อาวุโสพรรคมาร
11-03-2007, 11:24 PM
<TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width="85%" height="100%">ในยุคนี้และสมัยนี้ ดูเหมือนเกือบจะไม่มีชาวไทยคนใดเลย ที่จะไม่ได้ยินหรือ
ได้ฟังกิติศัพท์เล่าลือเกี่ยวกับ ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
แห่งวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี ความศักดิ์สิทธิ์อันนี้ บ้างก็เป็นเรื่องของการคลาดแคล้ว
จากอุบัติเหตุสยอง จากไฟไหม้ หรือจากภัยพิบัตินานานับประการ และหลวงพ่อทวด
มิใช้จะคุ้มครองเฉพาะในด้านอุบัติเหตุเท่านั้น แม้แต่ในทางโชคลาภก็ให้ผลอย่างดีที่สุด
ดังที่ได้ประจักษ์แก่ผู้เสื่อมใสมาแล้ว
เกือบ ๔๐๐ ปีผ่านมาแล้ว ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ.๒๑๒๕ ณ
บ้านสวนจันทร์ ตำบลชมพล เมืองจะทิ้งพระ (อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลาขณะนี้)
ทารกเพศชายคนหนึ่งได้ลืมตาชมโลก โดยถือกำเนิดจากนายหู และนางจันทร์ ซึ่งอายุ
มากแล้ว ผู้เป็นบิดาและมารดาของทารกน้อยๆ น้อยๆ นี้ ฐานะแร้นแค้นมากแต่ยึดมั่นอยู่
ในศีลธรรมอันดีงาม มีใจเป็นกุศล อยู่เสมอ และไม่เบียดเบียนสัตว์ นายหูกับนางจันทร์
อาศัยอยู่กับคหบดีผู้ไม่ปรากฏนามท่านหนึ่ง ในฐานะของบ่าวซึ่งต้องใช้แรงงานเป็น
เครื่องยังชีพ ทารกนั้นเจริญวัยขึ้น สองสามีภรรยาจึงตั้งชื่อว่า "ปู่"
วันหนึ่ง คนทั้งสองไปเกี่ยวข้าวให้คหบดี โดยอุ้มเอาเจ้าปู่ไปด้วย ครั้นถึงทำเลเหมาะ กล่าวคือมีต้นเหม้าและต้นหว้า
อันร่มครื้น นางจันทร์ได้ผูกเปลระหว่างโคนต้นไม้สองต้นนี้ แล้วก็ลงมาเกี่ยวข้าวพร้อมด้วยนายหู เกี่ยวข้าวไปได้ครู่ใหญ่
ด้วยความเป็นห่วงลูกน้อย จึงทำให้นางจันทร์เหลียวไปมอง แต่แล้วก็ตกอกตกใจเป็นยิ่งนัก เพราะงูใหญ่ตัวหนึ่งได้รัดเปล
ที่บุตรนอนหลับ อยู่
สองผัวเมียได้ร้องโวยวายขึ้น และตะโกนเรียกให้ชาวบ้านมาช่วย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้บริเวณใต้ต้นไม้เลย
เนื่องจากงูใหญ่แผ่แม่เบี้ยและขู่ฟ่อ ทำทีเหมือนจะฉกทันที หากผู้ใดล่วงล้ำเข้ามา ส่วนนายหูกับนางจันทร์นั้นได้สังเกตว่า
งูใหญ่มิได้ทำร้ายบุตรของตน ก็สงสัยว่าน่าจะเป็นเทพยดา แปลงลงมา เพื่อเป็นศุภฤกษ์อะไรสักอย่าง มากกว่าจะเป็นงูจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็หาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชา ขออย่างให้ทำอันตรายแก่เจ้าปู่ซึ่งเป็นลูกเลย ในชั่วครู่ต่อมางูใหญ่
ก็คลายลำตัวที่รัดเปลออก และหายวับไปกับตา ซึ่งก่อให้เกิดความปลื้มปิติแก่ชาวบ้านและนายหูนางจันทร์
เมื่อคนกลุ่มนั้นเข้าไปดูที่เปล ก็ปรากฏว่าเจ้าปู่ ยังนอนหลับตามสบาย และที่เหนือตรงอกตอนระดับคอมีดวงแก้ววางอยู่
ดวงแก้วเปล่งเป็นฉัพพรรณรังษี (รัศมี ๖ ประการที่มักจะเกิดขึ้นแก่ผู้มีบุญ) อันงดงามจับตายิ่ง คนกลุ่มนั้นจึงพากับกราบไหว้
งูใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำแลงมาให้แก้ววิเศษ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานายหูและนางจันทร์ก็ได้รักษาดวงแก้วนั้นไว้เป็นอย่างดี
ในฐานะของคู่บุญของลูกน้อย
แต่ความทราบถึงคหบดีผู้เป็นนาย ด้วยความละโมภโลภมาก คหบดีจึงขอดวงแก้วจากสองผัวเมีย นายหูและนางจันทร์
พูดอะไรไม่ออก แม้จะเสียดายดวงแก้วเป็นที่สุด ก็จำเป็นต้องยอมมอบให้ เพื่อตนเองจะได้พึ่งร่มไทรใบบุญต่อไป ส่วนคหบดี
ผู้นั้น เมื่อได้เป็นกรรมสิทธิ์ดวงแก้วของพญางูแล้ว ก็เฝ้าแต่ชื่นชมแก้ววิเศษนั้น และคิดว่าตนมีบุญบารมีเหนือกว่าใครๆ ในเมือง
แต่ผลกลับปรากฏในลักษณะตรงกันข้าม เพราะคหบดีและครอบครัวพบความวิบัติต่างๆ เช่นการป่วยไข้เป็นอาทิ คหบดีพยายาม
หาทางบำบัดเท่าใด ความวิปริตนานาประการก็ยิ่งตามมาเท่านั้น แกจึงคิดถึงดวงแก้วพญางูขึ้นได้ว่า ที่ตนเอามาครอบครอง
เป็นกรรมสิทธิ์นั้นเป็นไปโดยไม่เป็นธรรม ฟ้าดินจึงลงโทษ
เมื่อไม่สามารถจะรักษาแก้ววิเศษไว้ได้คหบดีก็นำมาคืนนายหูกับนางจันทร์ผู้เป็นเจ้าของเดิม และตั้งแต่บัดนั้นมาครอบครัว
ของคหบดีก็คืนสู่ความเป็นปกติ ข้าวในนางอกงามและการป่วยไข้ก็หายขาด ด้วยเหตุผลอันนี้เอง สองคนผัวเมียจึงไม่ถูก
ใช้งานหนัก และได้รับความสุขสบายสมควรแก่อัตภาพ
จำเนียรกาลล่วงมาจนกระทั่งเจ้าปู่อายุได้ ๗ ขวบ สองสามีภริยาจึงดำริจะให้ลูกชายเล่าเรียนหาความรู้ แต่โรงเรียนสมัย
ก่อนก็คือวัดและครูบาอาจารย์ก็มักจะเป็นเจ้าอาวาสหรือพระฉะนั้นที่เรียนของเจ้าปู่จึงต้องเป็นสถานที่ดังกล่าว ซึ่งบิดามารดา
นำมาถวายแก่สมภารจวงแห่งวัดดีหลวง เด็กชายปู่เล่าเรียนด้วยความเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าเด็กคนอื่นๆ เป็นที่ชื่นชมยินดีแก่ผู้ให้
