PDA

View Full Version : ประวัติหลวงปู่ทวด


อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:24 PM
<TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width="85%" height="100%">ในยุคนี้และสมัยนี้ ดูเหมือนเกือบจะไม่มีชาวไทยคนใดเลย ที่จะไม่ได้ยินหรือ
ได้ฟังกิติศัพท์เล่าลือเกี่ยวกับ ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
แห่งวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี ความศักดิ์สิทธิ์อันนี้ บ้างก็เป็นเรื่องของการคลาดแคล้ว
จากอุบัติเหตุสยอง จากไฟไหม้ หรือจากภัยพิบัตินานานับประการ และหลวงพ่อทวด
มิใช้จะคุ้มครองเฉพาะในด้านอุบัติเหตุเท่านั้น แม้แต่ในทางโชคลาภก็ให้ผลอย่างดีที่สุด
ดังที่ได้ประจักษ์แก่ผู้เสื่อมใสมาแล้ว

เกือบ ๔๐๐ ปีผ่านมาแล้ว ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ.๒๑๒๕ ณ
บ้านสวนจันทร์ ตำบลชมพล เมืองจะทิ้งพระ (อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลาขณะนี้)
ทารกเพศชายคนหนึ่งได้ลืมตาชมโลก โดยถือกำเนิดจากนายหู และนางจันทร์ ซึ่งอายุ
มากแล้ว ผู้เป็นบิดาและมารดาของทารกน้อยๆ น้อยๆ นี้ ฐานะแร้นแค้นมากแต่ยึดมั่นอยู่
ในศีลธรรมอันดีงาม มีใจเป็นกุศล อยู่เสมอ และไม่เบียดเบียนสัตว์ นายหูกับนางจันทร์
อาศัยอยู่กับคหบดีผู้ไม่ปรากฏนามท่านหนึ่ง ในฐานะของบ่าวซึ่งต้องใช้แรงงานเป็น
เครื่องยังชีพ ทารกนั้นเจริญวัยขึ้น สองสามีภรรยาจึงตั้งชื่อว่า "ปู่"

วันหนึ่ง คนทั้งสองไปเกี่ยวข้าวให้คหบดี โดยอุ้มเอาเจ้าปู่ไปด้วย ครั้นถึงทำเลเหมาะ กล่าวคือมีต้นเหม้าและต้นหว้า
อันร่มครื้น นางจันทร์ได้ผูกเปลระหว่างโคนต้นไม้สองต้นนี้ แล้วก็ลงมาเกี่ยวข้าวพร้อมด้วยนายหู เกี่ยวข้าวไปได้ครู่ใหญ่
ด้วยความเป็นห่วงลูกน้อย จึงทำให้นางจันทร์เหลียวไปมอง แต่แล้วก็ตกอกตกใจเป็นยิ่งนัก เพราะงูใหญ่ตัวหนึ่งได้รัดเปล
ที่บุตรนอนหลับ อยู่

สองผัวเมียได้ร้องโวยวายขึ้น และตะโกนเรียกให้ชาวบ้านมาช่วย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้บริเวณใต้ต้นไม้เลย
เนื่องจากงูใหญ่แผ่แม่เบี้ยและขู่ฟ่อ ทำทีเหมือนจะฉกทันที หากผู้ใดล่วงล้ำเข้ามา ส่วนนายหูกับนางจันทร์นั้นได้สังเกตว่า
งูใหญ่มิได้ทำร้ายบุตรของตน ก็สงสัยว่าน่าจะเป็นเทพยดา แปลงลงมา เพื่อเป็นศุภฤกษ์อะไรสักอย่าง มากกว่าจะเป็นงูจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็หาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชา ขออย่างให้ทำอันตรายแก่เจ้าปู่ซึ่งเป็นลูกเลย ในชั่วครู่ต่อมางูใหญ่
ก็คลายลำตัวที่รัดเปลออก และหายวับไปกับตา ซึ่งก่อให้เกิดความปลื้มปิติแก่ชาวบ้านและนายหูนางจันทร์

เมื่อคนกลุ่มนั้นเข้าไปดูที่เปล ก็ปรากฏว่าเจ้าปู่ ยังนอนหลับตามสบาย และที่เหนือตรงอกตอนระดับคอมีดวงแก้ววางอยู่
ดวงแก้วเปล่งเป็นฉัพพรรณรังษี (รัศมี ๖ ประการที่มักจะเกิดขึ้นแก่ผู้มีบุญ) อันงดงามจับตายิ่ง คนกลุ่มนั้นจึงพากับกราบไหว้
งูใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำแลงมาให้แก้ววิเศษ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานายหูและนางจันทร์ก็ได้รักษาดวงแก้วนั้นไว้เป็นอย่างดี
ในฐานะของคู่บุญของลูกน้อย

แต่ความทราบถึงคหบดีผู้เป็นนาย ด้วยความละโมภโลภมาก คหบดีจึงขอดวงแก้วจากสองผัวเมีย นายหูและนางจันทร์
พูดอะไรไม่ออก แม้จะเสียดายดวงแก้วเป็นที่สุด ก็จำเป็นต้องยอมมอบให้ เพื่อตนเองจะได้พึ่งร่มไทรใบบุญต่อไป ส่วนคหบดี
ผู้นั้น เมื่อได้เป็นกรรมสิทธิ์ดวงแก้วของพญางูแล้ว ก็เฝ้าแต่ชื่นชมแก้ววิเศษนั้น และคิดว่าตนมีบุญบารมีเหนือกว่าใครๆ ในเมือง
แต่ผลกลับปรากฏในลักษณะตรงกันข้าม เพราะคหบดีและครอบครัวพบความวิบัติต่างๆ เช่นการป่วยไข้เป็นอาทิ คหบดีพยายาม
หาทางบำบัดเท่าใด ความวิปริตนานาประการก็ยิ่งตามมาเท่านั้น แกจึงคิดถึงดวงแก้วพญางูขึ้นได้ว่า ที่ตนเอามาครอบครอง
เป็นกรรมสิทธิ์นั้นเป็นไปโดยไม่เป็นธรรม ฟ้าดินจึงลงโทษ

เมื่อไม่สามารถจะรักษาแก้ววิเศษไว้ได้คหบดีก็นำมาคืนนายหูกับนางจันทร์ผู้เป็นเจ้าของเดิม และตั้งแต่บัดนั้นมาครอบครัว
ของคหบดีก็คืนสู่ความเป็นปกติ ข้าวในนางอกงามและการป่วยไข้ก็หายขาด ด้วยเหตุผลอันนี้เอง สองคนผัวเมียจึงไม่ถูก
ใช้งานหนัก และได้รับความสุขสบายสมควรแก่อัตภาพ


จำเนียรกาลล่วงมาจนกระทั่งเจ้าปู่อายุได้ ๗ ขวบ สองสามีภริยาจึงดำริจะให้ลูกชายเล่าเรียนหาความรู้ แต่โรงเรียนสมัย
ก่อนก็คือวัดและครูบาอาจารย์ก็มักจะเป็นเจ้าอาวาสหรือพระฉะนั้นที่เรียนของเจ้าปู่จึงต้องเป็นสถานที่ดังกล่าว ซึ่งบิดามารดา
นำมาถวายแก่สมภารจวงแห่งวัดดีหลวง เด็กชายปู่เล่าเรียนด้วยความเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าเด็กคนอื่นๆ เป็นที่ชื่นชมยินดีแก่ผู้ให้
กำเนิด และรักเอ็นดูแก่สมภารจวงเวลาผ่านไปอีก ๘ ปีซึ่งเด็กชายปู่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นสมภารจวงก็บวชให้เป็นสามเณร และต่อมา
ท่านก็พาไปฝากที่วัด สีหยัง (วัดสีดุยัง อ. ระโนต ขณะนี้) โดยให้เรียนหนังสือมูลกัจจายน์กับท่านพระครูสัทธรรมรังษี ที่ทาง
คณะสงฆ์ของแผ่นดินส่งท่านมาจากพระนครศรีอยุธยา (ราชธานีสมัยกระโน้น)
ด้วยความปราชญ์เปรื่องและเฉลียวฉลาดในเวลาอันสั้นสามเณรก็เจนจบในวิชามูลฯ ท่ามกลางความ ชื่นชมของ พระครู
และผู้เกี่ยวข้องร่วมด้วย หลังจากที่ไม่มีอะไรจะให้ศึกษาเพิ่มเติมอีกแล้ว สามเณรปู่ก็กราบอาจารย์มายังวัดเสมาเมือง นคร-
-ศรีธรรมราช เพื่อหาความรู้ต่อที่สำนักพระครูกาเดิม และศึกษาที่นั่นจนอายุครบบวช พระครูกาเดิมอาจารย์ชั้นสูงได้อุปสมบท
ตามเจตนารมณ์ของสามเณรปู่และทำญัติอุปสมบทตั้งฉายาว่า "สามีราโม" โดยเอาเรือ ๔ ลำมาเทียบขนานเข้าเป็นแพทำญัติ
ณ คลองเงียบสงบแห่งหนึ่ง ต่อมาก็ได้เรียกชื่อนั้นว่า "คลองท่าแพ" จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งเป็นชื่อจากพิธีกรรมครั้งกระโน้น

http://www.lptuad.com/histo/03.jpg

เมื่อศึกษาธรรมอยู่ที่สำนัก ของพระครูกาเดิมได้ ๓ ขวบปี พระภิกษุปู่ก็อำลาอาจารย์กลับลำเนาเดิม เพราะได้เรียน
พระธรรมบทโดยสมบูรณ์แล้ว อยู่ต่อมาได้เล็กน้อย ความอยากรู้วิชาก็ได้ดิ้นเร่าใน สามัญสำนึกของท่านตามแบบฉบับ
ของอัจฉริยบุคคลที่ต้องการรอบรู้ไม่มีที่สิ้นสุด พระภิกษุปู่ต้องการจะเรียนพระธรรมต่ออีก แต่ในต่างเมืองหาที่เรียนไม่ได้
นอกจากพระนครหลวง (กรุงศรีอยุธยา)

พระภิกษุปู่จึงขอโดยสารเรือสำเภาของนายอินทร์ที่เมืองท่าจะทิ้งพระ เพื่อไปยังพระนครศรีอยุธยา (ขณะนั้นสมเด็จ
พระมหินทราธิราชครองเมืองอยู่) เรือสำเภาแล่นมาถึงนครศรีธรรมราช จึงเป็นธรรมดาของชาวเรือทั่วไปที่จะต้องขึ้นไป
นมัสการพระบรมสาริกธาตุ ให้คุ้มครองแก่การเดินเรือทะเล นายอินทร์เจ้าของสำเภาก็กระทำเช่นเดียวกับชาวเรืออื่นๆ
เสร็จแล้วก็มาลงเรือตามเดิมที่คลองท่าแพ และกางใบออกสู่ทะเลตั้งแต่บัดนั้น

