โด่ง
10-26-2007, 11:39 AM
ในวันที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
บรรลุธรรมขั้นสูงสุด
ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เขียนบรรยายตามที่ท่านได้ฟังมาจากหลวงปู่มั่น โดยตรง ดังนี้
ในเวลาไม่นานนักนับแต่ท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกรีบเร่งตักตวงความเพียรด้านมหาสติมหาปัญญา ซึ่งเป็นสติปัญญาธรรมจักรหม<WBR>ุนรอบตัว และรอบสิ่งที่เกี่ยวข้องไม่ม<WBR>ีประมาณตลอดเวลา ในคืนวันหนึ่งเวลาดึกสงัด ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ชายภ<WBR>ูเขาที่มีหินพลาญกว้างขวางและเตียนโล่ง อากาศก็ปลอดโปร่งดี ท่านว่าท่านนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ซึ<WBR>่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเด<WBR>ียว มีใบดกหนาร่มเย็นดี ซึ่งในตอนกลางวันท่านก็เคยอาศ<WBR>ัยนั่งภาวนาที่นั้นบ้างในบางวัน
นับแต่ตอนเย็นไปตลอดจนถึงยามด<WBR>ึกสงัดของคืนวันนั้น ท่านว่าใจมีความสำผัสรับรู้กับป<WBR>ัจจยาการคือ อวิชชาปัจจยาสังขาร เป็นต้นเพียงอย่างเดียว ทั้งเวลานั่งเข้าที่ภาวนาจ<WBR>ึงทำให้ท่านสนใจจุดนั้น โดยมิได้สนใจกับธรรมหมวดอื่นใด ตั้งหน้าพิจารณาอวิชชาอย่างเด<WBR>ียวแต่แรกเริ่มนั่งสมาธิภาวนา โดยอนุโลมกลับไปกลับมาอยู่ภายใน อันเป็นที่รวมแห่งภพชาติ กิเลสตัณหา มีอวิชชาเป็นตัวการ
เริ่มแต่สองทุ่มที่ออกจากทางจงก<WBR>รมแล้วเป็นต้นไป ตอนนี้เป็นตอนสำคัญมากในการรบขอ<WBR>งท่าน ระหว่างมหาสติมหาปัญญาอันเป<WBR>็นอาวุธคมกล้าทันสมัย กับอวิชชาซึ่งเป็นข้าศึกที<WBR>่เคยทรงความฉลาดในเชิงหลบหล<WBR>ีกอาวุธอย่างว่องไว แล้วกลับยิงโต้ตอบให้อีกฝ่ายหนึ<WBR>่งกลับพ่ายแพ้ยับเยินไม่เป็นท่า และครองตำแหน่งกษัตริย์วัฏฏจ<WBR>ักรบนหัวใจสัตว์โลกต่อไปตลอดอน<WBR>ันตกาล ไม่มีใครต่อสู้ฝีมือได้ แต่ขณะที่ยุทธศาสตร์สงครามกับท<WBR>่านพระอาจารย์มั่นในคืนนั้น ประมาณราวตี ๓ ผลปรากฏว่า ฝ่ายกษัตริย์วัฏฏจักรถูกส<WBR>ังหารทำลายบังลังก์ลงอย่างพินาศขาดสูญ ปราศจากการต่อสู้และหลบหลีกใดๆ ทั้งสิ้น กลายเป็นผู้สิ้นฤทธิ์สิ้นอำนาจ สิ้นความฉลาดทั้งมวลที่จะครองอำ<WBR>นาจอยู่ต่อไป
ขณะกษัตริย์อวิชชาดับชาต<WBR>ิขาดภพลงไปแล้ว เพราะอาวุธสายฟ้าอันสง่าแหลมคมข<WBR>องท่านสังหาร ท่านว่าขณะนั้นเหมือนโลกธาตุหวั<WBR>่นไหว เสียงเทวบุตรเทวธิดาทั่วโลกธาต<WBR>ุประกาศก้องสาธุการ เสียงสะเทือนสะท้านไปทั่วพิภพ ว่าศิษย์พระตถาคตปรากฏขึ<WBR>้นในโลกอีกหนึ่งองค์แล้ว พวกเราทั้งหลายมีความยินดีและเป<WBR>็นสุขใจกับท่านมาก แต่ชาวมนุษย์คงไม่มีโอกาสทราบ อาจมัวเพลิดเพลินหาความส<WBR>ุขทางโลกเกินขอบเขต ไม่มีใครสนใจทราบว่าธรรมประเสร<WBR>ิฐในดวงใจเกิดขึ้นในแดนมนุษย์เม<WBR>ื่อสักครู่นี้