กำเนิด และรักเอ็นดูแก่สมภารจวงเวลาผ่านไปอีก ๘ ปีซึ่งเด็กชายปู่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นสมภารจวงก็บวชให้เป็นสามเณร และต่อมา
ท่านก็พาไปฝากที่วัด สีหยัง (วัดสีดุยัง อ. ระโนต ขณะนี้) โดยให้เรียนหนังสือมูลกัจจายน์กับท่านพระครูสัทธรรมรังษี ที่ทาง
คณะสงฆ์ของแผ่นดินส่งท่านมาจากพระนครศรีอยุธยา (ราชธานีสมัยกระโน้น)
ด้วยความปราชญ์เปรื่องและเฉลียวฉลาดในเวลาอันสั้นสามเณรก็เจนจบในวิชามูลฯ ท่ามกลางความ ชื่นชมของ พระครู
และผู้เกี่ยวข้องร่วมด้วย หลังจากที่ไม่มีอะไรจะให้ศึกษาเพิ่มเติมอีกแล้ว สามเณรปู่ก็กราบอาจารย์มายังวัดเสมาเมือง นคร-
-ศรีธรรมราช เพื่อหาความรู้ต่อที่สำนักพระครูกาเดิม และศึกษาที่นั่นจนอายุครบบวช พระครูกาเดิมอาจารย์ชั้นสูงได้อุปสมบท
ตามเจตนารมณ์ของสามเณรปู่และทำญัติอุปสมบทตั้งฉายาว่า "สามีราโม" โดยเอาเรือ ๔ ลำมาเทียบขนานเข้าเป็นแพทำญัติ
ณ คลองเงียบสงบแห่งหนึ่ง ต่อมาก็ได้เรียกชื่อนั้นว่า "คลองท่าแพ" จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งเป็นชื่อจากพิธีกรรมครั้งกระโน้น
http://www.lptuad.com/histo/03.jpg
เมื่อศึกษาธรรมอยู่ที่สำนัก ของพระครูกาเดิมได้ ๓ ขวบปี พระภิกษุปู่ก็อำลาอาจารย์กลับลำเนาเดิม เพราะได้เรียน
พระธรรมบทโดยสมบูรณ์แล้ว อยู่ต่อมาได้เล็กน้อย ความอยากรู้วิชาก็ได้ดิ้นเร่าใน สามัญสำนึกของท่านตามแบบฉบับ
ของอัจฉริยบุคคลที่ต้องการรอบรู้ไม่มีที่สิ้นสุด พระภิกษุปู่ต้องการจะเรียนพระธรรมต่ออีก แต่ในต่างเมืองหาที่เรียนไม่ได้
นอกจากพระนครหลวง (กรุงศรีอยุธยา)
พระภิกษุปู่จึงขอโดยสารเรือสำเภาของนายอินทร์ที่เมืองท่าจะทิ้งพระ เพื่อไปยังพระนครศรีอยุธยา (ขณะนั้นสมเด็จ
พระมหินทราธิราชครองเมืองอยู่) เรือสำเภาแล่นมาถึงนครศรีธรรมราช จึงเป็นธรรมดาของชาวเรือทั่วไปที่จะต้องขึ้นไป
นมัสการพระบรมสาริกธาตุ ให้คุ้มครองแก่การเดินเรือทะเล นายอินทร์เจ้าของสำเภาก็กระทำเช่นเดียวกับชาวเรืออื่นๆ
เสร็จแล้วก็มาลงเรือตามเดิมที่คลองท่าแพ และกางใบออกสู่ทะเลตั้งแต่บัดนั้น
เรือสำเภาแล่นมาโดยความเรียบร้อยสามวันสามคืน วันหนึ่งท้องฟ้าอากาศวิปริตขึ้นกล่าวคือเกิดมืดฟ้ามัวดินและพายุพัดจัด
ท้องทะเลเป็นบ้าคลั่งปั่นป่วนไปหมดนายอินทร์จึงลดใบทอดเสมอโต้คลื่น ลมเป็นเวลาสามวันเต็มๆ จนกระทั่งมรสุมร้ายสิ้นไป
ท้องทะเลสาบเรียบสงบ แต่การผ่านเหตุการณ์ขั้นอุกฤษฎ์ทำให้น้ำจืดในเรือสำเภาหมด นายอินทร์และลูกน้องในเรือเกิดความ
เดือดร้อนมาก คนเหล่านั้นพากานเป็นเดือดเป็นแค้น เพราะแต่ก่อนร่อนชะไรไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้อุบัติขึ้น นอกจากครั้งนี้
ซึ่งมีพระภิกษุปู่ร่วมโดยสารด้วย
เมื่อนายอินทร์ คิดว่าท่านคือ สิ่งที่นำความวิบัติมาให้ ก็เกิดบันดาลโทสะเยี่ยงพวกเดียรถีทั้งหลายที่ไม่มีศาสนาเป็นสรณะ
นายอินทร์จึงไล่พระภิกษุลงจากสำเภา โดยให้ลูกเรือนำไปส่งทีฝั่งตามยะถากรรม ขณะที่นั่งเรือเล็กท่านก็ได้สำแดงอภิหาร
ในตอนนี้ กล่าวคือภิกษุปู่บริกรรมเวทย์ชั่วครู่ แล้วก็ยื่นเท้าออกไปเหยียบน้ำทะเล จากนั้นก็บอกให้ลูกเรือตักน้ำชิมดู ลูกเรือ
ปฏิบัติตามคำของท่านอย่างเสียไม่ได้แต่ช่างน่าอัศจรรย์ที่สุด เพราะน้ำทะเลตำแหน่งนั้นจืดสนิทเหมือนน้ำท่า ขณะที่รอบๆ
บริเวณเค็มจัดเช่นเดียวกับน้ำทะเลยามปกติ ลูกเรือนั้นตื่นเต้นมากพร้อมกันก็ได้รีบปีนขึ้นไปบนลำเภาเพื่อรายงานนายอินทร์
และพรรคพวกทุกคนตะลึงด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะนายอินทร์ถึงกับ กราบแทบเท้า ของพระภิกษุปู่เพราะเกิดความ
เคารพนับถืออย่างแท้จริง
พวกชาวเรือต่างพากันตักน้ำนี้ ใส่ภาชนะไว้บริเวณน้ำจืดมีปริมาณมณฑลกว้างประมาณวงล้อของเกวียน หลังจากที่ได้
น้ำจืดเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว นายอินทร์และลูกน้องก็ได้กราบขอร้องให้ภิกษุปู่ โดยสารอีกต่อไปและขอลุแก่โทษ
สำหรับบาปที่ได้ไล่ท่านลงจากเรือเมื่อสักครู่
เรือสำเภาแล่นไปในทะเลเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ก็บรรลุถึงพระนครศรีอยุธยา นายอินทร์ได้นิมนต์พระภิกษุปู่ให้เข้า
ไปจำวัดในเมืองหลวง แต่ท่านถือสันโดษและปรารถนาความเงียบสงบ จึงเห็นว่าตามชานเมืองน่าจะเป็นทำเลที่เหมาะกว่า
เพราะวิเวกและปราศจากความวุ่นวายทั้งปวง วัดที่พระภิกษุปู่พำนักอาศัยได้แก่วัดราชานุวาส (ขณะนั้นเป็นรัชสมัยของสมเด็จ
พระมหินทราธิราช)
กาลเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง สมัยนั้นพระเจ้าวัฎฎะคามินีแห่งประเทศลังกาต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพ กล่าวคือ
อยากจะได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ชอบการรบราฆ่าฟันหรือกระทำศึกสงครามให้เสียไพร่บ้านพลเมือง