เรือสำเภาแล่นมาโดยความเรียบร้อยสามวันสามคืน วันหนึ่งท้องฟ้าอากาศวิปริตขึ้นกล่าวคือเกิดมืดฟ้ามัวดินและพายุพัดจัด
ท้องทะเลเป็นบ้าคลั่งปั่นป่วนไปหมดนายอินทร์จึงลดใบทอดเสมอโต้คลื่น ลมเป็นเวลาสามวันเต็มๆ จนกระทั่งมรสุมร้ายสิ้นไป
ท้องทะเลสาบเรียบสงบ แต่การผ่านเหตุการณ์ขั้นอุกฤษฎ์ทำให้น้ำจืดในเรือสำเภาหมด นายอินทร์และลูกน้องในเรือเกิดความ
เดือดร้อนมาก คนเหล่านั้นพากานเป็นเดือดเป็นแค้น เพราะแต่ก่อนร่อนชะไรไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้อุบัติขึ้น นอกจากครั้งนี้
ซึ่งมีพระภิกษุปู่ร่วมโดยสารด้วย

เมื่อนายอินทร์ คิดว่าท่านคือ สิ่งที่นำความวิบัติมาให้ ก็เกิดบันดาลโทสะเยี่ยงพวกเดียรถีทั้งหลายที่ไม่มีศาสนาเป็นสรณะ
นายอินทร์จึงไล่พระภิกษุลงจากสำเภา โดยให้ลูกเรือนำไปส่งทีฝั่งตามยะถากรรม ขณะที่นั่งเรือเล็กท่านก็ได้สำแดงอภิหาร
ในตอนนี้ กล่าวคือภิกษุปู่บริกรรมเวทย์ชั่วครู่ แล้วก็ยื่นเท้าออกไปเหยียบน้ำทะเล จากนั้นก็บอกให้ลูกเรือตักน้ำชิมดู ลูกเรือ
ปฏิบัติตามคำของท่านอย่างเสียไม่ได้แต่ช่างน่าอัศจรรย์ที่สุด เพราะน้ำทะเลตำแหน่งนั้นจืดสนิทเหมือนน้ำท่า ขณะที่รอบๆ
บริเวณเค็มจัดเช่นเดียวกับน้ำทะเลยามปกติ ลูกเรือนั้นตื่นเต้นมากพร้อมกันก็ได้รีบปีนขึ้นไปบนลำเภาเพื่อรายงานนายอินทร์
และพรรคพวกทุกคนตะลึงด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะนายอินทร์ถึงกับ กราบแทบเท้า ของพระภิกษุปู่เพราะเกิดความ
เคารพนับถืออย่างแท้จริง

พวกชาวเรือต่างพากันตักน้ำนี้ ใส่ภาชนะไว้บริเวณน้ำจืดมีปริมาณมณฑลกว้างประมาณวงล้อของเกวียน หลังจากที่ได้
น้ำจืดเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว นายอินทร์และลูกน้องก็ได้กราบขอร้องให้ภิกษุปู่ โดยสารอีกต่อไปและขอลุแก่โทษ
สำหรับบาปที่ได้ไล่ท่านลงจากเรือเมื่อสักครู่


เรือสำเภาแล่นไปในทะเลเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ก็บรรลุถึงพระนครศรีอยุธยา นายอินทร์ได้นิมนต์พระภิกษุปู่ให้เข้า
ไปจำวัดในเมืองหลวง แต่ท่านถือสันโดษและปรารถนาความเงียบสงบ จึงเห็นว่าตามชานเมืองน่าจะเป็นทำเลที่เหมาะกว่า
เพราะวิเวกและปราศจากความวุ่นวายทั้งปวง วัดที่พระภิกษุปู่พำนักอาศัยได้แก่วัดราชานุวาส (ขณะนั้นเป็นรัชสมัยของสมเด็จ
พระมหินทราธิราช)
กาลเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง สมัยนั้นพระเจ้าวัฎฎะคามินีแห่งประเทศลังกาต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพ กล่าวคือ
อยากจะได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ชอบการรบราฆ่าฟันหรือกระทำศึกสงครามให้เสียไพร่บ้านพลเมือง
โดยใช้เหตุ จึงทรงวางแผนทางการเมืองอย่างหนึ่ง แผนดังว่านี้ก็คือ เป็นไปอย่างสันติวิธี แต่สามารถชนะได้เด็ดขาด พระเจ้า
อยู่หัวแห่งกรุงลงกาออกพระบรมราชโองการทันทีโดยให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์ให้ช่างทองประจำราช
สำนัก เพื่อไปหล่อเป็นตัวอักษรในบาลีเล็กเท่ใบมะขาม จำนวน ๑๕,๐๐๐ เมล็ด จากนั้นก็มอบให้พราหมณ์ผู้เฒ่าทั้งเจ็ดอีกต่อ
หนึ่ง รวมทั้งเรือสำเภาเจ็ดลำ ซึ่งบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณและของมีค่า พร้อมกันนั้นพระเจ้าวัฎฎะคามินีก็ได้ทรงกระซิบบอกเป็นความลับให้

http://www.lptuad.com/histo/02.jpg

พราหณ์ทั้งเจ็ดดำเนินแผนตามกโลบายของพระองค์ ส่วนพวกพราหมณ์ก็กระชับรับคำเป็นอย่างดี ครั้นแล้วก็ออกสำเภา
ใน เพลานั้น เมื่อบรรลุถึงพระนครศรีอยุธยา และจอดเรือเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้เฒ่าก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์
ของตนแก่พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยาม

ความในพระราชสาส์นนั้นมีว่า พระเจ้าวัฎฎะคามินีขอท้าให้พระเจ้ามหินทราธิราช ทรงแปลและเรียงเมล็ดทองคำตอบลำดับ
ให้เสร็จภายในกำหนดไม่เกิดเจ็ดวัน นับตั้งแต่วันรับสาส์นเป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่เสร็จตามสัญญา ก็จะยึดกรุงศรีอยุธยา
ให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลงกาตลอด
ไปทุกๆ ปี เยี่ยงประเทศราชทั้งหลายเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบความดังนั้น ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้นายศรีธนนชัย
สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์เชิญพระราชาคณะ และพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิทั่วพระมหานคร เพื่อให้กระทำหน้าที่เรียงและแปล
อักษรทองคำ ซึ่งพระเจ้ากรุงลงกาท้าพนัน

วันเวลาผ่านไปได้ ๖ วัน ก็ยังไม่มีภิกษุรูปใดเข้ามาตามประกาศเรื่องนี้ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงปริวิตกมาก ถึงกับไม่เป็น
อันทรงอันเสวย ซึ่งเป็นกิจวัตร และในคืนนั้นเอง พระองค์ก็พระสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะสง่างามตัวหนึ่ง จากทิศ
ตะวันตก เข้ามาในพระราชนิเวสน์ แล้วก็ก้าวขึ้นยืนผงาดบนพระแท่น เปล่งเสียงร้องกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ แล้วในหลวงก็ทรง
สะดุ้งตื่นจากสุบินนิมิตรประหลาด จากนั้นก็กระวนกระวายบรรทมไม่หลับจนรุ่งแจ้ง เมื่อเสด็จออกว่าราชการตอนเช้า หลังจาก
ที่เล่าความฝันให้โหรเอกประจำราชสำนักฟัง ก็ได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า

เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่กระจายไปทั่วสี่ทิศ เป็นที่เกรงขามแก่
เหล่าอริราชทั้งปวง ซึ่งจะมีพระภิกษุหนุ่มจากทิศตะวันตก ช่วยขันอาสาแปลและเรียงตัวอักษรทองจนสำเร็จ ในหลวงได้ฟัง
การพยากรณ์ดังนั้น ก็ค่อยเบาพระทัยลงและรับสั่งให้ข้าราชบริพารตามหาภิกษุรูปนั้นทันที

บังเอิญนายศรีธนชัยตามพบพระภิกษุปู่ที่วัดราชานุวาส เมื่อได้ไต่ถามก็ได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง(พัทลุงในปัจจุบัน)
เพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติม นายศรีธนนชัยจึงเล่าความตามจริงให้ฟังทุกประการโดยอ้างตอนท้ายว่า ท่านคนเดียวเท่านั้น
ที่ตรงกับพระสุบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีได้พระภิกษุปู่ตอบอย่าง
ใคร่ครวญว่า ไม่แน่ใจว่าอาตมาจะมีความสามารถหรือไม่ แต่ควรจะทดลองดูดีกว่า เมื่อพระภิกษุผู้อัจฉริยะตามนายศรีธนนชัย
มาถึงที่พระชุมสงฆ์ ท่านก็หยิบศิลาแลงหน้าพระวิหารหักเป็นสองท่อน ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ประจักษ์แก่สายตาของบุคคล
ทั่วไป รวมทั้งองค์ประมุขของชาติด้วย ในหลวงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานปูพรมต้อนรับในที่อันควร ครั้นแล้วก็ทรงนมัสการผู้มีศีล

แต่ก่อนที่พระภิกษุปู่เข้านั่งประจำที่ เพื่อแปลพระธรรมจากอักษรทอง ท่านก็ได้แสดงอาการอันแปลกประหลาดที่สุด
การแสดงนั้นคือ พระภิกษุปู่เอนกายลงนอนในท่าสีหะไสยาสน์ แล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง ต่อมาก็กระเถิบไปข้างหน้าห้าครั้ง
จากนั้นก็นั่งยังที่ตามเดิม พราหมณ์เฒ่าทั้งเจ็ดได้เห็นดังนั้นก็หัวเราเยาะ แล้วดูหมิ่นว่า ท่านหรือจะเป็นผู้แปลพระธรรมของ
พระบรมศาสดา ก็เมื่อท่านแสดงเสมือนหนึ่งเด็กไร้เดียงสาหรือคนบ้าดังนี้แล้ว จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะสามารถกระทำกิจใหญ่ได้
พระภิกษุโต้ตอบว่า ในประเทศบ้านเมืองของท่าน ก็มีการแสดงอันตลกเช่นนี้ ท่านพราหมณ์ทั้งเจ็ดไม่เคยพบเห็นบ้างเชียวหรือ?