พอขณะอัศจรรย์กระเทือนโลกธาตุผ<WBR>่านไป เหลือแต่วิสุทธิธรรมภายในใจอ<WBR>ันเป็นธรรมชาติแท้ ซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ร<WBR>่างกายและจิตใจ แผ่กระจายไปทั่วโลกธาตุในเวลานั<WBR>้นทำให้เกิดความแปลกประหลาดและอ<WBR>ัศจรรย์ตัวเองมากมาย จนไม่สามารถจะบอกกับใครได้ ที่เคยมีเมตตาต่อโลกและสนใจจะอบ<WBR>รมสั่งสอนหมู่คณะ และประชาชนมาดั้งเดิมเลยกล<WBR>ับหายสูญไปหมด เพราะความเห็นธรรมภายในใจว่าเป็นธรรมละเอียดและอัศจรรย์จนสุดว<WBR>ิสัยของมนุษย์จะรู้เห็นตามได้ และเกิดความท้อใจจนกลายเป็นผู้ม<WBR>ีความขวนขวายน้อย ไม่คิดจะสั่งสอนใครต่อใครต<WBR>่อไปในขณะนั้น คิดจะเสวยธรรมอัศจรรย์ในท<WBR>่ามกลางโลกสมมติแต่ผู้เดียว ใจหนักไปทางรำพึงรำพันถึงพระค<WBR>ุณของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูผู้รู้จริงเห็นแจ้ง และสั่งสอนเวไนยสัตว์เพื่อวิมุต<WBR>ิหลุดพ้นจริงๆ ไม่มีคำโกหกหลอกลวงแฝงอยู<WBR>่ในพระโอวาทแม้บทเดียวเลย แล้วกราบไหว้บูชาพระคุณท่านไม่ม<WBR>ีเวลาอิ่มพอตลอดคืน
จากนั้นก็มีเมตตาสงสารหมู่ชนเป<WBR>็นกำลัง ที่เห็นว่าสุดวิสัยจะสั่งสอนได้ โดยถือเอาความบริสุทธิ์และอ<WBR>ัศจรรย์ภายในใจมาเป็นอุปสรรค ว่าธรรมนี้ไม่ใช่ธรรมของคนมีก<WBR>ิเลสจะครองได้ ถ้าสั่งสอนใครก็เกรงจะถูกหาว่าบ<WBR>้า ว่าไปหาเรื่องอะไรมาสอนกัน คนดีๆ มีสติสตังอยู่บ้างเขาจะไม่นำเรื่องทำนองนี้มาสอนดังนี้กันทั<WBR>่วโลก จะมีใครอาจรู้เห็นตามได้ พอเป็นพยานให้เกิดกำลังใจในการส<WBR>อน นอกจากจะอยู่ไปคนเดียวอย่างนี้ พอถึงวันตายเท่านั้นก็พอแล้วก<WBR>ับความหวังที่อุตส่าห์เสาะแสวงห<WBR>าเป็นเวลานาน อย่าหาเรื่องร้ายใส่ตัวเองเลย จะกลายเป็นว่าทำคุณกลับได้โทษ โปรดสัตว์กลับได้บาปไปเปล่าๆ
นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับท<WBR>่านขณะที่ค้นพบธรรมอัศจรรย์ใหม<WBR>่ๆ ยังมิได้คิดอะไรให้กว้างขวางออก<WBR>ไป พอมีความเชื่อมโยงถึงการอบรมสั<WBR>่งสอนตามแนวศาสนธรรมที่พระศาสดา<WBR>พาดำเนินมา ในวาระต่อมาค่อยมีโอกาสทบทวนธรร<WBR>มที่รู้เห็น และปฏิปทาเครื่องดำเนินตลอดตัวท<WBR>่านเองที่รู้ธรรมอยู่ขณะนั้นว่า ก็เป็นมนุษย์เดินดินกินผัก กินหญ้า เหมือนโลกทั่วๆ ไปไม่มีอะไรพิเศษแตกต่างกัน พอจะเป็นบุคคลพิเศษสามารถรู้เฉพาะผู้เดียว แต่ประทานไว้เพื่อโลกทั้งมวลทั<WBR>้งก่อนและหลังการเสด็จปริน<WBR>ิพพานผู้ตรัสรู้มรรคผลนิพพานตาม<WBR>พระองค์ ด้วยปฏิปทาที่ประทานไว้ม<WBR>ีจำนวนมหาศาลเหลือที่จะน<WBR>ับประมาณมิได้ มิได้มีเฉพาะเราคนเดียวที่กำล<WBR>ังมองข้ามโลกว่าไร้สมรรถภาพอยู<WBR>่เวลานี้
พอพิจารณาทั้งเหตุและผล ทั้งต้นและปลายแห่งพระโอวาท ที่ประทานปฎิปทาทางดำเนินเพื<WBR>่อมรรคผลว่า เป็นธรรมสมบูรณ์สุดส่วนแก่สัตว์โลกทั่วไป ไม่ลำเอียงต่อผู้หนึ่งผู้ใดที<WBR>่ปฏิบัติชอบอยู่ จึงทำให้เกิดความหวังที่จะสงเคร<WBR>าะห์ผู้อื่นขึ้นมา มีความพอใจที่จะอบรมสั่งสอนแก่ผ<WBR>ู้มาเกี่ยวข้องอาศัย เท่าที่สามารถทั้งสองฝ่าย
หลังจากหลวงปู่มั่นท่านเดินถ<WBR>ึงทางวิมุติแล้ว คืนต่อๆ มามีพระพุทธเจ้าพร้อมสาวกจำนวนม<WBR>าก เสด็จมาอนุโมทนาวิมุติธรรมกับท<WBR>่าน คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก<WBR>ับสาวกเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี<WBR>่ยม
อีกคืนพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระสาวกจำนวนเท่านั้นเสด<WBR>็จมาเยี่ยมอนุโมทนา จำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพ<WBR>ุทธเจ้ามาแต่ละองค์นั้นมีจำนวนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ท่านว่าขึ้นอยู่ก<WBR>ับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต<WBR>่ละพระองค์ไม่เหมือนกัน