โดยใช้เหตุ จึงทรงวางแผนทางการเมืองอย่างหนึ่ง แผนดังว่านี้ก็คือ เป็นไปอย่างสันติวิธี แต่สามารถชนะได้เด็ดขาด พระเจ้า
อยู่หัวแห่งกรุงลงกาออกพระบรมราชโองการทันทีโดยให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์ให้ช่างทองประจำราช
สำนัก เพื่อไปหล่อเป็นตัวอักษรในบาลีเล็กเท่ใบมะขาม จำนวน ๑๕,๐๐๐ เมล็ด จากนั้นก็มอบให้พราหมณ์ผู้เฒ่าทั้งเจ็ดอีกต่อ
หนึ่ง รวมทั้งเรือสำเภาเจ็ดลำ ซึ่งบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณและของมีค่า พร้อมกันนั้นพระเจ้าวัฎฎะคามินีก็ได้ทรงกระซิบบอกเป็นความลับให้
http://www.lptuad.com/histo/02.jpg
พราหณ์ทั้งเจ็ดดำเนินแผนตามกโลบายของพระองค์ ส่วนพวกพราหมณ์ก็กระชับรับคำเป็นอย่างดี ครั้นแล้วก็ออกสำเภา
ใน เพลานั้น เมื่อบรรลุถึงพระนครศรีอยุธยา และจอดเรือเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้เฒ่าก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์
ของตนแก่พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยาม
ความในพระราชสาส์นนั้นมีว่า พระเจ้าวัฎฎะคามินีขอท้าให้พระเจ้ามหินทราธิราช ทรงแปลและเรียงเมล็ดทองคำตอบลำดับ
ให้เสร็จภายในกำหนดไม่เกิดเจ็ดวัน นับตั้งแต่วันรับสาส์นเป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่เสร็จตามสัญญา ก็จะยึดกรุงศรีอยุธยา
ให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลงกาตลอด
ไปทุกๆ ปี เยี่ยงประเทศราชทั้งหลายเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบความดังนั้น ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้นายศรีธนนชัย
สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์เชิญพระราชาคณะ และพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิทั่วพระมหานคร เพื่อให้กระทำหน้าที่เรียงและแปล
อักษรทองคำ ซึ่งพระเจ้ากรุงลงกาท้าพนัน
วันเวลาผ่านไปได้ ๖ วัน ก็ยังไม่มีภิกษุรูปใดเข้ามาตามประกาศเรื่องนี้ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงปริวิตกมาก ถึงกับไม่เป็น
อันทรงอันเสวย ซึ่งเป็นกิจวัตร และในคืนนั้นเอง พระองค์ก็พระสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะสง่างามตัวหนึ่ง จากทิศ
ตะวันตก เข้ามาในพระราชนิเวสน์ แล้วก็ก้าวขึ้นยืนผงาดบนพระแท่น เปล่งเสียงร้องกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ แล้วในหลวงก็ทรง
สะดุ้งตื่นจากสุบินนิมิตรประหลาด จากนั้นก็กระวนกระวายบรรทมไม่หลับจนรุ่งแจ้ง เมื่อเสด็จออกว่าราชการตอนเช้า หลังจาก
ที่เล่าความฝันให้โหรเอกประจำราชสำนักฟัง ก็ได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า
เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่กระจายไปทั่วสี่ทิศ เป็นที่เกรงขามแก่
เหล่าอริราชทั้งปวง ซึ่งจะมีพระภิกษุหนุ่มจากทิศตะวันตก ช่วยขันอาสาแปลและเรียงตัวอักษรทองจนสำเร็จ ในหลวงได้ฟัง
การพยากรณ์ดังนั้น ก็ค่อยเบาพระทัยลงและรับสั่งให้ข้าราชบริพารตามหาภิกษุรูปนั้นทันที
บังเอิญนายศรีธนชัยตามพบพระภิกษุปู่ที่วัดราชานุวาส เมื่อได้ไต่ถามก็ได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง(พัทลุงในปัจจุบัน)
เพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติม นายศรีธนนชัยจึงเล่าความตามจริงให้ฟังทุกประการโดยอ้างตอนท้ายว่า ท่านคนเดียวเท่านั้น
ที่ตรงกับพระสุบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีได้พระภิกษุปู่ตอบอย่าง
ใคร่ครวญว่า ไม่แน่ใจว่าอาตมาจะมีความสามารถหรือไม่ แต่ควรจะทดลองดูดีกว่า เมื่อพระภิกษุผู้อัจฉริยะตามนายศรีธนนชัย
มาถึงที่พระชุมสงฆ์ ท่านก็หยิบศิลาแลงหน้าพระวิหารหักเป็นสองท่อน ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ประจักษ์แก่สายตาของบุคคล
ทั่วไป รวมทั้งองค์ประมุขของชาติด้วย ในหลวงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานปูพรมต้อนรับในที่อันควร ครั้นแล้วก็ทรงนมัสการผู้มีศีล
แต่ก่อนที่พระภิกษุปู่เข้านั่งประจำที่ เพื่อแปลพระธรรมจากอักษรทอง ท่านก็ได้แสดงอาการอันแปลกประหลาดที่สุด
การแสดงนั้นคือ พระภิกษุปู่เอนกายลงนอนในท่าสีหะไสยาสน์ แล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง ต่อมาก็กระเถิบไปข้างหน้าห้าครั้ง
จากนั้นก็นั่งยังที่ตามเดิม พราหมณ์เฒ่าทั้งเจ็ดได้เห็นดังนั้นก็หัวเราเยาะ แล้วดูหมิ่นว่า ท่านหรือจะเป็นผู้แปลพระธรรมของ
พระบรมศาสดา ก็เมื่อท่านแสดงเสมือนหนึ่งเด็กไร้เดียงสาหรือคนบ้าดังนี้แล้ว จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะสามารถกระทำกิจใหญ่ได้
พระภิกษุโต้ตอบว่า ในประเทศบ้านเมืองของท่าน ก็มีการแสดงอันตลกเช่นนี้ ท่านพราหมณ์ทั้งเจ็ดไม่เคยพบเห็นบ้างเชียวหรือ?