พวกพราหมณ์ได้ฟังก็นิ่งนึกอยู่ แต่ก็คิดไม่ออกจึงนำบาตรใส่อักษรทองคำมาประเคนท่านเป็นการตัดบท พระภิกษุปู่
รับประเคนบาตรมาพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า ถ้าบุญญาธิการของสยามยังอยู่ ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก
คุณบิดามารดา และพระสยามเทวาธิราชจงบันดาลให้ท่านทำงานของชาติชิ้นนี้สำเร็จเถิด เมื่ออธิษฐานด้วยดวงจิตอันแน่วแน่
แล้ว พระภิกษุปู่ก็คว่ำบาตรอักษรทองคำออกมา และคุยกับพราหมณ์ตามปกติ ไม่แสดงความหนักใจอันใดให้เห็น

เนื่องจากสวรรค์ส่งท่านมาเกิด เพื่อดับยุคเข็ญของแผ่นดิน ประกอบกับดวงชะตาเมืองยังดีอยู่เทพยดาจึงบรรดาลให้
พระภิกษุปู่แก้ไขวิกฤตกาลสำเร็จ เมล็ดทองคำรูปใบมะขาม ๘๔,๐๐๐ เมล็ดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย ซึ่งท่านเรียงตามลำดับ
เสร็จไปในชั่วเวลาอันสั้น หลังจากพิจารณาชั่วครู่ จากดวงปัญญาอันล้ำเลิศ ทำให้พระภิกษุปู่ทราบทันทีว่า ตัวอักษรทองคำ
ขาดหายไปเจ็ดตัว ได้แก่คำว่า สํ วิ ทา ป กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามขึ้น พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ถึง กับอ้ำอึ้งพร้อมกับนำ ตัวอักษร
ที่ซ่อนไว้คืนท่านทั้งหมด การแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำของท่าน ปรากฏว่าเสร็จเรียบร้อยในตอนเย็นวันนั้นเอง

เมื่อทางฝ่ายไทยชนะโดยเด็ดขาด เสียงกลองและปีพาทย์ก็ประโคมดังสนั่นหวั่นไหว เป็นการเฉลิมฉลองที่ธำรงอธิปไตย
ไว้ได้ และได้ของมีค่าเป็นสมบัติ ของแผ่นดินอีกด้วยเหตุที่พระภิกษุปู่มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสมอบ
ศิริราชสมบัติให้พระภิกษุปู่ครอบครองเป็นเวลา ๗ วัน แต่ท่านปฏิเสธ โดยอ้างว่าท่านเป็นสมณเพศตัดไปแล้วซึ่งเรื่องทางโลก
การครองเมืองอาจจะสำคัญสูงสุด เป็นความเกรียงไกรที่ใครๆ ก็ปรารถนา แต่ท่านถือเพศพราหมจรรย์สละกิเลสทั้งปวงแล้วจึง
จะรับภาระอันผิดกิจพระสงฆ์หาได้ไม่ พระมหากษัตริย์ได้ฟังดังนั้นก็จนพระทัย แต่ความสำนึกถึงพระคุณมีอำนาจสูงยิ่ง พระองค์
จึงประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พระภิกษุปู่ดำรงสมณศักดิ์เป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ตั้งแต่บัดนั้น

ท่านจำพรรษาเรียนพระธรรมบทอยู่ที่วัดราชานุวาสเป็นเวลาหลายปีท่ามกลางศรัทธาอันมั่นคงขอไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และ
บ้านเมืองก็ได้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากอริราชไพรีทั้งปวง

กาลครั้งหนึ่ง เกิดโรคห่าระบาดขึ้นอย่างร้ายแรงในพระมหานคร (อหิวาตกโรค) พสกนิกรล้มตายราวกับใบไม้ร่วง
ความเดือดร้อนของประชาชนนี้ล่วงรู้ ถึงพระกรรณของพระมหินทราธิราช ก็ทรงห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง บังเอิญทรงรำลึกถึง
พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ขึ้นได้จึงโปรดเกล้าฯ ให้นายศรีธนนชัยไปมิมนต์ท่านมาพบพระราชมุนีฯ ได้ทำน้ำมนต์
ประพรมทั่วเมือง และเกิดผลศักดิ์สิทธิ์ทันตาเห็น กล่าวคือโรคห่าที่ระบาดก็ซบเซาลง และเหือดหายไปในระยะเวลาไม่กี่วัน
เมื่อบ้านเมืองคืนสู่ความเป็นปกติ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่พระมหากษัตริย์จะเพิ่มความเคารพและเลื่อมใสในองค์ท่านอีก
ในหลวงมีรับสั่งว่า ถ้าท่านประสงค์สิ่งใดก็ขอให้แจ้งทันที ซึ่งพระองค์จะถวายทุกอย่าง

เวลาผ่านไปอีกนานนับสิบๆปี จนพระราชมุนีฯ หรือพระภิกษุปู่ชราภาพลงมากแล้ว ท่านคิดถึงถิ่นกำเนิดเป็นกำลัง ในวัน
หนึ่ง พระราชมุนีฯ ก็เข้าเฝ้าองค์พระประมุขของชาติและทูลลากลับภูมิลำเนาเดิมแม้จะเสียดายเพียงไร สมเด็จพระเข้าอยู่หัว
ก็ไม่อาจจะขัดความปรารถนาได้ จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นดังประสงค์

</TD></TR><TR><TD class=smalltext vAlign=bottom width="85%"><TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=smalltext width="100%" colSpan=2></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:25 PM
http://www.lptuad.com/histo/04.jpg

การกลับภูมิลำเนาเดิมของพระภิกษุปู่หรือพระราชมุนีราชคุณูปมาจารย์ มิได้เป็นทางน้ำเช่นเดียวกับการมาครั้งแรก หาก
ทว่าท่านต้องการโปรดสัตว์ ตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์ ดังนั้นพระราชมุนีฯ จึงกลับทางบก โดยรอนแรมมากลางป่า
กลางดงเป็นระยะไกล ทั้งที่ท่านก็ชราภาพมากแล้ว สถานที่พักแรมเมื่อธุดงค์ โปรดสัตว์ผ่านไปสถานที่นั้นก็มักจะกลายเป็น
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน

ที่บ้านโกฎิในอำเภอปากพนังแห่งหนึ่ง ก็กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะการพักแรมของท่าน กล่าวคือประชาชนได้
พร้อมใจกันขุดดินพูนขึ้นเป็นเนินตรงกับที่พระราชมุนีฯ ปักกลดไว้ และรอบๆ เนินดินนั้นก็ทำเป็นคูน้ำเป็นที่รำลึกถึงพระคุณ
ของท่าน ตราบจนเท่าทุกวันนี้ สถานที่นั้นก็ยังถูกรักษาให้คงสภาพเดิมอยู่

เมื่อท่านผ่านหาดทรายสีขาวสะอาด มีต้นลำภูใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม (หัวลำภูใหญ่ ในอำเภอหัวไทรในขณะนี้)
ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทำให้ท่านพักผ่อนที่นั่น พร้อมกันพระราชมุนีก็ได้ทำสมาธิวิปัสสนา และเทศน์โปรดพุทธบริษัททั้งปวง
อันเป็นกรณีกิจอย่างหนึ่งของสงฆ์ เมื่อท่านธุดงค์ผ่านไปแล้ว จากความร่วมแรงร่วมใจของมหาชน ปรากฏว่าที่นั้นกลายเป็น
ศาลาอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชมุนีฯ ผู้ทรงคุณเอนกประการ ชาวบ้านถือเอาวันพฤหัสบดีวันหนึ่งในรอบปีจอ
ทำพิธีสมโภชขึ้น มีขนมนมเนยมาบวงสรวง และทำการสมโภชเรื่อยมา เป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนเท่าทุกวันนี้

จากหัวลำภูใหญ่ก็มาถึงบางค้อน สถานที่นี้เองก็กลายเป็นที่กราบไหว้บูชาท่าน จากชาวบ้านผู้เลื่อมใส และต่อจากนั้น
พระราชมุนีฯก็ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะอันเป็นจุดหมายปลายทางของท่าน และ ณ วัดนี้พุทธบริษัทได้แซ่ซร้อง
สาธุการต้อนรับท่านอย่างมโหฬารยิ่ง พร้อมกันนั้นก็ได้ตั้งฉายานามของท่านใหม่ว่า "สามเด็จเจ้าพะโคะ" สอดคล้องกับชื่อของ
วัด ซึ่งภายหลังถูกตัดให้สั้นว่า "วัดพะโคะ" ท่านจึงมีนามใหม่อีกนามหนึ่งตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาอันว่าวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะนี้
ตามตำนานอ้างว่า ผู้สร้างคือ พระอรหันต์สามองค์มีนามตามลำดับดังนี้

๑. พระนาไรมุ้ย
๒. พระมหาอโนมทัสสี
๓. พระธรรมกาวา

อนึ่ง วัดที่สมเด็จเจ้าพะโคะพำนักก็เป็นวัดหนึ่ง ที่บรรจุพระบรมสาริธาตุขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ สมัยหนึ่ง
นานมาแล้ว พระมหาอโนมทัสสีได้เดินทางไปอัญเชิญพระบรมสาริกธาตุมาจากอินเดีย เจ้าเมืองจะทิ้งพระสมัยนั้น (พระยา
ธรรมรังคัล) ศรัทธาและเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนามาก จึงทำพิธีสมโภชพระบรมสาริกธาตุ แล้วบรรจุลงในพระเจดีย์องค์ใหญ่
สูงถึง ๒๐ วา ซึ่งปูชนียสถานที่พระยาธรรมรังคัลสร้างแห่งนี้ ก็ยังปรากฏอยู่ แก่สายตาของอนุชนรุ่นหลัง

เมื่อพระภิกษุปู่ หรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ หรือสมเด็จพระเจ้าพะโคะได้พักผ่อนที่วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ
นานพอสมควรแล้ว ท่านก็เริ่มพิจารณาถึงสิ่งปักหักพังในวัด เช่น โบสถ์ วิหาร และศาลา เป็นต้น

ท่านคิดว่า ควรบูรณะซ่อมแซมเสียใหม่แต่ลำพังเฉพาะชาวบ้านถิ่นนี้ ท่านเห็นแล้วว่ายากจนเป็นส่วนมาก จึงเป็นสิ่งที่
แน่นอนว่าจะช่วยให้ความปรารถนาของท่านเป็นรูปเป็นร่างขึ้นหาได้ไม่ สมเด็จพระเจ้าพะโคะคิดว่าสมเด็จพระมหินทราธิราช
องค์เท่านั้น ที่จะช่วยท่านได้เมื่อตะหนักดังนั้น ท่านจึงเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง (ในประวัติไม่ได้บอกว่าไปทาง
บกหรือเรือ) เพื่อเฝ้าองค์ประมุขของชาติ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสดับฟังคำกราบทูลก็เห็นชอบด้วย เพราะ
พระองค์ก็เปี่ยมล้มไปด้วยพระศรัทธาอยู่แล้ว จึงมีพระบรมราชโองการให้พระเอกาทศรถ เบิกเงินจากพระคลังหลวงถวาย และ
พร้อมกันนั้นก็ให้จัดศิลาแลง ๗ เรือสำเภากับนายช่างหลวงฝีมือเอกเดินทางร่วมไปด้วย สมเด็จพระโคะดำเนินการปฏิสังขรณ์
วัดเป็นเวลาหลายปี ทุกอย่างจึงสำเร็จความปรารถนา เป็นวัดชนบทแห่งหนึ่งที่งดงามไม่แพ้อารามหลวง

สมเด็จเจ้าพะโคะเดินทางไปเฝ้าสมเด็จพระมหินทราฯ อีก ครั้งหนึ่งด้วยความเคารพและเลื่อมใสในพระองค์ท่าน ในหลวง
จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินนาเป็นกัลปนาขึ้นแก่วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะจำนวน ๙๐ ฟ้อนและชาวบ้านที่ได้อาศัยอยู่
ในย่านนั้น ก็ให้ยึดถือวัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางสำหรับการติดต่อทั้งปวง


http://www.lptuad.com/histo/02.jpg
ลูกแก้ววิเศษประจำองค์หลวงปู่ทวด




อาณาเขตของวัดพัทธสิงห์ฯ มีดังนี้คือ
๑. ทิศเหนือทั้งแต่แหลมชุมพุกเข้ามา
๒. ทิศใต้ตั้งแต่แหลมสนเข้ามา
๓. ทิศตะวันออก จรดทะเลจีนเข้ามา
๔. ทิศตะวันตก จรดทะเลสาบเข้ามา

เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคกลับมาจำวัดอย่างเดิม ครั้งนั้นปรากฏว่าอายุของท่านได้ ๘๐ กว่าพรรษาแล้ว วันหนึ่งขณะที่ท่าน
ออกมาเดินเล่นโดยถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวออกมาด้วยไม้เท้าของท่านมีลักษณะแปลก กล่าวคือคดไปคดมาเป็น ๓ รอบ
และมีรูปคล้ายงู พวกโจรสลัดจีนซึ่งแล่นเรือเลียบชายฝั่งมาทางนี้ ได้เห็นท่านเข้าก็คิดว่าเป็นคนเผ่าประหลาดเพราะโกนศีรษะ
โกนคิ้ว และนุ่มผ้ากาสาวพัสร์

โจรจึงคิดที่จะจับท่าน ไปอวดพวกของมันที่เมืองจีน แต่พอมันจอดเรือและตรูกันเข้ามาสมเด็จก็มิได้แสดงหวั่นไหว
หรือเกรงกลัวเลยท่านปล่อยให้พวกมันจับตัวเอาไปโดยมิได้ขัดขืนแม้แต่น้อย เรือสลัดแล่นออกจากฝั่งไปได้สักครู่ ก็ต้องหยุด
นิ่งอยู่กลางทะเลเฉยๆ ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตรึงไว้พวกโจรสลัดจีนพยายามจะเคลื่อนเรือออก แต่ความพยายามของมัน
ไม่เป็นผลสำเร็จ

เมื่อเรือต้องจอดนิ่ง ณ ที่เดิมเป็นเวลาหลายวัดหลายคืน ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่เสบียงกรังจะต้องร่อยหรอ และโดยเฉพาะ
น้ำจืดสำหรับกินหมดสิ้น พวกโจรสลัดจีนเดือดร้อนแสนสาหัสด้วยความกระหายน้ำ สมเด็จเจ้าพะโคะเห็นดังนั้นก็รู้สึกสงสาร
จึงเหยียบน้ำทะเล สำรวมใจบริกรรมอยู่ชั่วครู่จากนั้นท่านก็บอกให้โจรจีนตักชิมน้ำทะเล พวกมันปฏิบัติตามอย่าง งงๆ แต่ผล
ปรากฏว่าน้ำทะเลตำแหน่งนั้นจืดสนิดเหมือนน้ำท่า เป็นอิทธิปฏิหาริย์ที่มันไม่เคยเห็นมาก่อน

โจรจีนทั้งหลายเกรงกลัวท่านมาก ต่างพากันกราบไหว้ แทบเท้าขอขมาลาโทษแก่ความผิดฉกรรจ์ ครั้นแล้วมันก็ล่องเรือ
กลับและส่งท่านขึ้นฝั่งตามเดิม สมเด็จเดินมายังสถานที่ร่มรื่นแห่งหนึ่ง ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทำให้ท่านหยุดพักผ่อน แต่
พระอัจริยสงฆ์พิงไม้เท้า ๓ คิดไว้ที่ต้นยางสองต้นที่ขึ้นเคียงกัน และหลายปีต่อมาต้นยางนั้นก็แปรสภาพเป็นรูปลักษณะอัน
น่าอัศจรรย์ยิ่ง มันแตกกิ่งก้านสาขาคดๆงอๆไม่ผิดอะไรกับไม้เท้าของท่านเลย ต้นไม้ทั้งคู่ยังปรากฏอยู่ในปรากฏอยู่ในทุกวันนี้
ชาวบ้านในถิ่นนั้นพากันเรียกว่า "ต้นยางไม้เท้า"


http://www.lptuad.com/histo/04.jpg
ต้นยางไม้เท้าของหลวงปู่ทวด


พระราชมุนีฯ สามีรามคณูปมาจารย์ หรือสมเด็จเจ้าพะโคะ บำเพ็ญเพศพรหมจรรย์อยู่ ณ วัดพัทธสิงห์ฯ สืบมาอีกเป็นนาน
พุทธบริษัทในย่านนั้น ต่างก็ได้รับรสของพระธรรมอันอิ่มเอิบใจ เพราะสมเด็จเจ้าพระโคะเทศน์โปรดเสมอทุกคนจึงเป็นสุขกัน
ด้วยประการฉะนี้

(ตอนต่อไปนี้เป็นบันทึกของท่านพระครูวิริยานุรักษ์แห่งวัดตานีรสโมสร ซึ่งเขียนจากคำบอกเล่าของพระอุปัชฌาย์คำ
ดิษโร สำนักศิลาลอย อำเภอทิ้งพระ)

สมัยที่สมเด็จอาศัยอยู่ ณ วัดพะโคะ ดูเหมือนจะเป็นตอนที่ท่าน ใกล้จะสิ้นอายุขัยแล้วยังมีสามเณรผู้เคร่งครัดวินัยรูปหนึ่ง
ซึ่งอนุมานได้ว่าคงจะจำวัดอยู่แถวๆ วัดใดวัดหนึ่งในท้องที่อำเภอหาดใหญ่ สามเณรรูปนี้ปฎิบัติธรรมมิได้ขาดตกบกพร่อง และ
มีความปรารถนาอย่างเหลือเกินที่จะพบพระศรีอริย์ สามเณรจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ก่อนที่ชีวิตนี้จะสิ้นขอให้ได้เฝ้าเบื้องพระพักตร์
ของพระศรีอาริย์โพธิสัตว์ เพราะกุศลเจตนาอันแรงกล้าของสามเณร คืนหนึ่งจึงมีชายแก่มาหา พร้อมทั้งประเคนดอกไม้ให้
ดอกหนึ่งแล้วพูดว่า นี่เป็นดอกไม้ทิพย์จากสรวงสวรรค์ไม่รู้จักร่วงโรย พระโพธิสัตว์ได้มาจุติชั่วคราวยังโลกมนุษย์แล้ว สามเณร
จงถือดอกไม้นี้ติดตามหาเถิด ถ้าพระภิกษุรูปใด รู้จักกำเนิดดอกไม้ทิพย์ พระรูปนั้นและคือองค์พระศรีอาริย์เจ้าซึ่งจะเป็นผู้โปรด
เวไนยสัตว์ในโลกหน้า

เมื่อได้รับดอกไม้สวรรค์เป็นกรรมสิทธิ์แล้วสามเณร ผู้เคร่งครัดพระวินัยก็ให้ปลื้มปิติเป็นที่สุดพอรุ่งขึ้นเช้าก็กราบลา
เจ้าอาวาส แล้วก็ถือดอกไม้เดินออกไปจากวัดรอนแรมไปทุกหน ทุกแห่งด้วยจิตใจอันเปี่ยมล้นด้วยศรัทธา แต่ความผิดหวัง
เป็นของสามเณรน้อย เพราะไม่มีใครรู้จักดอกไม้ทิพย์เลย สามเณรต้องลำบากตรากตรำทุกอย่าง ตั้งแต่การกรำแดดกรำฝน
เหนื่อยยากพากเพียร ตลอดจนความลำบากแทบเลือดตากระเด็น

แล้ววันสัมฤทธิ์ผลของสามเณรก็มาถึง วันนั้นขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงสกาวตั้งแต่ยังไม่ทันมืดสนิท
สามเณรเดินเข้ามาในเขตวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ ขณะนั้นพระภิกษุสงฆ์กำลังลงมาทำสังฆกรรมในโบสถ์สามเณรจึงถือ
ดอกไม้ทิพย์คอยอยู่ จนกระทั่งพระภิกษุทั้งหลายทะยอยเข้าโบสถ์จนหมดก็ไม่พระรูปใดทักเรื่องดอกไม้เลย เมื่อผู้ทรงศีล
ประจำเบื้องพระพักตร์องค์พระปฏิมาเรียบ ร้อยแล้วสามเณรก็เข้าไปหาพระภิกษุเท่านั้น นมัสการถามว่า วันนี้พระสงฆ์ทุกรูป
มาลงอุโบสถแล้วหรือ ผู้ทรงศีลตอบว่า หามิได้สามเณร,มีสมเด็จชรารูปหนึ่งยังไม่ลงมากระทำ สังฆกรรมเมื่อสามเณร ทราบ
ความก็กราบลา พระภิกษุทั้งหลาย ตรงมายังกุฏิของสมเด็จเจ้าพะโคะโดยมิรอช้า ครั้นถึงก็เข้าไปกราบนมัสการตามวิสัย
จากนั้นก็นิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าพระราชมุนีฯ

เมื่อท่านได้เหลือบพบดอกไม้ทิพย์ ในมือของสามเณรก็ถามว่า นั่นดอกมณฑาทิพย์บนสรวงสวรรค์ ผู้ใดให้เจ้ามากระนั้น
หรือ? สามเณรน้อยขนลุกซู่ไปทั้งตัว เมื่อแน่ใจว่าสมเด็จเจ้าพะโคะคือพระศรีอาริย์เจ้าที่ต้องการพบ จึงคลานเข้าไปกราบ
แทบเท้าแล้วประเคน ดอกไม้ทิพย์แก่ท่านในเพลานั้น สมเด็จรับดอกไม้แล้วก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาก็กวักมือเรียกสามเณร
เข้าไปในกุฏิปิดประตูลงกลอนสนิทและปาฏิหาริย์หายไปทั้งสามเณรน้อยและสมเด็จตั้งแต่ คืนนั้นโดยมิได้เหลือร่อยรอยอันใด
ไว้ให้เห็นหรือพิสูจน์จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งกาลล่วงเลยมาประมาณสามร้อยปีแล้ว

แต่ในคืนวันเพ็ญนั้นเอง ชาวบ้านแถบวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะก็พบปรากกการณ์อันประหลาดบนท้องฟ้า กล่าวคือมีดวง
ไฟสันฐานกลมโตเท่าส้มเกลี้ยง เปล่งเป็นฉัพพรรณษีงดงามมาก ดวงไฟประหลาดได้ลอยเวียนคล้ายจะกระทำทักษิณานุวัตร
๓ รอบ แล้วก็เลื่อยลอยหายลับไปทางทิศอาคเนย์ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง

ตอนเช้าประชาชนพร้อมหน้ากันได้มาประชุมที่วัดต่างก็สันนิษฐานว่า สมเด็จเจ้าพะโคะได้สู่นิพพานเสียแล้ว ดังนั้นทุกคน
จึงพนมมือเหนือศีรษะแล้วเปล่งเสียงว่า สมเด็จทิ้งพวกเราไปแล้ว

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:26 PM
http://www.lptuad.com/histo/07.jpg

หลังจากที่ท่านกระทำปาฏิหาริย์หายสาบสูญไปอย่างเงียบๆ อนุสรณ์ของท่านที่ทิ้งไว้แก่ อนุชนรุ่นหลังมี หลายอย่าง
หลายประการและของที่สำคัญที่สุดมีดังนี้

๑. ดวงแก้วที่พญางูคายไว้ให้ สมัยที่สมเด็จยังเป็นทารก ดวงแก้วนี้สมภารทุกรูปของวัดพะโคะได้เก็บบูชาไว้สืบต่อกันมา
เป็นทอดๆ มาจนกระทั่งถึงยุคนี้ โดยไม่มีผู้ใดกล้านำออกจากนอกวัด เพราะเกรงจะพบความวิบัติเหมือนคหบดีในตำนาน