ที่พระสาวกตามเสด็จมาด้วยแต<WBR>่ละพระองค์นั้น มิได้เสด็จตามมาทั้งหมดในบรรดาพ<WBR>ระสาวกของแต่ละพระองค์ที่มีอยู่ แต่ที่ตามเสด็จมากน้อยต่างกันนั<WBR>้นพอแสดงให้เห็นภูมิวาสนาบารม<WBR>ีของแต่ละพระองค์นั้นต่างกันเท<WBR>่านั้น
บรรดาพระสาวกจำนวนมากของแต<WBR>่ละพระองค์ที่ตามเสด็จมานั้น มีสามเณรติดตามมาด้วยแต่ละครั<WBR>้งไม่น้อยเลย หลวงปู่สงสัยจึงพิจารณาก็ทราบว<WBR>่า คำว่าพระอรหันต์ในนามธรรมนั้น มิได้หมายเฉพาะพระ แต่สามเณรที่มีจิตบริสุทธิ<WBR>์หมดจดก็นับเข้าใจในจำนวนสาวกอร<WBR>หันต์ด้วย ฉะนั้นที่สามเณรติดตามมาด้วยจ<WBR>ึงไม่ขัดกัน
ในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั<WBR>้งหลายที่ประทานอนุโมทนาแก<WBR>่หลวงปู่มั่นนั้น พอประมวลโดยรวม มีสาระส่วนใหญ่ดังนี้
เราตถาคตทราบว่าเธอพ้นโทษจากอน<WBR>ันตรทุกข์ในที่คุมขังแหล่งนี<WBR>้ใหญ่โตมโหฬารและแน่นหนามั<WBR>่นคงมาก และมีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัวติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาไ<WBR>ด้ เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยม<WBR>ีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่ก<WBR>ับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด พอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธ<WBR>ีต่างๆ ก็เหมือนคนเป็นโรคแต่มิได้สนใจก<WBR>ับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหร<WBR>ับคนประเภทนั้น
ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวก<WBR>ับยา สัตว์โลกอาภัพเพราะโลกกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว<WBR>่าจะหายได้เมื่อไร สิ่งตายตัวคือโรคพรรค์นี้ ถ้าไม่รับยาคือธรรมจะไม่มีว<WBR>ันหาย ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายคละเคล<WBR>้าไปกับความทุกข์กายทุกข์ใจ และเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล
ธรรมแม้จะมีเต็มไปทั้งโลกธาตุ ก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก<WBR>่ผู้สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเท<WBR>่าที่ควรจะได้รับจากธรรม ธรรมก็อยู่แบบธรรมสัตว์โลกก็หมุนตัวเป็นกงจักรไปกับทุกข์ในภพน<WBR>้อยภพใหญ่แบบสัตว์โลก โดยไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะสิ<WBR>้นสุดทุกข์ลงได้เมื่อใด ไม่มีทางช่วยได้ถ้าไม่สนใจช่วยต<WBR>ัวเองโดยยึดธรรมมาเป็นหล<WBR>ักใจและพยายามปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เพิ่มจำนวนองค์และสั่งสอนมากมายเพ<WBR>ียงไรผลที่ได้รับก็เท่าที<WBR>่โรคประเภทที่คอยรับยาอยู่เท่าน<WBR>ั้น
ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระองค<WBR>์ใด มีแบบตายตัวอยู่อย่างเดียวกันค<WBR>ือ สอนให้ละชั่วทำดีทั้งนั้น ไม่มีธรรมพิเศษไปกว่านี้ เพราะไม่กิเลสตัณหาพิเศษในใจสัตว์โลกที่พิเศษเหนือธรรมที<WBR>่ประกาศสอนไว้ เท่าที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทานไว้แล้ว เป็นธรรมที่ควรรื้อถอนกิเลสทุกประเภทของมวลสัตว์อยู่แล้ว นอกจากผู้รับฟังและปฎิบัต<WBR>ิตามจะยอมแพ้ต่อกิเลสตัณหาของต<WBR>ัวเองเสียเอง แล้วธรรมเป็นของไร้สาระไปเสียเท่านั้น