พวกพราหมณ์ได้ฟังก็นิ่งนึกอยู่ แต่ก็คิดไม่ออกจึงนำบาตรใส่อักษรทองคำมาประเคนท่านเป็นการตัดบท พระภิกษุปู่
รับประเคนบาตรมาพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า ถ้าบุญญาธิการของสยามยังอยู่ ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก
คุณบิดามารดา และพระสยามเทวาธิราชจงบันดาลให้ท่านทำงานของชาติชิ้นนี้สำเร็จเถิด เมื่ออธิษฐานด้วยดวงจิตอันแน่วแน่
แล้ว พระภิกษุปู่ก็คว่ำบาตรอักษรทองคำออกมา และคุยกับพราหมณ์ตามปกติ ไม่แสดงความหนักใจอันใดให้เห็น
เนื่องจากสวรรค์ส่งท่านมาเกิด เพื่อดับยุคเข็ญของแผ่นดิน ประกอบกับดวงชะตาเมืองยังดีอยู่เทพยดาจึงบรรดาลให้
พระภิกษุปู่แก้ไขวิกฤตกาลสำเร็จ เมล็ดทองคำรูปใบมะขาม ๘๔,๐๐๐ เมล็ดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย ซึ่งท่านเรียงตามลำดับ
เสร็จไปในชั่วเวลาอันสั้น หลังจากพิจารณาชั่วครู่ จากดวงปัญญาอันล้ำเลิศ ทำให้พระภิกษุปู่ทราบทันทีว่า ตัวอักษรทองคำ
ขาดหายไปเจ็ดตัว ได้แก่คำว่า สํ วิ ทา ป กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามขึ้น พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ถึง กับอ้ำอึ้งพร้อมกับนำ ตัวอักษร
ที่ซ่อนไว้คืนท่านทั้งหมด การแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำของท่าน ปรากฏว่าเสร็จเรียบร้อยในตอนเย็นวันนั้นเอง
เมื่อทางฝ่ายไทยชนะโดยเด็ดขาด เสียงกลองและปีพาทย์ก็ประโคมดังสนั่นหวั่นไหว เป็นการเฉลิมฉลองที่ธำรงอธิปไตย
ไว้ได้ และได้ของมีค่าเป็นสมบัติ ของแผ่นดินอีกด้วยเหตุที่พระภิกษุปู่มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสมอบ
ศิริราชสมบัติให้พระภิกษุปู่ครอบครองเป็นเวลา ๗ วัน แต่ท่านปฏิเสธ โดยอ้างว่าท่านเป็นสมณเพศตัดไปแล้วซึ่งเรื่องทางโลก
การครองเมืองอาจจะสำคัญสูงสุด เป็นความเกรียงไกรที่ใครๆ ก็ปรารถนา แต่ท่านถือเพศพราหมจรรย์สละกิเลสทั้งปวงแล้วจึง
จะรับภาระอันผิดกิจพระสงฆ์หาได้ไม่ พระมหากษัตริย์ได้ฟังดังนั้นก็จนพระทัย แต่ความสำนึกถึงพระคุณมีอำนาจสูงยิ่ง พระองค์
จึงประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พระภิกษุปู่ดำรงสมณศักดิ์เป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ตั้งแต่บัดนั้น
ท่านจำพรรษาเรียนพระธรรมบทอยู่ที่วัดราชานุวาสเป็นเวลาหลายปีท่ามกลางศรัทธาอันมั่นคงขอไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และ
บ้านเมืองก็ได้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากอริราชไพรีทั้งปวง
กาลครั้งหนึ่ง เกิดโรคห่าระบาดขึ้นอย่างร้ายแรงในพระมหานคร (อหิวาตกโรค) พสกนิกรล้มตายราวกับใบไม้ร่วง
ความเดือดร้อนของประชาชนนี้ล่วงรู้ ถึงพระกรรณของพระมหินทราธิราช ก็ทรงห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง บังเอิญทรงรำลึกถึง
พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ขึ้นได้จึงโปรดเกล้าฯ ให้นายศรีธนนชัยไปมิมนต์ท่านมาพบพระราชมุนีฯ ได้ทำน้ำมนต์
ประพรมทั่วเมือง และเกิดผลศักดิ์สิทธิ์ทันตาเห็น กล่าวคือโรคห่าที่ระบาดก็ซบเซาลง และเหือดหายไปในระยะเวลาไม่กี่วัน
เมื่อบ้านเมืองคืนสู่ความเป็นปกติ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่พระมหากษัตริย์จะเพิ่มความเคารพและเลื่อมใสในองค์ท่านอีก
ในหลวงมีรับสั่งว่า ถ้าท่านประสงค์สิ่งใดก็ขอให้แจ้งทันที ซึ่งพระองค์จะถวายทุกอย่าง
เวลาผ่านไปอีกนานนับสิบๆปี จนพระราชมุนีฯ หรือพระภิกษุปู่ชราภาพลงมากแล้ว ท่านคิดถึงถิ่นกำเนิดเป็นกำลัง ในวัน
หนึ่ง พระราชมุนีฯ ก็เข้าเฝ้าองค์พระประมุขของชาติและทูลลากลับภูมิลำเนาเดิมแม้จะเสียดายเพียงไร สมเด็จพระเข้าอยู่หัว
ก็ไม่อาจจะขัดความปรารถนาได้ จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นดังประสงค์
</TD></TR><TR><TD class=smalltext vAlign=bottom width="85%"><TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=smalltext width="100%" colSpan=2></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
ได้ฟังกิติศัพท์เล่าลือเกี่ยวกับ ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
แห่งวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี ความศักดิ์สิทธิ์อันนี้ บ้างก็เป็นเรื่องของการคลาดแคล้ว
จากอุบัติเหตุสยอง จากไฟไหม้ หรือจากภัยพิบัตินานานับประการ และหลวงพ่อทวด
มิใช้จะคุ้มครองเฉพาะในด้านอุบัติเหตุเท่านั้น แม้แต่ในทางโชคลาภก็ให้ผลอย่างดีที่สุด