๒. ตอนที่ท่านพำนักอยู่ที่วัดพะโคะ สมเด็จได้ขึ้นไปทำสมาธิบนชง่อนผาบนเขา บาทและใช้เท้าซ้ายประทับบนลาดผา
เป็นรอยลึกประชาชนได้ถือว่าเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ และพากันไปเคารพสักการะเสมอ (พระครูวิสัยโสภณแห่งวัดช้างให้
ก็นมัสการมาแล้ว)

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:27 PM
http://www.lptuad.com/histo/08.jpg

(เรื่องต่อไปนี้จากการบอกเล่าของท่านพระครูวิสัยโสภณ (ท่านอาจารย์ทิม ธม. มธโร) เจ้าอาวาสวัดช้างให้ (วัดราษฏร
บูรณะ) ซึ่งผู้เขียนได้บันทึกและรวบรวมมาจากหนังสือเล่นอื่นๆ ด้วย)

หลังจากที่สมเด็จเข้าพะโคะได้ปาฏิหารย์หายไปจากวัด พัทธสิงห์บรรพตฯ อำเภอชุมพล อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา
ในระยะเวลาอันไล่เรี่ยกัน ปรากฏมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งขึ้นที่เมืองไทรบุรี มลายุ พระภิกษุรูปนี้เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้าน
มากเพราะท่านเปรื่องปราชญ์ในทางธรรม และมากไปด้วยอภินิหารย์ แต่ไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาของท่าน ตั้งแต่นาม,
ภูมิลำเนา, ตลอดจนจำพรรษามาแล้วนานเพียงไร แต่คงเป็นเพราะท่านผิวคล้ำ ชาวบ้านจึงพากันเรียก "ท่านลังกา"

เนื่องจากท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นที่พึ่งทางธรรมแก่ชาวบ้าน และคนมลายูในไทรบุรีสมัยนั้น ส่วนมากนับถือพุทธ
ศาสนาท่านจำพรรษาอยู่วัดหนึ่ง ซึ่งต่อมาก็ได้เป็นเข้าอาวาสวัดแห่งนั้น ท่านลังกาบำเพ็ญเพศพรหมจรรย์ด้วยความเคร่งครัด กิตติศัพท์เมตตาธรรมของท่าน เลื่องลือไปถึงพระยาแก้มดำเจ้าเมืองไทรบุรีสมัยนั้น พระยาแก้มดำปรารถนาอย่างเหลือเกิน
ที่จะหาชัยภูมิเหมาะๆ สร้างเมืองให้เจ๊ะสิตีผู้เป็นน้องสาวครอบครอง เมื่อได้มงคลอุดมฤกษ์ พระยาแก้มดำก็เสี่ยงสัตย์อฐิษฐาน
ปล่อยช้างหลวงคู่บ้านคู่เมืองออกเดินป่า

ครั้นแล้วท่าน เจ้าเมืองกับพลพรรคก็สกดรอยตามไปข้างหลัง ซึ่งกำหนดไว้ว่าถ้าช้างหยุดที่ไหนก็จะสร้างที่บริเวณนั้นเป็น
เมืองขึ้นสำหรับน้องสาว รอบแรมมากลางป่าหลายวันในที่สุดช้างก็หยุด ณ ทำเลเหมาะแห่งหนึ่ง แล้วก็เดินวนเวียนร้อง ๓ ครั้ง
นับว่าเป็นศุภนิมิตรอันดียิ่ง พระยาแก้มดำจึงดำริจะสร้างเป็นเมืองที่บริเวณนี้ (เป็นวัดช้างให้เดี๋ยวนี้) แต่เจ๊ะสิตีสำรวจดูกลับ
ไม่ชอบ พี่ชายจึงเสี่ยงช้างต่อไปอีก เมื่อเดินป่าตามช้างได้หลายวัน ขณะที่พักเหนื่อยใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง เจ๊ะสิตีก็ถือโอกาส
ออกเดินเล่นรอบๆ บริเวณนั้น

นางได้เห็นกระต่ายเผือกตัวหนึ่งวิ่งผ่านไปก็บังเกิดความอยากได้เป็นกำลัง เจ๊ะสิตีจึงชวนพวกพี่เลี้ยงล้อมจับกระต่าย
แต่ยิ่งไล่จับกระต่ายก็ยิ่งวิ่งหนีห่างออกไปทุกที แล้วก็หยุดเล็มหญ้าเหมือนจะรอคอยอยู่ ครั้นเมื่อนางกับบริวารเข้ามาใกล้
ก็เผ่นแผลวออกไปกระทำเช่นนั้นจนกระทั่งถึงเนินทรายขาวสอาดริม ทะเล (ตำบลกิเซะขณะนี้) ทันใดกระต่ายเผือกก็
อันตรธานหายไป เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง เจ๊ะสิตีรู้สึกชอบสถานที่นั้น เป็นอันมาก เมื่อขอให้บุรุษผู้พี่สร้างเมืองให้ พระยาแก้มดำ
ก็ไม่ขัดข้องและภายหลังก็ได้กลายเป็นปัตตานีของเราทุกวันนี้

ความคุมการก่อสร้างเมืองจนเสร็จเรียบร้อยขณะที่เดินทางผ่านภูมิประเทศที่ช้างหยุดครั้งแรก พระยาแก้มดำก็รู้สึกเสียดาย
สถานที่นั้นยิ่งนัก จึงหยุดพักแรมและสั่งให้บริวารแผ้วถางป่าปลูกสร้างเป็นวัดขึ้น เนื่องจากอนุสนธิของการสร้างเกิดจากช้าง
นามของวัดจึงคล้องจองกับความหมายโดยคำว่า "วัดช้างให้" ซึ่งต่อมาท่านเจ้าเมือง ก็ได้กระทำพิธีมอบให้เป็นสมบัติในบวร
พุทธศาสนา และเชิญท่านลังกามาเป็นสมภารของวัดนี้ จึงนับได้ว่าท่านลังกา (หรือสมเด็จเจ้าพะโคะ ตามการสันนิษฐาน)
เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก

ระยะทางจากเมืองไทรบุรีถึงวัดช้างให้ไกลมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าท่านก็ชราภาพลงมากแล้ว เหตุไฉนจึงสามารถเดินทาง
ได้ไกลถึงเพียงนั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ท่านลังกาได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะอันเยี่ยมยอด พอเหนื่อยที่ไหนท่านก็พักแรม
ที่นั่นกระทำสมาธิภาวนา และจากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป บางแห่งมีความวิเวกและเป็นสถานที่ร่มเย็น ท่านก็พักแรมนานเป็นพิเศษ
เช่น ภูเขาถ้ำหลอด ในกิ่งอำเภอสะบ้าย้อย ก็ปรากฏสิ่งอันเป็นหลักฐานว่าท่านสร้างไว้ และที่พักแรมอีกแห่งหนึ่งของท่านคือ
ภูเขาตังเกียบเทือกเขาน้ำตกทรายขาว เพิงหินบนภูเขาทางทิศตะวันออกของธารน้ำตก ก็มีพะพุทธรูปยืนแกะด้วยไม้ตำเสา
สององค์ ชาวบ้านตำบลทรายขาวพากันขนานนามพระพุทธรูปนี้ว่า "หลวงพ่อตังเกียบเหยียบน้ำทะเลจืด" ผู้สันทัดกรณีคาด
คะเนว่า ท่านลังกา(หรือสมเด็จเจ้าพะโคะตามการอนุมาน) แกะสลักตอนสมัยที่ท่านเดินทางมาพักแรม พระพุทธรูปสององค์
นี้เลื่องลือกันว่าเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์อันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่กราบไหว้สักการะของคนในถิ่นนั้น ตลอดจนพุทธมามกะ
ที่เดินทางผ่าน

เมื่อพระภิกษุชรารูปนี้อยู่เมืองไทรบุรีใครๆ พากันเรียกว่า "ท่านลังกา" แต่พอท่านมาเป็นสมภารวัดช้างให้ นามของท่าน
ก็ถูกเรียกเปลี่ยนไปอีก นั่นคือ "ท่านช้างให้" แต่อย่างก็ตาม ท่านก็คือสมเด็จเจ้าพะโคะ นั่นเอง

สมัยที่ท่านพักอยู่ที่วัดในเมืองไทรบุรี วันหนึ่งพุทธบริษัทมาประชุมพร้อมหน้ากัน รวมทั้งลูกศิษย์ของท่านด้วย ท่านลังกา
ได้พูดขึ้นกลางที่ชุมนุมว่า หากท่านถึงแก่การมรณภาพลงเวลาใดก็ตาม ขอความร่วมมือร่วมใจให้ช่วยกันนำศพของท่าน
ไปกระทำฌาปนกิจที่วัดช้างให้และถ้าน้ำเหลืองหยดลงสู้พื้นดินที่ไหน ก็ขอให้ปักเสาไม้แก่นไว้ สถานที่นั้นต่อไปกาลข้างหน้า
จะกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน ครั้นแล้วต่อมาไม่นานนักวันมรณะภาพของท่านก็มาถึง
ชาวบ้านทุกคนต่างก็พากันอาลัยท่าน บ้างก็ถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียดายเป็นที่สุด และจัดการให้เป็นดังประสงค์ของท่าน
ทุกประการ หลังจากกระทำการฌาปนกิจศพของท่านเรียบร้อยแล้ว บรรดาศิษย์ผู้ไปส่งก็ได้ขอแบ่งอัฐิเล็กน้อยนำกลับไป
ทำสถูปที่วัดไทรบุรีเพื่อเคารพสักการะ สถูปนั้นยังคงอยู่ถึงปัจจุบันนี้

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:29 PM
http://www.lptuad.com/histo/01.jpg

เกี่ยวกับเรื่องท่านลังกา หรือท่านช้างให้หรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ว่าจะเป็นพระองค์เดียวกันหรือไม่นั้น ตาม
ตำนานก็มิได้ระบุไว้ แต่จากการสันนิษฐานและเหตุผลจากหลายกระแสบ่งชัดว่า จะต้องเป็นองค์เดียวกันอย่างแน่นอน กล่าวคือ
สมัยที่ท่านดำรงชีพอยู่ท่านมีหลายชื่อเช่น พระภิกษุปู่ พระราชมุนีสาสามีราชคุณูปมาจารย์ ท่านลังกา และท่านช้างให้ ภายหลัง
ที่ดับขันธ์แล้ว เขื่อนหรือสถูปอันศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านเรียกว่า "เขื่อนท่านช้างให้"และต่อมานายอนันต์ คุณานุรักษ์ ได้สร้างพระ
เครื่องเป็นที่รำลึกแทนองค์ท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ และเรียกว่า "ท่านช้างให้" แต่ท่านกลับไม่เอา และต้องการให้ชื่อว่า
"หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ดังมีเรื่องราวพิศดารต่อไปนี้

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:29 PM
http://www.lptuad.com/histo/06.jpg