ที่นี่เธอเห็นตถาคตจริงแล้วมิใช<WBR>่หรือ พระตถาคตแท้คืออะไรคือความบริส<WBR>ุทธิ์แห่งใจที่เธอเห็นแล้วนั<WBR>้นแล ที่พระตถาคตมาในร่างนี้มาในร่างแห่งสมมติต่างหาก เพราะตถาคตและพระอรหันต์อันที<WBR>่จริงมิใช่ร่างแบบที่มากันนี้ นี่เป็นเพียงเรือนร่างของตถาคตโ<WBR>ดยทางสมมติเท่านั้น
หลวงปู่ได้กราบทูลถามว่า ข้าพระองค์ทราบพระตถาคตและพระสา<WBR>วกอรหันต์อันแท้จริงไม่สงสัย ที่สงสัยคือพระองค์ทั้งหลายก<WBR>ับพระสาวกท่านที่เสด็จไปด้วยอนุปาทิเสสนิพาน ไม่มีส่วนสมมติยังเหลืออยู่เลย แล้วเสด็จมาในร่างนี้ได้อย่างไร ?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริส<WBR>ุทธิ์กายใจด้วยดีแล้ว แต่ยังครองร่างอันเป็นส่วนสมมต<WBR>ิอยู่ ฝ่ายอนุปาทิเสสนิพพานก็ต้องแสดงสมมติตอบรับ คือต้องมาในร่างสมมติซึ่งเป<WBR>็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นอนุปาทิเสสน<WBR>ิพานด้วยกัน แล้วไม่มีส่วนสมมติอยู่ ตถาคตก็ไม่มีอันใดมาแสดงเพื่ออะไรอีก ฉะนั้นการมาในร่างสมมตินี้เพื่อสมมติเท่านั้น ถ้าไม่มีสมมติอย่างเดียวก็หมดป<WBR>ัญหา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบเรื<WBR>่องอดีต อนาคตก็ทรงถือเอานิมิตคือสมมติอันดั้งเดิมของเรื่องนั้นๆ มาเป็นเครื่องหมายให้ทราบเช่น ทรงทราบอดีตของพระพุทธเจ้าทั<WBR>้งหลายว่าทรงเป็นมาอย่างไรเป็นต<WBR>้น ก็ต้องถือเอานิมิตของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ และพระอาการนั้นๆ เป็นเครื่องหมายพิจารณาให้รู้ ถ้าไม่มีสมมติของสิ่งนั้นๆ เป็นเครื่องหมายก็ไม่มีทางทราบไ<WBR>ด้ในสมมติเพราะวิมุติล้วนๆ ไม่มีทางแสดงได้
ที่เธอถามเราตถาคตนั้น ถามด้วยความสงสัย หรือถามพอเป็นกิริยาแห่งการสนทน<WBR>ากัน ?
หลวงปู่ท่านกราบทูล ข้าพระองค์มิได้มีความสงสัยทั<WBR>้งสมมติและวิมุติของพระพุทธองค<WBR>์ทั้งหลาย แต่ที่กราบทูลนั้นก็เพียงเพื<WBR>่อถวายความเคารพไปตามกิริยาแห่งสมมตินั้น แม้พระองค์กับพระสาวกจะเสด<WBR>็จมาหรือไม่ ก็มิได้สงสัยว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันแท้จริงมีอยู่ ณ ที่แห่งใด แต่เป็นความเชื่อประจักษ์ใจอยู<WBR>่เสมอว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถา<WBR>คต อันแสดงว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มิใช่อื่นใดจากที่บริสุทธิ<WBR>์หมดจดจากสมมติในลักษณะเดียวก<WBR>ันกับพระรัตนตรัย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่เราตถาคตถามเธอมิได้ถามด<WBR>้วยความเข้าใจว่าเธอมีความสงสัย แต่ถามเพื่อเป็นสัมโมทนียธรรมต<WBR>่อกันเท่านั้น
บรรดาพระสาวกที่ตามเสด็จพระพ<WBR>ุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์ และแต่ละครั้งนั้นมิได้กล<WBR>่าวปราศรัยอะไรกับหลวงปู่เลย มีพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทพระ<WBR>องค์เดียว ส่วนพระสาวกทั้งหลายเป็นเพียงนั<WBR>่งฟังอยู่อย่างสงบ น่าเคารพน่าเลื่อมใสมากเท่านั้น
คัดลอกบางตอนมาจาก
หนังสือบูรพาจารย์
โดย ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
:o
ที่มา : http://www.dhammajak.net/board<WBR>/viewtopic.php?t=4883 (http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=4883)