ดังที่ได้ประจักษ์แก่ผู้เสื่อมใสมาแล้ว
เกือบ ๔๐๐ ปีผ่านมาแล้ว ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ.๒๑๒๕ ณ
บ้านสวนจันทร์ ตำบลชมพล เมืองจะทิ้งพระ (อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลาขณะนี้)
ทารกเพศชายคนหนึ่งได้ลืมตาชมโลก โดยถือกำเนิดจากนายหู และนางจันทร์ ซึ่งอายุ
มากแล้ว ผู้เป็นบิดาและมารดาของทารกน้อยๆ น้อยๆ นี้ ฐานะแร้นแค้นมากแต่ยึดมั่นอยู่
ในศีลธรรมอันดีงาม มีใจเป็นกุศล อยู่เสมอ และไม่เบียดเบียนสัตว์ นายหูกับนางจันทร์
อาศัยอยู่กับคหบดีผู้ไม่ปรากฏนามท่านหนึ่ง ในฐานะของบ่าวซึ่งต้องใช้แรงงานเป็น
เครื่องยังชีพ ทารกนั้นเจริญวัยขึ้น สองสามีภรรยาจึงตั้งชื่อว่า "ปู่"
วันหนึ่ง คนทั้งสองไปเกี่ยวข้าวให้คหบดี โดยอุ้มเอาเจ้าปู่ไปด้วย ครั้นถึงทำเลเหมาะ กล่าวคือมีต้นเหม้าและต้นหว้า
อันร่มครื้น นางจันทร์ได้ผูกเปลระหว่างโคนต้นไม้สองต้นนี้ แล้วก็ลงมาเกี่ยวข้าวพร้อมด้วยนายหู เกี่ยวข้าวไปได้ครู่ใหญ่
ด้วยความเป็นห่วงลูกน้อย จึงทำให้นางจันทร์เหลียวไปมอง แต่แล้วก็ตกอกตกใจเป็นยิ่งนัก เพราะงูใหญ่ตัวหนึ่งได้รัดเปล
ที่บุตรนอนหลับ อยู่
สองผัวเมียได้ร้องโวยวายขึ้น และตะโกนเรียกให้ชาวบ้านมาช่วย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้บริเวณใต้ต้นไม้เลย
เนื่องจากงูใหญ่แผ่แม่เบี้ยและขู่ฟ่อ ทำทีเหมือนจะฉกทันที หากผู้ใดล่วงล้ำเข้ามา ส่วนนายหูกับนางจันทร์นั้นได้สังเกตว่า
งูใหญ่มิได้ทำร้ายบุตรของตน ก็สงสัยว่าน่าจะเป็นเทพยดา แปลงลงมา เพื่อเป็นศุภฤกษ์อะไรสักอย่าง มากกว่าจะเป็นงูจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็หาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชา ขออย่างให้ทำอันตรายแก่เจ้าปู่ซึ่งเป็นลูกเลย ในชั่วครู่ต่อมางูใหญ่
ก็คลายลำตัวที่รัดเปลออก และหายวับไปกับตา ซึ่งก่อให้เกิดความปลื้มปิติแก่ชาวบ้านและนายหูนางจันทร์
เมื่อคนกลุ่มนั้นเข้าไปดูที่เปล ก็ปรากฏว่าเจ้าปู่ ยังนอนหลับตามสบาย และที่เหนือตรงอกตอนระดับคอมีดวงแก้ววางอยู่
ดวงแก้วเปล่งเป็นฉัพพรรณรังษี (รัศมี ๖ ประการที่มักจะเกิดขึ้นแก่ผู้มีบุญ) อันงดงามจับตายิ่ง คนกลุ่มนั้นจึงพากับกราบไหว้
งูใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำแลงมาให้แก้ววิเศษ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานายหูและนางจันทร์ก็ได้รักษาดวงแก้วนั้นไว้เป็นอย่างดี
ในฐานะของคู่บุญของลูกน้อย
แต่ความทราบถึงคหบดีผู้เป็นนาย ด้วยความละโมภโลภมาก คหบดีจึงขอดวงแก้วจากสองผัวเมีย นายหูและนางจันทร์
พูดอะไรไม่ออก แม้จะเสียดายดวงแก้วเป็นที่สุด ก็จำเป็นต้องยอมมอบให้ เพื่อตนเองจะได้พึ่งร่มไทรใบบุญต่อไป ส่วนคหบดี
ผู้นั้น เมื่อได้เป็นกรรมสิทธิ์ดวงแก้วของพญางูแล้ว ก็เฝ้าแต่ชื่นชมแก้ววิเศษนั้น และคิดว่าตนมีบุญบารมีเหนือกว่าใครๆ ในเมือง
แต่ผลกลับปรากฏในลักษณะตรงกันข้าม เพราะคหบดีและครอบครัวพบความวิบัติต่างๆ เช่นการป่วยไข้เป็นอาทิ คหบดีพยายาม
หาทางบำบัดเท่าใด ความวิปริตนานาประการก็ยิ่งตามมาเท่านั้น แกจึงคิดถึงดวงแก้วพญางูขึ้นได้ว่า ที่ตนเอามาครอบครอง
เป็นกรรมสิทธิ์นั้นเป็นไปโดยไม่เป็นธรรม ฟ้าดินจึงลงโทษ
เมื่อไม่สามารถจะรักษาแก้ววิเศษไว้ได้คหบดีก็นำมาคืนนายหูกับนางจันทร์ผู้เป็นเจ้าของเดิม และตั้งแต่บัดนั้นมาครอบครัว
ของคหบดีก็คืนสู่ความเป็นปกติ ข้าวในนางอกงามและการป่วยไข้ก็หายขาด ด้วยเหตุผลอันนี้เอง สองคนผัวเมียจึงไม่ถูก
ใช้งานหนัก และได้รับความสุขสบายสมควรแก่อัตภาพ
จำเนียรกาลล่วงมาจนกระทั่งเจ้าปู่อายุได้ ๗ ขวบ สองสามีภริยาจึงดำริจะให้ลูกชายเล่าเรียนหาความรู้ แต่โรงเรียนสมัย
ก่อนก็คือวัดและครูบาอาจารย์ก็มักจะเป็นเจ้าอาวาสหรือพระฉะนั้นที่เรียนของเจ้าปู่จึงต้องเป็นสถานที่ดังกล่าว ซึ่งบิดามารดา
นำมาถวายแก่สมภารจวงแห่งวัดดีหลวง เด็กชายปู่เล่าเรียนด้วยความเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าเด็กคนอื่นๆ เป็นที่ชื่นชมยินดีแก่ผู้ให้
กำเนิด และรักเอ็นดูแก่สมภารจวงเวลาผ่านไปอีก ๘ ปีซึ่งเด็กชายปู่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นสมภารจวงก็บวชให้เป็นสามเณร และต่อมา
ท่านก็พาไปฝากที่วัด สีหยัง (วัดสีดุยัง อ. ระโนต ขณะนี้) โดยให้เรียนหนังสือมูลกัจจายน์กับท่านพระครูสัทธรรมรังษี ที่ทาง
คณะสงฆ์ของแผ่นดินส่งท่านมาจากพระนครศรีอยุธยา (ราชธานีสมัยกระโน้น)
ด้วยความปราชญ์เปรื่องและเฉลียวฉลาดในเวลาอันสั้นสามเณรก็เจนจบในวิชามูลฯ ท่ามกลางความ ชื่นชมของ พระครู
