถึงวัดอัญเชิญขึ้นประดิษฐานยังวิหารตามเดิมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมานมัสการ ปิดทอง กลางคืนจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน

found_evidence
10-13-2007, 01:10 AM
ขอบคุณครับ ที่นำมาเผยแพร่ สาธุ

มินตรา..
10-13-2007, 04:51 PM
อนุโมทนาค่ะ

จอร์จ
10-13-2007, 09:22 PM
สาธุครับ

คณะไตรรัตนะ
10-14-2007, 05:39 PM
ขออนุโมทนาครับ...สาธุ

cassanovit
10-15-2007, 08:40 AM
รูปพระศรีอารีย์ วัดไลย์ องค์จำลอง ขนาด 3 นิ้ว ครัย ประดิษฐานอยู่ที่บ้านของผมครับ นำมาให้ชมกัน

มณีรัตนา
10-15-2007, 09:56 AM
อนุโมทนาค่ะ เคยนึกคิดนำเรื่องพระศรีอาริย์ วัดไลย์ ลพบุรีมาคัดลงเหมือนกัน เพราะเคยอ่านประวัติ สาธุการนะคะ ที่ได้นำมาร่ายให้ทุกคนรู้รู้จัก
เคยทราบมาว่าวัดที่มีความเกี่ยวพันกับพระศรีอาริย์มีอยู่ ๓ วัด ๑) วัดไลย์ ท่าวุ้ง ลพบุรี ๒) วัดพระศรีอาริย์ โพธาราม ราชบุรี และอีกวัดหนึ่งที่ใด มีใครพอทราบมั้ยค่ะ

และอยากเชิญคุณ ๆ ไปเที่ยวชม กราบ "พระศรีอาริยเมตตรัย" กันที่ วัดพระศรีอาริย์ ราชบุรีกันนะคะ ไปแล้วกำหนดตั้งจิตดีดี สถานที่นั้นมีข้อมูลน่าสนใจมากมายค่ะ :) สาธุ