บรรลุธรรมขั้นสูงสุด
ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เขียนบรรยายตามที่ท่านได้ฟังมาจากหลวงปู่มั่น โดยตรง ดังนี้
ในเวลาไม่นานนักนับแต่ท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกรีบเร่งตักตวงความเพียรด้านมหาสติมหาปัญญา ซึ่งเป็นสติปัญญาธรรมจักรหม<WBR>ุนรอบตัว และรอบสิ่งที่เกี่ยวข้องไม่ม<WBR>ีประมาณตลอดเวลา ในคืนวันหนึ่งเวลาดึกสงัด ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ชายภ<WBR>ูเขาที่มีหินพลาญกว้างขวางและเตียนโล่ง อากาศก็ปลอดโปร่งดี ท่านว่าท่านนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ซึ<WBR>่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเด<WBR>ียว มีใบดกหนาร่มเย็นดี ซึ่งในตอนกลางวันท่านก็เคยอาศ<WBR>ัยนั่งภาวนาที่นั้นบ้างในบางวัน
นับแต่ตอนเย็นไปตลอดจนถึงยามด<WBR>ึกสงัดของคืนวันนั้น ท่านว่าใจมีความสำผัสรับรู้กับป<WBR>ัจจยาการคือ อวิชชาปัจจยาสังขาร เป็นต้นเพียงอย่างเดียว ทั้งเวลานั่งเข้าที่ภาวนาจ<WBR>ึงทำให้ท่านสนใจจุดนั้น โดยมิได้สนใจกับธรรมหมวดอื่นใด ตั้งหน้าพิจารณาอวิชชาอย่างเด<WBR>ียวแต่แรกเริ่มนั่งสมาธิภาวนา โดยอนุโลมกลับไปกลับมาอยู่ภายใน อันเป็นที่รวมแห่งภพชาติ กิเลสตัณหา มีอวิชชาเป็นตัวการ
เริ่มแต่สองทุ่มที่ออกจากทางจงก<WBR>รมแล้วเป็นต้นไป ตอนนี้เป็นตอนสำคัญมากในการรบขอ<WBR>งท่าน ระหว่างมหาสติมหาปัญญาอันเป<WBR>็นอาวุธคมกล้าทันสมัย กับอวิชชาซึ่งเป็นข้าศึกที<WBR>่เคยทรงความฉลาดในเชิงหลบหล<WBR>ีกอาวุธอย่างว่องไว แล้วกลับยิงโต้ตอบให้อีกฝ่ายหนึ<WBR>่งกลับพ่ายแพ้ยับเยินไม่เป็นท่า และครองตำแหน่งกษัตริย์วัฏฏจ<WBR>ักรบนหัวใจสัตว์โลกต่อไปตลอดอน<WBR>ันตกาล ไม่มีใครต่อสู้ฝีมือได้ แต่ขณะที่ยุทธศาสตร์สงครามกับท<WBR>่านพระอาจารย์มั่นในคืนนั้น ประมาณราวตี ๓ ผลปรากฏว่า ฝ่ายกษัตริย์วัฏฏจักรถูกส<WBR>ังหารทำลายบังลังก์ลงอย่างพินาศขาดสูญ ปราศจากการต่อสู้และหลบหลีกใดๆ ทั้งสิ้น กลายเป็นผู้สิ้นฤทธิ์สิ้นอำนาจ สิ้นความฉลาดทั้งมวลที่จะครองอำ<WBR>นาจอยู่ต่อไป
ขณะกษัตริย์อวิชชาดับชาต<WBR>ิขาดภพลงไปแล้ว เพราะอาวุธสายฟ้าอันสง่าแหลมคมข<WBR>องท่านสังหาร ท่านว่าขณะนั้นเหมือนโลกธาตุหวั<WBR>่นไหว เสียงเทวบุตรเทวธิดาทั่วโลกธาต<WBR>ุประกาศก้องสาธุการ เสียงสะเทือนสะท้านไปทั่วพิภพ ว่าศิษย์พระตถาคตปรากฏขึ<WBR>้นในโลกอีกหนึ่งองค์แล้ว พวกเราทั้งหลายมีความยินดีและเป<WBR>็นสุขใจกับท่านมาก แต่ชาวมนุษย์คงไม่มีโอกาสทราบ อาจมัวเพลิดเพลินหาความส<WBR>ุขทางโลกเกินขอบเขต ไม่มีใครสนใจทราบว่าธรรมประเสร<WBR>ิฐในดวงใจเกิดขึ้นในแดนมนุษย์เม<WBR>ื่อสักครู่นี้
พอขณะอัศจรรย์กระเทือนโลกธาตุผ<WBR>่านไป เหลือแต่วิสุทธิธรรมภายในใจอ<WBR>ันเป็นธรรมชาติแท้ ซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ร<WBR>่างกายและจิตใจ แผ่กระจายไปทั่วโลกธาตุในเวลานั<WBR>้นทำให้เกิดความแปลกประหลาดและอ<WBR>ัศจรรย์ตัวเองมากมาย จนไม่สามารถจะบอกกับใครได้ ที่เคยมีเมตตาต่อโลกและสนใจจะอบ<WBR>รมสั่งสอนหมู่คณะ และประชาชนมาดั้งเดิมเลยกล<WBR>ับหายสูญไปหมด เพราะความเห็นธรรมภายในใจว่าเป็นธรรมละเอียดและอัศจรรย์จนสุดว<WBR>ิสัยของมนุษย์จะรู้เห็นตามได้ และเกิดความท้อใจจนกลายเป็นผู้ม<WBR>ีความขวนขวายน้อย ไม่คิดจะสั่งสอนใครต่อใครต<WBR>่อไปในขณะนั้น คิดจะเสวยธรรมอัศจรรย์ในท<WBR>่ามกลางโลกสมมติแต่ผู้เดียว ใจหนักไปทางรำพึงรำพันถึงพระค<WBR>ุณของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูผู้รู้จริงเห็นแจ้ง และสั่งสอนเวไนยสัตว์เพื่อวิมุต<WBR>ิหลุดพ้นจริงๆ ไม่มีคำโกหกหลอกลวงแฝงอยู<WBR>่ในพระโอวาทแม้บทเดียวเลย แล้วกราบไหว้บูชาพระคุณท่านไม่ม<WBR>ีเวลาอิ่มพอตลอดคืน
จากนั้นก็มีเมตตาสงสารหมู่ชนเป<WBR>็นกำลัง ที่เห็นว่าสุดวิสัยจะสั่งสอนได้ โดยถือเอาความบริสุทธิ์และอ<WBR>ัศจรรย์ภายในใจมาเป็นอุปสรรค ว่าธรรมนี้ไม่ใช่ธรรมของคนมีก<WBR>ิเลสจะครองได้ ถ้าสั่งสอนใครก็เกรงจะถูกหาว่าบ<WBR>้า ว่าไปหาเรื่องอะไรมาสอนกัน คนดีๆ มีสติสตังอยู่บ้างเขาจะไม่นำเรื่องทำนองนี้มาสอนดังนี้กันทั<WBR>่วโลก จะมีใครอาจรู้เห็นตามได้ พอเป็นพยานให้เกิดกำลังใจในการส<WBR>อน นอกจากจะอยู่ไปคนเดียวอย่างนี้ พอถึงวันตายเท่านั้นก็พอแล้วก<WBR>ับความหวังที่อุตส่าห์เสาะแสวงห<WBR>าเป็นเวลานาน อย่าหาเรื่องร้ายใส่ตัวเองเลย จะกลายเป็นว่าทำคุณกลับได้โทษ โปรดสัตว์กลับได้บาปไปเปล่าๆ
นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับท<WBR>่านขณะที่ค้นพบธรรมอัศจรรย์ใหม<WBR>่ๆ ยังมิได้คิดอะไรให้กว้างขวางออก<WBR>ไป พอมีความเชื่อมโยงถึงการอบรมสั<WBR>่งสอนตามแนวศาสนธรรมที่พระศาสดา<WBR>พาดำเนินมา ในวาระต่อมาค่อยมีโอกาสทบทวนธรร<WBR>มที่รู้เห็น และปฏิปทาเครื่องดำเนินตลอดตัวท<WBR>่านเองที่รู้ธรรมอยู่ขณะนั้นว่า ก็เป็นมนุษย์เดินดินกินผัก กินหญ้า เหมือนโลกทั่วๆ ไปไม่มีอะไรพิเศษแตกต่างกัน พอจะเป็นบุคคลพิเศษสามารถรู้เฉพาะผู้เดียว แต่ประทานไว้เพื่อโลกทั้งมวลทั<WBR>้งก่อนและหลังการเสด็จปริน<WBR>ิพพานผู้ตรัสรู้มรรคผลนิพพานตาม<WBR>พระองค์ ด้วยปฏิปทาที่ประทานไว้ม<WBR>ีจำนวนมหาศาลเหลือที่จะน<WBR>ับประมาณมิได้ มิได้มีเฉพาะเราคนเดียวที่กำล<WBR>ังมองข้ามโลกว่าไร้สมรรถภาพอยู<WBR>่เวลานี้
พอพิจารณาทั้งเหตุและผล ทั้งต้นและปลายแห่งพระโอวาท ที่ประทานปฎิปทาทางดำเนินเพื<WBR>่อมรรคผลว่า เป็นธรรมสมบูรณ์สุดส่วนแก่สัตว์โลกทั่วไป ไม่ลำเอียงต่อผู้หนึ่งผู้ใดที<WBR>่ปฏิบัติชอบอยู่ จึงทำให้เกิดความหวังที่จะสงเคร<WBR>าะห์ผู้อื่นขึ้นมา มีความพอใจที่จะอบรมสั่งสอนแก่ผ<WBR>ู้มาเกี่ยวข้องอาศัย เท่าที่สามารถทั้งสองฝ่าย
หลังจากหลวงปู่มั่นท่านเดินถ<WBR>ึงทางวิมุติแล้ว คืนต่อๆ มามีพระพุทธเจ้าพร้อมสาวกจำนวนม<WBR>าก เสด็จมาอนุโมทนาวิมุติธรรมกับท<WBR>่าน คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก<WBR>ับสาวกเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี<WBR>่ยม
อีกคืนพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระสาวกจำนวนเท่านั้นเสด<WBR>็จมาเยี่ยมอนุโมทนา จำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพ<WBR>ุทธเจ้ามาแต่ละองค์นั้นมีจำนวนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ท่านว่าขึ้นอยู่ก<WBR>ับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต<WBR>่ละพระองค์ไม่เหมือนกัน