และผู้เกี่ยวข้องร่วมด้วย หลังจากที่ไม่มีอะไรจะให้ศึกษาเพิ่มเติมอีกแล้ว สามเณรปู่ก็กราบอาจารย์มายังวัดเสมาเมือง นคร-
-ศรีธรรมราช เพื่อหาความรู้ต่อที่สำนักพระครูกาเดิม และศึกษาที่นั่นจนอายุครบบวช พระครูกาเดิมอาจารย์ชั้นสูงได้อุปสมบท
ตามเจตนารมณ์ของสามเณรปู่และทำญัติอุปสมบทตั้งฉายาว่า "สามีราโม" โดยเอาเรือ ๔ ลำมาเทียบขนานเข้าเป็นแพทำญัติ
ณ คลองเงียบสงบแห่งหนึ่ง ต่อมาก็ได้เรียกชื่อนั้นว่า "คลองท่าแพ" จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งเป็นชื่อจากพิธีกรรมครั้งกระโน้น
http://www.lptuad.com/histo/03.jpg
เมื่อศึกษาธรรมอยู่ที่สำนัก ของพระครูกาเดิมได้ ๓ ขวบปี พระภิกษุปู่ก็อำลาอาจารย์กลับลำเนาเดิม เพราะได้เรียน
พระธรรมบทโดยสมบูรณ์แล้ว อยู่ต่อมาได้เล็กน้อย ความอยากรู้วิชาก็ได้ดิ้นเร่าใน สามัญสำนึกของท่านตามแบบฉบับ
ของอัจฉริยบุคคลที่ต้องการรอบรู้ไม่มีที่สิ้นสุด พระภิกษุปู่ต้องการจะเรียนพระธรรมต่ออีก แต่ในต่างเมืองหาที่เรียนไม่ได้
นอกจากพระนครหลวง (กรุงศรีอยุธยา)
พระภิกษุปู่จึงขอโดยสารเรือสำเภาของนายอินทร์ที่เมืองท่าจะทิ้งพระ เพื่อไปยังพระนครศรีอยุธยา (ขณะนั้นสมเด็จ
พระมหินทราธิราชครองเมืองอยู่) เรือสำเภาแล่นมาถึงนครศรีธรรมราช จึงเป็นธรรมดาของชาวเรือทั่วไปที่จะต้องขึ้นไป
นมัสการพระบรมสาริกธาตุ ให้คุ้มครองแก่การเดินเรือทะเล นายอินทร์เจ้าของสำเภาก็กระทำเช่นเดียวกับชาวเรืออื่นๆ
เสร็จแล้วก็มาลงเรือตามเดิมที่คลองท่าแพ และกางใบออกสู่ทะเลตั้งแต่บัดนั้น
เรือสำเภาแล่นมาโดยความเรียบร้อยสามวันสามคืน วันหนึ่งท้องฟ้าอากาศวิปริตขึ้นกล่าวคือเกิดมืดฟ้ามัวดินและพายุพัดจัด
ท้องทะเลเป็นบ้าคลั่งปั่นป่วนไปหมดนายอินทร์จึงลดใบทอดเสมอโต้คลื่น ลมเป็นเวลาสามวันเต็มๆ จนกระทั่งมรสุมร้ายสิ้นไป
ท้องทะเลสาบเรียบสงบ แต่การผ่านเหตุการณ์ขั้นอุกฤษฎ์ทำให้น้ำจืดในเรือสำเภาหมด นายอินทร์และลูกน้องในเรือเกิดความ
เดือดร้อนมาก คนเหล่านั้นพากานเป็นเดือดเป็นแค้น เพราะแต่ก่อนร่อนชะไรไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้อุบัติขึ้น นอกจากครั้งนี้
ซึ่งมีพระภิกษุปู่ร่วมโดยสารด้วย
เมื่อนายอินทร์ คิดว่าท่านคือ สิ่งที่นำความวิบัติมาให้ ก็เกิดบันดาลโทสะเยี่ยงพวกเดียรถีทั้งหลายที่ไม่มีศาสนาเป็นสรณะ
นายอินทร์จึงไล่พระภิกษุลงจากสำเภา โดยให้ลูกเรือนำไปส่งทีฝั่งตามยะถากรรม ขณะที่นั่งเรือเล็กท่านก็ได้สำแดงอภิหาร
ในตอนนี้ กล่าวคือภิกษุปู่บริกรรมเวทย์ชั่วครู่ แล้วก็ยื่นเท้าออกไปเหยียบน้ำทะเล จากนั้นก็บอกให้ลูกเรือตักน้ำชิมดู ลูกเรือ
ปฏิบัติตามคำของท่านอย่างเสียไม่ได้แต่ช่างน่าอัศจรรย์ที่สุด เพราะน้ำทะเลตำแหน่งนั้นจืดสนิทเหมือนน้ำท่า ขณะที่รอบๆ
บริเวณเค็มจัดเช่นเดียวกับน้ำทะเลยามปกติ ลูกเรือนั้นตื่นเต้นมากพร้อมกันก็ได้รีบปีนขึ้นไปบนลำเภาเพื่อรายงานนายอินทร์
และพรรคพวกทุกคนตะลึงด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะนายอินทร์ถึงกับ กราบแทบเท้า ของพระภิกษุปู่เพราะเกิดความ
เคารพนับถืออย่างแท้จริง
พวกชาวเรือต่างพากันตักน้ำนี้ ใส่ภาชนะไว้บริเวณน้ำจืดมีปริมาณมณฑลกว้างประมาณวงล้อของเกวียน หลังจากที่ได้
น้ำจืดเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว นายอินทร์และลูกน้องก็ได้กราบขอร้องให้ภิกษุปู่ โดยสารอีกต่อไปและขอลุแก่โทษ
สำหรับบาปที่ได้ไล่ท่านลงจากเรือเมื่อสักครู่
เรือสำเภาแล่นไปในทะเลเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ก็บรรลุถึงพระนครศรีอยุธยา นายอินทร์ได้นิมนต์พระภิกษุปู่ให้เข้า
ไปจำวัดในเมืองหลวง แต่ท่านถือสันโดษและปรารถนาความเงียบสงบ จึงเห็นว่าตามชานเมืองน่าจะเป็นทำเลที่เหมาะกว่า
เพราะวิเวกและปราศจากความวุ่นวายทั้งปวง วัดที่พระภิกษุปู่พำนักอาศัยได้แก่วัดราชานุวาส (ขณะนั้นเป็นรัชสมัยของสมเด็จ
พระมหินทราธิราช)
กาลเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง สมัยนั้นพระเจ้าวัฎฎะคามินีแห่งประเทศลังกาต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพ กล่าวคือ
อยากจะได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ชอบการรบราฆ่าฟันหรือกระทำศึกสงครามให้เสียไพร่บ้านพลเมือง
โดยใช้เหตุ จึงทรงวางแผนทางการเมืองอย่างหนึ่ง แผนดังว่านี้ก็คือ เป็นไปอย่างสันติวิธี แต่สามารถชนะได้เด็ดขาด พระเจ้า
อยู่หัวแห่งกรุงลงกาออกพระบรมราชโองการทันทีโดยให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์ให้ช่างทองประจำราช