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เขื่อนช้างให้หรือสถูปบรรจุอัฐิของท่านได้สำแดงปาฏิหาริย์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องเล่ากันสืบมาว่า
มีเด็กชายลูกชาวบ้านในถิ่นนั้นถูกพ่อไล่ตี และวิ่งหายเข้าไปในบริเวณวัดช้างให้ พ่อได้ตามหาเท่าใดก็ไม่พบ จึงชวนเพื่อนบ้าน
ออกค้นหา แต่พอเข้าไปในอาณาเขตวัด ก็เห็นลูกชายเดินยิ้มเข้ามาหา พูดพร้อมกับหัวเราะว่า พ่อมันใจโหดร้ายทุบตีลูก
กูสงสารจึงได้เอาตัวมันซ่อนไว้ชาวบ้านแปลกใจถึงกับมองตากันด้วยความฉงนสนเท่ห์ เพราะเสียงที่เด็กชายพูดเป็นเสียงของ
คนแก่หง่อม ขณะที่พ่อเด็กและชาวบ้านงงงันอยู่นั้น เด็กชายก็ได้กล่าวต่อไปด้วยเสียงสั่นๆ แหบๆ ว่า พวกสูไม่รู้จักกูกระนั้นหรือ
กูนี้ชื่อว่าหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด อย่างเล่า? และเป็นเจ้าของเขื่อนนี้ เมื่อพวกสูไม่เชื่อจะลองดีดูก็ได้ จงเอาน้ำเกลือ
ใส่อ่างมาให้กู มีชาวบ้านผู้หนึ่งจัดการตามประสงค์เด็กชายซึ่งสมเด็จเจ้าพะโคะประทับทรง ก็ยื่นฝ่าเท้าแตะน้ำเกลือทันที แล้ว
บอกให้ทุกคนลองชิมน้ำดูปรากฏว่าน้ำในอ่างนั้นจืดสนิทเหมือนน้ำท่า จากนั้นเด็กชายก็สั่งให้ชาวบ้านก่อไฟขึ้น ขณะที่ไฟลุก
โชติช่วงเด็กชายก็กระโดดเข้าไปยืนกลางกองไฟอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน ต่อความร้อนจัดครั้นแล้วก็ยิ้มเหมือนคนแก่ ถามว่า
คราวนี้พวกสูเชื่อกูหรือยัง? ว่ากูคือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พ่อของเด็กตกใจมาก กลัวว่าลูกของตนจะเป็นอันตราย
จึงก้มลงกราบขอขมาลาโทษ จากนั้นเด็กก็เดินออกจากกองไฟ โดยเนื้อตัวไม่ได้พองเพราะความร้อนเลย ขณะเดียวกัน
ท่านก็ออกจากการประทับทรงด้วย

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:31 PM
http://www.lptuad.com/histo/07.jpg

สมัยที่ท่านพระครูวิสัยโศภณมาเป็นสมภารวัดช้างให้ใหม่ๆ ท่านมีความข้องใจเรื่องอาณาเขตของวัดมาก พยายามสอบ
ถามชาวบ้านก็ไม่ได้รายละเอียดว่า เนื้อที่ของวัดจะกว้างยาวเท่าใด แล้วในคืนวันหนึ่งท่านก็ฝันว่า พบชายแก่ยืนอยู่กลางลานวัด
ท่านพระครูจึงถามถึงอาณาเขตตามที่สงสัยอยู่ ชายแก่บอกว่าให้ไปถามท่านเหยียบน้ำทะเลในเขื่อน พร้อมกันนั้นก็ได้นำท่าน
เจ้าอาวาสไปที่เขื่อน ได้มีพระภิกษุผู้เฒ่าสี่รูปเดินออกมาจากบริเวณนั้น คือ ๑. หลวงพ่อสี ๒.หลวงพ่อทอง ๓.หลวงพ่อจันทร์
และพระภิกษุรูปหลังสุดถือไม้เท้าหงิกๆ งอๆ สามคดยันพื้นดิน ท่านเป็นภิกษุที่แก่ที่สุดในกลุ่มนั้น ชายแก่ชี้บอกว่า พระรูปนี้
แหละคือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ท่านพระครูวิสัยโสภณจึงพนมมือมนัสการ แล้วท่านก็กอดคอสมภารนำไปชี้เขตวัด
ให้เขตวัดให้ทราบทั้งสี่ทิศ ตลอดจนเนินดินที่เคยเป็นโบสถ์เก่าแก่ หลวงพ่อทวดก็ได้บันดาลให้ท่านพระครูเห็นวัตถุมีค่าใน
หลุมนิมิตร เช่น พระพุทธรูปหล่อด้วยเงินเป็นอาทิก่อนที่จะหายลับเข้าไปในเขื่อน หลวงพ่อทวดได้สั่งว่า ถ้าต้องการสิ่งใด
ก็ขอให้บอก

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:35 PM
ประวัติการสร้างพระเครื่อง (http://www.lptuad.com/board/index.php?topic=8.msg9#msg9)
ที่ปรากฏสมเด็จในรูปของพระเครื่องหรือพระบูชาในปัจจุบันนี้ ก็เพราะเกิดจากศิษย์คนหนึ่งของหลวงพ่อทวด
(นายอนันต์ คณานุรักษ์) ดังมีเรื่องราวดังนี้

คือวันหนึ่งของปลายเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕ ตอนใกล้รุ่ง นายอนันต์ คณานุรักษ์ ฝันว่าได้พบท่าน ณ ที่
แห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากวัดช้างให้ หลวงพ่อทวดมอบยาชนิดหนึ่งให้นายอนันต์กิน ต่อจากนั้นก็สวมมงคลรัดศรีษะให้อีก
แสดงว่าท่านต้อนรับนายอนันต์เป็นศิษย์ เพื่อรับใช้ท่านในกาลข้างหน้า (สร้างพระแท่นองค์ท่าน) ครั้นแล้ว หลวงพ่อทวด
ก็เดินจากไปทางทิศที่ตั้งวัดช้างให้

http://www.lptuad.com/histo/05.jpg
วัดราษฎร์บูรณะ (ช้างไห้)


รุ่นขึ้นเช้า นายอนันต์ คณานุรักษ์มีความสงสัยเป็นกำลังว่าสถูปหน้าวัดช้างให้ จะเป็นที่บรรจุอัฐิของหลวงพ่อทวด
หรือสมเด็จพะโคะ เมื่อสมัยเกือบสี่ร้อยปีมาแล้ว นายอนันต์อยากจะไปสอบถามที่วัด เพื่อให้เป็นที่กระจ่างแจ้ง แต่แล้ว
ก็ไม่มีโอกาสจะไปได้ดังปรารถนา เนื่องจากติดธุรกิจบางอย่างอยู่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗
ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ นายอนันต์ จึงมีโอกาสมาที่ตลาดนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ และชวน กำนันชาติ สมศิริ,
นายกวี จิตตกุล, นายวิศิษฐ์ คณานุรักษ์ ไป ณ วัดช้างให้ที่ท่านอาจารย์พระครูวิสัยโสภณเป็นเจ้า อาวาส

หลังจากที่คนทั้งสี่นมัสการท่านพระครูแล้วนายอนันต์ก็เพิ่งรู้จักท่านเป็นครั้งแรกก็ถามว่าโบสถ์ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จนั้น
ทำไมท่านอาจารย์ไม่ดำเนินการต่อไปเล่า แล้วก็หล่อพระเครื่องแจกผู้บริจาคทรัพย์ เพื่อเป็นการสมนาคุณท่านเจ้าอาวาส
ตอบว่า เคยคิดทำมาสองปีแล้วแต่ไม่สำเร็จสักที นายอนันต์จึงรับรองว่าข้าพเจ้าจะจัดถวายเอง ท่านก็เห็นชอบด้วย และ
ปรึกษากันว่าจะสร้างพระเครื่องเป็นรูปใดดีขณะที่ทุกคนกำลังคิดไม่ตกเลยนั้น นายอนันต์ก็โพล่งออกไปว่า ขอเลือกเพียง
แต่สีของพระคือสีดินแดง พอพูดไปแล้วนายอนันต์ก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เกิดอาการขนพองสยองเกล้าจนทุกคนได้เห็น
ประจักษ์ นายอนันต์จึงพูดต่อไปว่า เมื่อเกิดปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ก็คงจะเป็นเพราะหลวงพ่อทวดนึกชอบด้วย
เป็นแน่แท้ ในสีของพระเครื่องต่อไปนี้ก็ขอให้พระอาจารย์เป็นฝ่ายเลือกแบบองค์พระเองก็แล้วกัน ยังมิทันที่ท่านพระครู
วิสัยโสภณจะกล่าวอย่างไรต่อไป นายอนันต์ก็เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างแรงเป็นครั้งที่สอง แล้วในขณะเดียวกันนั้นเอง
นายอนันต์ก็แลเห็นพระเครื่องลอยวูบเข้ามาเบื้องหน้าเป็นรูปพระภิกษุชราภาพสีพระองค์ดำ นั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัว นับว่า
เป็นปรากฏที่อัศจรรย์ยิ่ง นายอนันต์คิดว่าคงเป็นเพราะสมเด็จหลวงพ่อทวดบันดาลให้เกิดมโนภาพขึ้น เมื่อเขาดูนาฬิกาข้อมือ
ก็เป็นเวลา ๑๓.๒๕ น. นายอนันต์ จึงเรียนพระครูวิสัยโสภณถึงเรื่องนี้และขอร้องให้ท่านกระทำพิธีติดต่อกับวิญญาณของ
หลวงพ่อทวดด้วย สำหรับการสร้างพระเครื่องแทนองค์สมเด็จ ที่จะเริ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

และต่อจากวันนั้น นายอนันต์ คณานุรักษ์ก็ได้ให้ช้างทำแบบแกะขี้ผึ้งเหลืองเป็นรูปสมเด็จเก็บไว้ พอเช้าวันรุ่นขึ้นของวัน
ที่สาม ขี้ผึ้งเหลืองก็แปรสภาพไปได้อย่างน่าประหลาดที่สุดกล่าวคือที่องค์พระ ตั้งแต่ผิวเนื้อที่อยู่นอกสบงจีวร พักตร์ ศอ ตาม
ลำแขน นิ้วมือ หน้าแข้งจรดปลายบาท ปรากฏเป็นสีดำเช่นเดียวกับสีหมึก แต่ที่สงบจีวรเป็นสีเหลืองตามเดิม ความมหัศจรรย์
ครั้งนี้ เมื่อท่านเจ้าอาวาสวัดช้างให้นั่งสมาธิถามสมเด็จเจ้าพะโคะก็ได้รับคำตอบว่าสมเด็จแปรสภาพเอง และส่วนความฝันของ
นายอนันค์ท่านก็อธิบายว่าที่สวมมงคลให้บนหัวนั้นก็เพราะนายอนันต์เป็นคนธรรมมะธรรโม จึงอยากได้เขาไว้รับใช้ (หมายถึง
งานสร้างโบสถ์)

เมื่อชาวบ้านแถบนั้นทราบว่าทางวัดช้างให้จะสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวด ก็พากันดีใจมาก และชวนกันออกบุกป่า
ขุดหาว่านมาถวายท่านเข้าอาวาสเป็นจำนวนมาก เพราะทางวัดได้รอวันที่จะทำพิธีปลุกเศกอยู่แล้ว ว่านที่ชาวบ้านนำมาถวายนี้
ใช้ได้เป็นบางชนิดเท่านั้น