ที่พระสาวกตามเสด็จมาด้วยแต<WBR>่ละพระองค์นั้น มิได้เสด็จตามมาทั้งหมดในบรรดาพ<WBR>ระสาวกของแต่ละพระองค์ที่มีอยู่ แต่ที่ตามเสด็จมากน้อยต่างกันนั<WBR>้นพอแสดงให้เห็นภูมิวาสนาบารม<WBR>ีของแต่ละพระองค์นั้นต่างกันเท<WBR>่านั้น
บรรดาพระสาวกจำนวนมากของแต<WBR>่ละพระองค์ที่ตามเสด็จมานั้น มีสามเณรติดตามมาด้วยแต่ละครั<WBR>้งไม่น้อยเลย หลวงปู่สงสัยจึงพิจารณาก็ทราบว<WBR>่า คำว่าพระอรหันต์ในนามธรรมนั้น มิได้หมายเฉพาะพระ แต่สามเณรที่มีจิตบริสุทธิ<WBR>์หมดจดก็นับเข้าใจในจำนวนสาวกอร<WBR>หันต์ด้วย ฉะนั้นที่สามเณรติดตามมาด้วยจ<WBR>ึงไม่ขัดกัน
ในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั<WBR>้งหลายที่ประทานอนุโมทนาแก<WBR>่หลวงปู่มั่นนั้น พอประมวลโดยรวม มีสาระส่วนใหญ่ดังนี้
เราตถาคตทราบว่าเธอพ้นโทษจากอน<WBR>ันตรทุกข์ในที่คุมขังแหล่งนี<WBR>้ใหญ่โตมโหฬารและแน่นหนามั<WBR>่นคงมาก และมีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัวติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาไ<WBR>ด้ เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยม<WBR>ีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่ก<WBR>ับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด พอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธ<WBR>ีต่างๆ ก็เหมือนคนเป็นโรคแต่มิได้สนใจก<WBR>ับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหร<WBR>ับคนประเภทนั้น
ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวก<WBR>ับยา สัตว์โลกอาภัพเพราะโลกกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว<WBR>่าจะหายได้เมื่อไร สิ่งตายตัวคือโรคพรรค์นี้ ถ้าไม่รับยาคือธรรมจะไม่มีว<WBR>ันหาย ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายคละเคล<WBR>้าไปกับความทุกข์กายทุกข์ใจ และเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล
ธรรมแม้จะมีเต็มไปทั้งโลกธาตุ ก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก<WBR>่ผู้สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเท<WBR>่าที่ควรจะได้รับจากธรรม ธรรมก็อยู่แบบธรรมสัตว์โลกก็หมุนตัวเป็นกงจักรไปกับทุกข์ในภพน<WBR>้อยภพใหญ่แบบสัตว์โลก โดยไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะสิ<WBR>้นสุดทุกข์ลงได้เมื่อใด ไม่มีทางช่วยได้ถ้าไม่สนใจช่วยต<WBR>ัวเองโดยยึดธรรมมาเป็นหล<WBR>ักใจและพยายามปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เพิ่มจำนวนองค์และสั่งสอนมากมายเพ<WBR>ียงไรผลที่ได้รับก็เท่าที<WBR>่โรคประเภทที่คอยรับยาอยู่เท่าน<WBR>ั้น
ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระองค<WBR>์ใด มีแบบตายตัวอยู่อย่างเดียวกันค<WBR>ือ สอนให้ละชั่วทำดีทั้งนั้น ไม่มีธรรมพิเศษไปกว่านี้ เพราะไม่กิเลสตัณหาพิเศษในใจสัตว์โลกที่พิเศษเหนือธรรมที<WBR>่ประกาศสอนไว้ เท่าที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทานไว้แล้ว เป็นธรรมที่ควรรื้อถอนกิเลสทุกประเภทของมวลสัตว์อยู่แล้ว นอกจากผู้รับฟังและปฎิบัต<WBR>ิตามจะยอมแพ้ต่อกิเลสตัณหาของต<WBR>ัวเองเสียเอง แล้วธรรมเป็นของไร้สาระไปเสียเท่านั้น