สำนัก เพื่อไปหล่อเป็นตัวอักษรในบาลีเล็กเท่ใบมะขาม จำนวน ๑๕,๐๐๐ เมล็ด จากนั้นก็มอบให้พราหมณ์ผู้เฒ่าทั้งเจ็ดอีกต่อ
หนึ่ง รวมทั้งเรือสำเภาเจ็ดลำ ซึ่งบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณและของมีค่า พร้อมกันนั้นพระเจ้าวัฎฎะคามินีก็ได้ทรงกระซิบบอกเป็นความลับให้
http://www.lptuad.com/histo/02.jpg
พราหณ์ทั้งเจ็ดดำเนินแผนตามกโลบายของพระองค์ ส่วนพวกพราหมณ์ก็กระชับรับคำเป็นอย่างดี ครั้นแล้วก็ออกสำเภา
ใน เพลานั้น เมื่อบรรลุถึงพระนครศรีอยุธยา และจอดเรือเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้เฒ่าก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์
ของตนแก่พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยาม
ความในพระราชสาส์นนั้นมีว่า พระเจ้าวัฎฎะคามินีขอท้าให้พระเจ้ามหินทราธิราช ทรงแปลและเรียงเมล็ดทองคำตอบลำดับ
ให้เสร็จภายในกำหนดไม่เกิดเจ็ดวัน นับตั้งแต่วันรับสาส์นเป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่เสร็จตามสัญญา ก็จะยึดกรุงศรีอยุธยา
ให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลงกาตลอด
ไปทุกๆ ปี เยี่ยงประเทศราชทั้งหลายเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบความดังนั้น ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้นายศรีธนนชัย
สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์เชิญพระราชาคณะ และพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิทั่วพระมหานคร เพื่อให้กระทำหน้าที่เรียงและแปล
อักษรทองคำ ซึ่งพระเจ้ากรุงลงกาท้าพนัน
วันเวลาผ่านไปได้ ๖ วัน ก็ยังไม่มีภิกษุรูปใดเข้ามาตามประกาศเรื่องนี้ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงปริวิตกมาก ถึงกับไม่เป็น
อันทรงอันเสวย ซึ่งเป็นกิจวัตร และในคืนนั้นเอง พระองค์ก็พระสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะสง่างามตัวหนึ่ง จากทิศ
ตะวันตก เข้ามาในพระราชนิเวสน์ แล้วก็ก้าวขึ้นยืนผงาดบนพระแท่น เปล่งเสียงร้องกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ แล้วในหลวงก็ทรง
สะดุ้งตื่นจากสุบินนิมิตรประหลาด จากนั้นก็กระวนกระวายบรรทมไม่หลับจนรุ่งแจ้ง เมื่อเสด็จออกว่าราชการตอนเช้า หลังจาก
ที่เล่าความฝันให้โหรเอกประจำราชสำนักฟัง ก็ได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า
เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่กระจายไปทั่วสี่ทิศ เป็นที่เกรงขามแก่
เหล่าอริราชทั้งปวง ซึ่งจะมีพระภิกษุหนุ่มจากทิศตะวันตก ช่วยขันอาสาแปลและเรียงตัวอักษรทองจนสำเร็จ ในหลวงได้ฟัง
การพยากรณ์ดังนั้น ก็ค่อยเบาพระทัยลงและรับสั่งให้ข้าราชบริพารตามหาภิกษุรูปนั้นทันที
บังเอิญนายศรีธนชัยตามพบพระภิกษุปู่ที่วัดราชานุวาส เมื่อได้ไต่ถามก็ได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง(พัทลุงในปัจจุบัน)
เพื่อศึกษาพระธรรมเพิ่มเติม นายศรีธนนชัยจึงเล่าความตามจริงให้ฟังทุกประการโดยอ้างตอนท้ายว่า ท่านคนเดียวเท่านั้น
ที่ตรงกับพระสุบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีได้พระภิกษุปู่ตอบอย่าง
ใคร่ครวญว่า ไม่แน่ใจว่าอาตมาจะมีความสามารถหรือไม่ แต่ควรจะทดลองดูดีกว่า เมื่อพระภิกษุผู้อัจฉริยะตามนายศรีธนนชัย
มาถึงที่พระชุมสงฆ์ ท่านก็หยิบศิลาแลงหน้าพระวิหารหักเป็นสองท่อน ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ประจักษ์แก่สายตาของบุคคล
ทั่วไป รวมทั้งองค์ประมุขของชาติด้วย ในหลวงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานปูพรมต้อนรับในที่อันควร ครั้นแล้วก็ทรงนมัสการผู้มีศีล
แต่ก่อนที่พระภิกษุปู่เข้านั่งประจำที่ เพื่อแปลพระธรรมจากอักษรทอง ท่านก็ได้แสดงอาการอันแปลกประหลาดที่สุด
การแสดงนั้นคือ พระภิกษุปู่เอนกายลงนอนในท่าสีหะไสยาสน์ แล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง ต่อมาก็กระเถิบไปข้างหน้าห้าครั้ง
จากนั้นก็นั่งยังที่ตามเดิม พราหมณ์เฒ่าทั้งเจ็ดได้เห็นดังนั้นก็หัวเราเยาะ แล้วดูหมิ่นว่า ท่านหรือจะเป็นผู้แปลพระธรรมของ
พระบรมศาสดา ก็เมื่อท่านแสดงเสมือนหนึ่งเด็กไร้เดียงสาหรือคนบ้าดังนี้แล้ว จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะสามารถกระทำกิจใหญ่ได้
พระภิกษุโต้ตอบว่า ในประเทศบ้านเมืองของท่าน ก็มีการแสดงอันตลกเช่นนี้ ท่านพราหมณ์ทั้งเจ็ดไม่เคยพบเห็นบ้างเชียวหรือ?