อนึ่ง นายฮวดผู้ใหญ่บ้านเหมืองในตำบลลำพญา และนายชาติ สิมศิริ กำนันได้มาหานายอนันต์ คณานุรักษ์ คนทั้งสอง
เมื่อทราบว่าจะสร้างพระเครื่องสมเด็จเจ้าพะโคะ ก็รับอาสาจะไปขุดดินว่านสีดำที่มีอยู่ ณ เชิงเขาแห่งหนึ่งและจะบรรจุใส่รถ
ไปให้โดยไม่คิดค่าแรงงานแต่ประการใด คิดว่านดำนี้แถบนี้เรียกว่า "กากยายักษ์" ซึ่งชาวบ้านมักจะเอามาตากแห้งหรือย่างไฟ
กิน เพราะแก้โรคผอมเหลือง หรือโรคโลหิตจาง ได้ชะงัดนัก ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงหวงแหนดินว่าน "กากยายักษ์" ถ้าไม่อยู่
ในกรณีที่จำเป็นแล้ว จะไม่ยอมให้ใครเป็นอันขาด

ครั้นได้ วัตถุดิบครบถ้วนตามตำรา ก็พิมพ์พระเครื่องตามฤกษ์ยามที่กำหนดไว้ สำหรับการมีชื่อหลายชื่อของท่าน เช่น
พระภิกษุปู่,พระราชมุณีสามีรามคุณูปมาจารย์, ท่านลังกา,ท่านช้างให้, สมเด็จเจ้าพะโคะ,และหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
เป็นต้น เมื่อท่านพระครูวิสัยโสภณนั่งเข้าฌาณสมาธิถามท่าน ก็ได้รับคำตอบจากวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านว่าชอบชื่อ
หลังสุด ดังนั้น เมื่อพิมพ์พระเครื่องและกระทำพิธีปลุกเศกเรียบร้อย จึงขนานนามว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด"
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:36 PM
http://www.lptuad.com/histo/06.jpg
สถูปหลวงพ่อทวด


สถูปที่บรรจุอัฐิหลวงพ่อทวดตั้งอยู่ใกล้ชิดทางรถไฟสายใต้ ระหว่างหาดใหญ่กับสุไหงโก-ล๊ก และที่ใกล้ชิดที่สุดก็คือ
ระหว่างสถานีป่าไร่กับสถานีประดู่ สถานที่บรรจุอัฐนี้ก่อตั้งได้ประมาณ ๓๐๐ กว่าปีเศษ มาแล้วสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
มีเพียงเสาไม้แก่นปักเป็นเครื่องหมายไว้ และประชาชนพากันเรียกว่า "เขื่อนท่านช้างให้"


สถูปหลวงพ่อทวด

ครั้นท่านอาจารย์ทิม ธมุมธโร หรือพระครูวิสัยโสภณ เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๕ ซึ่งเป็นองค์หลังสุด
ปัจจุบันนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านก็จัดการปฏิสังขรณ์ โดยก่ออิฐและโบกปูนห่อหุ้มเสาไม้แก่นแต่เดิม ต่อจากนั้นชาวบ้าน
จึงเรียกกันว่า บัว (สถูป) หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จนกระทั่งทุกวันนี้

อภินิหาร และความศักดิ์สิทธิ์ของสถูป เป็นที่ประจักษ์ แก่สายตาของชาวบ้านร้านถิ่นมาแล้วหลายครั้งหลายหน จึงนับ
ได้ว่าเป็นสิ่งซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาลักษณ์ของวัดช้างให้ กล่าวกันว่า ถ้าใครไปวัดนี้แล้วไม่ได้นมัสการสถูปบรรจุอัฐิของ
หลวงพ่อทวด ก็จะเรียกว่าไปอย่างสมบูรณ์ไม่ได้เป็นอันขาด เขื่อนหรือสถูปนี้สมัยที่ความเจริญยังไม่กรายเข้าไปถึง กล่าวคือ
วัดช้างให้ ยังมีสภาพคล้ายวัดป่าที่ไม่มีใครสนใจ การกราบไหว้สักการะสถูปก็มีอยู่แต่เฉพาะชาวบ้านถิ่นนั้นเท่านั้น เมื่อการ
คมนาคมสะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน คือมีทางรถไฟสายใต้ผ่านไปหน้าวัดและผ่านไปข้างสถูป ตลอดจนมีถนนซอยแยกจากถนน
ใหญ่เข้าไปถึงวัดการสักการะบูชา จึงดำเนินไปอย่างเนืองแน่นประชาชนทุกภาคและทุกทิศหลั่งไหลกันมานมัสการมิได้ขาด
ดังที่เป็นอยู่ขณะนี้

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:37 PM
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center></TD><TD vAlign=center>หยุดรถไฟทั้งขบวน (http://www.lptuad.com/board/index.php?topic=6.msg7#msg7)

<TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width="85%" height="100%">http://www.lptuad.com/histo/02.jpg

เรื่องนี้เกิดเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง ครั้งกระนั้นทหารญี่ปุ่นยึดครองรถไฟสายใต้ของไทยโดยมิใช้ทำการขนส่งอาวุธ
ยุทโธปกรณ์เข้ากลันตัน เพื่อโจมตีสิงคโปร์ รถไฟสายนี้ต้องแล่นผ่านหน้าวัดที่อยู่ใกล้ชิดกับสถูปอัฐิหลวงพ่อทวดทุกๆวัน
อยู่มาวันหนึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. รถไฟขบวนดังกล่าวนี้ แล่นจากสุไหงโก-ล๊ก พอรถ
ถึงหน้าวัด หัวรถจักรรถเคียงขนานกับสถูปหรือเขื่อนทันใดนั้นราวกับมีมือยักษ์มายั้งหยุดรถไฟทั้งขบวนไว้ ปรากฏเหตุการณ์
อันน่าอัศจรรย์ว่า รถไฟไม่สามารถจะเคลื่อนที่ได้ ทั้งที่เครื่องจักรและล้อรถก็ยังทำงานของมันตามปกติ เมื่อล้อเหล็กต้อง
หมุนอยู่กับที่ ก็เกิดความร้อนจนเป็นฝอยประกายไฟขึ้น เช่นเดียวกับเหล็กต่อเหล็กที่เสียดสีกันอย่างแรง

พ.ข.ร. และทหารญี่ปุ่นพยามช่วยกันแก้ไข แต่ก็ไม่อาจจะชนะอุปสรรคได้ จึงถอยขบวนรถย้อนกลับไปประมาณ ๑ ก.ม.
และเร่งฝีจักรแล่นมาใหม่ แต่พอหันรถจักรได้ระดับขนานกับสถูป ขบวนรถไฟก็หยุดกึกอีกราวกับต้องอาถรรพณ์ ทหารญี่ปุ่น
ทดลองให้แล่นกลับไปกลับมาตั้งแต่บ่ายสามโมง จนกระทั่งเกือบจะค่ำรถก็ไม่สามารถจะแล่นเลยบริเวณสถูปอัฐหลวงพ่อทวด
นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์แก่ประชาชนที่ยืนมุงอยู่อย่างล้นหลาม

ฝ่ายพระครูวิสัยโสภณได้ยินเสียงรถไฟวิ่งเป็นที่น่าสงสัยหลายชั่วโมงแล้ว แต่ท่านเป็นสงฆ์ และเคร่งครัดในพระวินัย
ท่านจึงอยู่กุฏิอย่างสงบ โดยมิได้ออกมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของฆารวาส แต่เสียงอันผิดสังเกตก็ยังดังต่อไปจนน่ารำคาญ จึง
ออกมาดูเช่นเดียวกับคนอื่นๆ บ้าง และเมื่อได้ประจักษ์แก่สายตา ท่านเจ้าอาวาสก็ทราบทันทีว่า ที่เป็นดังนั้นคงจะเป็นเพราะ
อภินิหารของหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดที่เล่นงานพวกญี่ปุ่น พระครูวิสัยโสภณจึงเดินเข้าไปใกล้สถูปอันศักดิ์สิทธิ์
พร้อมกันนั้นก็ได้น้อมจิตอฐิษฐานว่า หากหลวงพ่อทวดลงโทษ โดยยั้งหยุดขบวนรถไฟนี้ ก็จงยกโทษให้พวกนั้นเสียเถิด
เขาเป็นต่างชาติศาสนาไม่รู้ขนบธรรมเนียมของไทย ในทันทีนั้นเองขบวนรถก็วิ่งผ่านไปได้โดยปกติ

และในคืนวันนั้น ขณะที่ใกล้จะเคลิ้มหลับท่านอาจารย์ก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้ชายแก่ๆ พูดข้างๆ หูอย่างเกรี้ยวกราดว่า
ไอ้ญี่ปุ่นดูถูกพวกเรา มันเอารถไฟของเราไปใช้ นี่ดีแต่ว่ามีลูกๆสองตัวอยู่บนรถ มิฉะนั้นกูจะผลักให้รถตกราง ไม่ยอมให้
พวกไอ้เตี้ยข่มขู่เอาไปใช้อย่างเด็ดขาด ลูกสองตัวที่หลวงพ่อหมายถึงท่านอาจารย์ทิมไม่ทราบเลยว่าคืออะไร แต่ต่อมา
ประมาณ ๗-๘วัน ก็มีกระทาชายสองนายมาที่วัด โดยปวารณาตัวเป็นศิษย์ จากคำบอกเล่าทราบทันทีว่า เขาทั้งสองคนเป็น
พนักงานประจำหัวรถจักรขบวนรถท่านอาจารย์จึงรู้ว่า คนไทยสองคนก็คือลูกสองตัว ตามความหมายของหลวงพ่อทวดนั่นเอง

หลังจากเกิดเหตุที่ขบวนรถไฟติดขัดได้ประมาณเดือนกว่า เช้าวันหนึ่งพวกเด็กๆ ลูกชาวบ้านถิ่นนั้นพากันมาเล่นที่หน้าวัด
ใกล้ๆ กับสถูปอันศักดิ์สิทธิ์ เด็กคนหนึ่งได้ท้าพนันกับพรรคพวกว่า วันนี้หลวงพ่อทวดจะยึดขบวนรถไฟหรือไม่ยึด เด็กสองกลุ่ม
มีความเห็นแตกต่างกัน บ้างก็ว่ายึด และบ้างก็ว่าไม่ยึด ฝ่ายที่เชื่อว่าหลวงพ่อทวดจะแสดงอภินิหารอีก ก็เก็บก้นเทียนและเศษ
ธูปที่หน้าสถูป จุดขึ้นอาราธนาหลวงพ่อทวด ขอให้ช่วยยั้งหยุดขบวนรถที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วอันสูง ดังนั้นพอรถไฟตอนเช้า
ซึ่งขึ้นล่องระหว่างหาดใหญ่-ยะลา มาเคียงขนานกับสถูป ก็หยุดนิ่งราวกับถูกกระชากอย่างแรงรถติดอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง
จึงแล่นต่อไปได้อย่างเดิมท่ามกลางความดีใจของพวกเด็กๆ ที่คิดว่าตนเองชนะพนัน