ที่นี่เธอเห็นตถาคตจริงแล้วมิใช<WBR>่หรือ พระตถาคตแท้คืออะไรคือความบริส<WBR>ุทธิ์แห่งใจที่เธอเห็นแล้วนั<WBR>้นแล ที่พระตถาคตมาในร่างนี้มาในร่างแห่งสมมติต่างหาก เพราะตถาคตและพระอรหันต์อันที<WBR>่จริงมิใช่ร่างแบบที่มากันนี้ นี่เป็นเพียงเรือนร่างของตถาคตโ<WBR>ดยทางสมมติเท่านั้น
หลวงปู่ได้กราบทูลถามว่า ข้าพระองค์ทราบพระตถาคตและพระสา<WBR>วกอรหันต์อันแท้จริงไม่สงสัย ที่สงสัยคือพระองค์ทั้งหลายก<WBR>ับพระสาวกท่านที่เสด็จไปด้วยอนุปาทิเสสนิพาน ไม่มีส่วนสมมติยังเหลืออยู่เลย แล้วเสด็จมาในร่างนี้ได้อย่างไร ?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริส<WBR>ุทธิ์กายใจด้วยดีแล้ว แต่ยังครองร่างอันเป็นส่วนสมมต<WBR>ิอยู่ ฝ่ายอนุปาทิเสสนิพพานก็ต้องแสดงสมมติตอบรับ คือต้องมาในร่างสมมติซึ่งเป<WBR>็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นอนุปาทิเสสน<WBR>ิพานด้วยกัน แล้วไม่มีส่วนสมมติอยู่ ตถาคตก็ไม่มีอันใดมาแสดงเพื่ออะไรอีก ฉะนั้นการมาในร่างสมมตินี้เพื่อสมมติเท่านั้น ถ้าไม่มีสมมติอย่างเดียวก็หมดป<WBR>ัญหา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบเรื<WBR>่องอดีต อนาคตก็ทรงถือเอานิมิตคือสมมติอันดั้งเดิมของเรื่องนั้นๆ มาเป็นเครื่องหมายให้ทราบเช่น ทรงทราบอดีตของพระพุทธเจ้าทั<WBR>้งหลายว่าทรงเป็นมาอย่างไรเป็นต<WBR>้น ก็ต้องถือเอานิมิตของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ และพระอาการนั้นๆ เป็นเครื่องหมายพิจารณาให้รู้ ถ้าไม่มีสมมติของสิ่งนั้นๆ เป็นเครื่องหมายก็ไม่มีทางทราบไ<WBR>ด้ในสมมติเพราะวิมุติล้วนๆ ไม่มีทางแสดงได้
ที่เธอถามเราตถาคตนั้น ถามด้วยความสงสัย หรือถามพอเป็นกิริยาแห่งการสนทน<WBR>ากัน ?
หลวงปู่ท่านกราบทูล ข้าพระองค์มิได้มีความสงสัยทั<WBR>้งสมมติและวิมุติของพระพุทธองค<WBR>์ทั้งหลาย แต่ที่กราบทูลนั้นก็เพียงเพื<WBR>่อถวายความเคารพไปตามกิริยาแห่งสมมตินั้น แม้พระองค์กับพระสาวกจะเสด<WBR>็จมาหรือไม่ ก็มิได้สงสัยว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันแท้จริงมีอยู่ ณ ที่แห่งใด แต่เป็นความเชื่อประจักษ์ใจอยู<WBR>่เสมอว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถา<WBR>คต อันแสดงว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มิใช่อื่นใดจากที่บริสุทธิ<WBR>์หมดจดจากสมมติในลักษณะเดียวก<WBR>ันกับพระรัตนตรัย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่เราตถาคตถามเธอมิได้ถามด<WBR>้วยความเข้าใจว่าเธอมีความสงสัย แต่ถามเพื่อเป็นสัมโมทนียธรรมต<WBR>่อกันเท่านั้น
บรรดาพระสาวกที่ตามเสด็จพระพ<WBR>ุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์ และแต่ละครั้งนั้นมิได้กล<WBR>่าวปราศรัยอะไรกับหลวงปู่เลย มีพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทพระ<WBR>องค์เดียว ส่วนพระสาวกทั้งหลายเป็นเพียงนั<WBR>่งฟังอยู่อย่างสงบ น่าเคารพน่าเลื่อมใสมากเท่านั้น
คัดลอกบางตอนมาจาก
หนังสือบูรพาจารย์
โดย ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
:o
ที่มา : http://www.dhammajak.net/board<WBR>/viewtopic.php?t=4883 (http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=4883)