พวกพราหมณ์ได้ฟังก็นิ่งนึกอยู่ แต่ก็คิดไม่ออกจึงนำบาตรใส่อักษรทองคำมาประเคนท่านเป็นการตัดบท พระภิกษุปู่
รับประเคนบาตรมาพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า ถ้าบุญญาธิการของสยามยังอยู่ ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก
คุณบิดามารดา และพระสยามเทวาธิราชจงบันดาลให้ท่านทำงานของชาติชิ้นนี้สำเร็จเถิด เมื่ออธิษฐานด้วยดวงจิตอันแน่วแน่
แล้ว พระภิกษุปู่ก็คว่ำบาตรอักษรทองคำออกมา และคุยกับพราหมณ์ตามปกติ ไม่แสดงความหนักใจอันใดให้เห็น
เนื่องจากสวรรค์ส่งท่านมาเกิด เพื่อดับยุคเข็ญของแผ่นดิน ประกอบกับดวงชะตาเมืองยังดีอยู่เทพยดาจึงบรรดาลให้
พระภิกษุปู่แก้ไขวิกฤตกาลสำเร็จ เมล็ดทองคำรูปใบมะขาม ๘๔,๐๐๐ เมล็ดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย ซึ่งท่านเรียงตามลำดับ
เสร็จไปในชั่วเวลาอันสั้น หลังจากพิจารณาชั่วครู่ จากดวงปัญญาอันล้ำเลิศ ทำให้พระภิกษุปู่ทราบทันทีว่า ตัวอักษรทองคำ
ขาดหายไปเจ็ดตัว ได้แก่คำว่า สํ วิ ทา ป กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามขึ้น พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ถึง กับอ้ำอึ้งพร้อมกับนำ ตัวอักษร
ที่ซ่อนไว้คืนท่านทั้งหมด การแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำของท่าน ปรากฏว่าเสร็จเรียบร้อยในตอนเย็นวันนั้นเอง
เมื่อทางฝ่ายไทยชนะโดยเด็ดขาด เสียงกลองและปีพาทย์ก็ประโคมดังสนั่นหวั่นไหว เป็นการเฉลิมฉลองที่ธำรงอธิปไตย
ไว้ได้ และได้ของมีค่าเป็นสมบัติ ของแผ่นดินอีกด้วยเหตุที่พระภิกษุปู่มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสมอบ
ศิริราชสมบัติให้พระภิกษุปู่ครอบครองเป็นเวลา ๗ วัน แต่ท่านปฏิเสธ โดยอ้างว่าท่านเป็นสมณเพศตัดไปแล้วซึ่งเรื่องทางโลก
การครองเมืองอาจจะสำคัญสูงสุด เป็นความเกรียงไกรที่ใครๆ ก็ปรารถนา แต่ท่านถือเพศพราหมจรรย์สละกิเลสทั้งปวงแล้วจึง
จะรับภาระอันผิดกิจพระสงฆ์หาได้ไม่ พระมหากษัตริย์ได้ฟังดังนั้นก็จนพระทัย แต่ความสำนึกถึงพระคุณมีอำนาจสูงยิ่ง พระองค์
จึงประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พระภิกษุปู่ดำรงสมณศักดิ์เป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ตั้งแต่บัดนั้น
ท่านจำพรรษาเรียนพระธรรมบทอยู่ที่วัดราชานุวาสเป็นเวลาหลายปีท่ามกลางศรัทธาอันมั่นคงขอไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และ
บ้านเมืองก็ได้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากอริราชไพรีทั้งปวง
กาลครั้งหนึ่ง เกิดโรคห่าระบาดขึ้นอย่างร้ายแรงในพระมหานคร (อหิวาตกโรค) พสกนิกรล้มตายราวกับใบไม้ร่วง
ความเดือดร้อนของประชาชนนี้ล่วงรู้ ถึงพระกรรณของพระมหินทราธิราช ก็ทรงห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง บังเอิญทรงรำลึกถึง
พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ขึ้นได้จึงโปรดเกล้าฯ ให้นายศรีธนนชัยไปมิมนต์ท่านมาพบพระราชมุนีฯ ได้ทำน้ำมนต์
ประพรมทั่วเมือง และเกิดผลศักดิ์สิทธิ์ทันตาเห็น กล่าวคือโรคห่าที่ระบาดก็ซบเซาลง และเหือดหายไปในระยะเวลาไม่กี่วัน
เมื่อบ้านเมืองคืนสู่ความเป็นปกติ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่พระมหากษัตริย์จะเพิ่มความเคารพและเลื่อมใสในองค์ท่านอีก
ในหลวงมีรับสั่งว่า ถ้าท่านประสงค์สิ่งใดก็ขอให้แจ้งทันที ซึ่งพระองค์จะถวายทุกอย่าง
เวลาผ่านไปอีกนานนับสิบๆปี จนพระราชมุนีฯ หรือพระภิกษุปู่ชราภาพลงมากแล้ว ท่านคิดถึงถิ่นกำเนิดเป็นกำลัง ในวัน
หนึ่ง พระราชมุนีฯ ก็เข้าเฝ้าองค์พระประมุขของชาติและทูลลากลับภูมิลำเนาเดิมแม้จะเสียดายเพียงไร สมเด็จพระเข้าอยู่หัว
ก็ไม่อาจจะขัดความปรารถนาได้ จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นดังประสงค์
</TD></TR><TR><TD class=smalltext vAlign=bottom width="85%"><TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=smalltext width="100%" colSpan=2></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>