เมื่อกิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของสถูปเลื่องลือออกไปไกล ต่อมาก็มี พระอธิการอิ้ม หลวงพ่อแดง และพระภิกษุกาวแห่ง
สำนักวัดแป้น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้มาค้างคืน ณ วัดช้างให้ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ในวันรุ่งขึ้นพระภิกษุ
ทั้ง ๓ รูปได้ไปพบนายอนันต์ คณานุรักษ์ที่บ้าน และได้ฟังการเล่าจากนายอนันต์ว่า หลวงพ่อทวดยึดทางรถไฟถึงสองครั้งสอง
หน จึงพากันเดินไปที่สถูป แล้วกล่าวปรารภกันว่า เคยสำแดงอิทธิฤทธิ์มาแล้วสองครั้งถ้าจะสำแดงให้ลูกหลานที่มาจาทางไกลชมอีกสักครั้งก็จะดีหาน้อยไม่ พอดีรถไฟเช้า ยะลา-หาดใหญ่ วิ่งผ่านมา ครั้งเมื่อหัวรถจักรขนานกับสถูปอันศักดิ์สิทธิ์ ขบวนรถทั้งคันก็มีอันจะเป็นหยุดกึกลงอย่างปัจจุบันทันด่วน แก้ไขอย่างไรก็ไม่สามารถจะคืนสู่ปกติ แต่สำหรับล้อรถก็ยังหมุนอยู่ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทั้งสองครั้งเมื่อก่อน หลวงพ่อแดงได้ประจักษ์ความศักดิ์สิทธิ์แก่สายตาเช่นนั้น ก็บังเกิดอาการขนลุกซู่และตื่นเต้นเป็นที่สุด จึงนมัสการแล้วว่าลูกๆ ได้ชมแล้ว ขอจงปล่อยขบวนรถเกิด สิ้นคำอธิษฐานรถก็เคลื่อนต่อไปได้การติดครั้งที่สามนี้กินเวลาประมาณ ๘-๙ นาที

</TD></TR><TR><TD class=smalltext vAlign=bottom width="85%"></TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR></TBODY></TABLE>

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:37 PM
http://www.lptuad.com/histo/08.jpg

วันหนึ่งท่านอาจารย์ทิม ธมมธโร หรือพระครูวิสัยโสภณ เกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงเก็บก้นเทียนที่บริเวณ สถูปบรรจุอัฐิหลวงพ่อทวดแล้วคลึงเป็นลูกอม แจกจ่ายให้พวกเด็กวัดไปโดยไม่มีความหมายอะไรแต่การณ์กลับปรากฏว่า พวกเด็กวัดอมก้อนเทียนนี้ไว้ในปาก จากนั้นก็ลองแทงฟันกันด้วยมีดคนกริบ แต่คนมีดไม่อาจจะผ่านผิวหนังเข้าไปได้ จึงเลยถือเป็นเรื่องสนุกฟันแทงกับใหญ่ จาท่านเจ้าอาวาสทราบความ ก็เรียกเด็กวัดมาประชุมและออกคำสั่งห้ามขาด เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากคมมีด

ตั้งแต่บัดนั้นมา ท่านพระครูวิสัยก็ระลึกถึงความฝันที่พบหลวงพ่อทวด และท่านบอกว่า ถ้าอยากได้อะไรให้ขอ สมัยนั้นก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สองเล็กน้อย ยังเป็นสมัยที่หนุ่มๆ ชอบสักที่กระหม่อม และที่ตามตัว เพื่อความอยู่ยงคงกระพัน ชายหนุ่มหลายคนได้มาหาท่านอาจารย์ และขอให้ช่วยสักที่กระหม่อม ท่านจึงกระทำให้ตามประสงค์ทั้งที่ท่านยังไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยละเอียด ตัวอักขระก็เชื่อแน่ว่าคงจะไม่ถูกต้องนักแต่ขณะที่ทำพิธีท่านอาจารย์ได้น้อมจิตรำลึกถึงหลวงพ่อทวด และเมื่อเสร็จเรียบร้อยก็สอนให้พวกหนุ่มๆ เหล่านั้นประพฤติตัวเป็นพลเมืองดี เพราะแต่ละคนก็เป็นหน่วยหนึ่งของประเทศจึงต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ภายหลังปรากฏว่าศิษย์วัดช้างให้เกิดลองดีทางคงกระพันกับศิษย์อาจารย์อื่น ผลที่ได้รับแจ้งว่า ศิษย์อาจารย์วัดช้างให้เหนือกว่าศิษย์อื่นทั้งหมด เป็นความอยู่ยงคงกระพันที่ไม่มีใครทาบติด แต่ต่อมาทางคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ได้สั่งห้ามพระภิกษุทำการสักลงกระหม่อมหรือตามเนื้อตัว ท่านจึงระงับการสักตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่ได้รับการสักไปแล้ว ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:38 PM
http://www.lptuad.com/histo/07.jpg

ก่อนที่จะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องหลวงพ่อทวดนั้น ขอกล่าวถึงประวัติเครื่องลางของขลังสักเล็กน้อยพอเป็นสังเขปดังนี้ เครื่องลางของขลังเกิดขึ้นเมื่อสมัยดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธศาสนา แต่เริ่มมีบทบาทมากในชีวิตคนไทย ตั้งแต่สมัยเชียงแสน สุโขทัยเรื่อยลงมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระมหากษัตริย์หรือผู้ครองนครได้ เชิญพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงวิทยาคุณหรือพราหมณ์มาปลุกเศกเครื่องลางขอขลังขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อแจกจ่ายให้แก่เหล่าทะแกล้วทหาร เป็นเครื่องป้องกันภยันตรายดังหลักฐานที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ว่า ขุดพบพระเครื่องจากกรุพระเจดีย์ที่โน่นที่นี่ และแหล่งที่มากที่สุดก็คืออยุธยา

เรื่องคงกะพันชาตรียิงไม่ออกฟันไม่เข้า บางท่านที่หัวสมัยใหม่ก็อาจจะนึกหัวเราะเยาะ โดยนึกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อหรือไม่อาจจะเป็นไปได้แต่เรื่องคงกะพันชาตรีนั้น ความจริงเป็นของมีเหตุผล กล่าวคือ เมื่อพระเครื่องหรือของขลังต่างๆ ผสมแร่ธาตุที่ถูกต้อง ได้สัดส่วนตามตำหรับ และกระทำพิธีปลุกเสกจากผู้ทรงศีลบรรลุถึงองค์ฌาณสมาบัติ ตลอดจนลงเลขอักขระวิธีในเครื่องลางนั้น ก็จะเกิดพลังชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าพลังปราณ (Pr-nic Energy) หรือกระแสพลังแม่เหล็ก

แต่การสร้างเครื่องลางของขลัง หากไม่ถูกต้องตามพิธีการ หรือพระภิกษุผู้ปลุกเสกไม่มีจิตเป็นสมาธิถึงขึ้นฌาณสมาบัติสิ่งที่ปลุกเสกเหล่านั้นก็จะไม่บังเกิดผล หรือมีพลังปราณกระแสแรงต่ำ ซึ่งน่าจะป้องกันภยันตรายไม่ได้เท่าใดนัก นอกจากพลังปราณอันลึกลับจากเครื่องลางนี้แล้ว ยังเกี่ยวนับความเลื่อมใสหรือกระแสจิตของผู้ใหญ่เป็นสำคัญถ้ามีจิตศรัทธาเต็มที่และอาราธนาเสียก่อน กระแสพลังปราณก็จะโคจรรอบๆ ตัวผู้ใช้เป็นวงจรแผ่รัศมีกว้าง และจะเกิดความขลังมากกว่าผู้ไม่ได้อารธนา หรือไม่เกิดความเชื่อมั่น และมีสมาธิ


การทำเครื่องลางของขลังนี้ คณาจารย์ผู้สร้างจะต้องตั้งจิตอธิษฐานให้เกิดผลด้วยจิตใจอันแน่วแน่ไม่วอกแวก ต้องเข้มแข็งและเด็ดขาดด้วยจึงจะเกิดความคงกระพันชาตรีขึ้นได้ หากต้องการให้มีผลทางเมตตา มหานิยม ก็ใช้กระแสจิตในทางอ่อนโยนละมุมละไมบรรจุลงในเครื่องลางนั้นๆ อาจจะเป็นตะกรุด หรือสาริกาก็ได้ แล้วแต่การสร้างของคณาจารย์แต่ละคณะเมื่อผู้นำไปใช้ก็จะเกิดผลสมบรูณ์ คือมีพลังปราณโคจรรอบๆ ตัวของผู้ใช้ และเมื่อกระทบกระแสคลื่นจากสมองของมนุษย์ ก็จะช่วยให้เกิดความเมตตาอารี หรือจิตใจอ่อนโยนเป็นสื่อ ที่ทำให้ผู้ใช้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ

วัตถุธาตุที่นำมาสร้างเป็นเครื่องลางของขลังเพื่อให้เป็นสื่อพลังปราณ Pranic Energy จะต้องเลือกเฟ้นจากวัตถุธาตุ ซึ่งอาจจะเป็นว่านรากไม้ หรือแร่ธาตุบางชนิด และประการสำคัญก็คือ ผู้ประกอบพิธีบริกรรมปลุกเสกจะต้องสละกิเลศแล้วหรือเป็นสมณะเพศ โดยอาศัยบุญบารมีและกระแสจิตของท่านผู้สร้างด้วย ถ้าผสมไม่ถูกส่วน หรือผู้ประกอบพิธีมิได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิวิชาการอย่างแท้จริง วัตถุที่สร้างก็จะก่อให้เกิดความฝืด (Tension) และไม่ดูด (Absorb) กระแสพลังปราณได้มากตามที่ต้องการ ทองแดงหรือเหล็กเป็นสื่อไฟฟ้า วัตถุธาตุที่ผสมถูกส่วนและพลังจิตของผู้ประกอบพิธี ย่อมเป็นสื่อให้เกิดพลังปราณฉันใดก็ฉันนั้น

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:41 PM
ที่มา http://www.lptuad.com/board/index.php?PHPSESSID=5c2e7be2a6b8e3baac40883d9dfa56de&board=5.0

อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:50 PM
<TABLE style="BORDER-RIGHT: #c0c0c0 1px; BORDER-TOP: #c0c0c0 1px; BORDER-LEFT: #c0c0c0 1px; BORDER-BOTTOM: #c0c0c0 1px" width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: #c0c0c0 1px; BORDER-TOP: #c0c0c0 1px; BORDER-LEFT: #c0c0c0 1px; BORDER-BOTTOM: #c0c0c0 1px" height=220>http://www.petchprauma.com/contents/magics/images/visaisopon.JPG
</TD><TD style="BORDER-RIGHT: #c0c0c0 1px; BORDER-TOP: #c0c0c0 1px; BORDER-LEFT: #c0c0c0 1px; BORDER-BOTTOM: #c0c0c0 1px">http://www.petchprauma.com/contents/magics/images/putoud2.JPG
</TD></TR><TR><TD style="BORDER-RIGHT: #c0c0c0 1px; BORDER-TOP: #c0c0c0 1px; BORDER-LEFT: #c0c0c0 1px; BORDER-BOTTOM: #c0c0c0 1px">อาจารย์ทิม ธรรธโร
</TD><TD style="BORDER-RIGHT: #c0c0c0 1px; BORDER-TOP: #c0c0c0 1px; BORDER-LEFT: #c0c0c0 1px; BORDER-BOTTOM: #c0c0c0 1px">วัดช้างไห้(วัดราษฎรบูรณะ)
</TD></TR></TBODY></TABLE>