View Full Version : ชาดก 547 เรื่อง
อาวุโสพรรคมาร
11-17-2007, 11:39 PM
http://www.dharma-gateway.com/image/siam-buddha.jpg
อาวุโสพรรคมาร
11-17-2007, 11:41 PM
1 อปัณณกชาดก
ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ ในพระเชตวันมหาวิหาร ตรัสอปันณกธรรมเทศนานี้ก่อน ถามว่า ก็เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะปรารภใคร ? ตอบว่า เพราะปรารภสาวกของเดียรถีย์สหาย ของท่านเศรษฐี.
ความพิสดารมีว่า วันหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ชักพาพวกสาวกของอัญญเดียรถีย์ ๕๐๐ คน ผู้เป็นสหายของตน ให้ถือดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้เป็นอันมาก และนํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อย และผ้าเครื่องปกปิด ไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาด้วยของหอม และดอกไม้เป็นต้น สละเภสัชและผ้าถวายแก่ภิกษุสงฆ์ แล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง
สาวกของอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ถวายบังคมพระตถาคตแล้ว แลดูพระพักตร์ของพระศาสดาอันงามสง่า ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ แลดูพระวรกายดุจกายพรหมอันประดับด้วยพระลักษณะและพระอนุพยัญชนะ แวดวงด้วยพระรัศมีด้านละวา
ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสธรรมกถาอันไพเราะ วิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ ด้วยพระสุรเสียงประดุจเสียงพรหม น่าสดับฟัง แก่สาวกของอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น สาวกของอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีจิตเลื่อมใส ลุกขึ้นถวายบังคมพระทศพล ทำลายสรณะของอัญญเดียรถีย์แล้ว ได้ถึงพระ พุทธเจ้าเป็นสรณะ จำเดิมแต่นั้น พวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น มีมือถือของ หอมและดอกไม้เป็นต้น ไปพระวิหาร ฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีล กระทำ อุโบสถกรรม พร้อมกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นนิตยกาล
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จจากกรุงสาวัตถีกลับไปกรุงราชคฤห์อีกแล ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จไปแล้ว สาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นก็ได้ทำลายสรณะนั้นเสีย กลับไปถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะอีก ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นเค้ามูลเดิมของตนนั่นเอง ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ ๗ - ๘ เดือน ได้เสด็จกลับไปยังพระเชตวันเหมือนเดิมอีก ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็พาสาวกอัญญเดียรถีย์ เหล่านั้นไปเฝ้าพระศาสดาอีก บูชาพระศาสดาด้วยของหอมและดอกไม้เป็น ต้น ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พวกสาวกอัญญเดียรถีย์แม้เหล่านั้น ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงความที่พวกสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น เมื่อพระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไปแล้ว ได้ทำลายสรณะที่รับไว้ กลับไปถืออัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ ดำรงอยู่ในฐานะเดิมอีก
พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงตรัสถามว่า ได้ยินว่า พวกท่านผู้เป็นอุบาสก ทำลายสรณะ ๓ เสียแล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ จริงหรือ ? ลำดับนั้น เมื่อพวกสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้พากันกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในโลกธาตุ เบื้องล่างจดอเวจี มหานรก เบื้องบนจดภวัคคพรหม และตามขวางหาประมาณมิได้ ชื่อว่าบุคคล เช่นกับพระพุทธเจ้าโดยพระคุณทั้งหลาย ย่อมไม่มี บุคคลที่ยิ่งกว่าจักมีมาแต่ไหน
แล้วทรงประกาศคุณของพระรัตนตรัยที่ทรงประกาศไว้ด้วย พระสูตรทั้งหลายแล้วจึงตรัสว่า บุคคลจะเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม ผู้ถึงพระรัตนตรัยอัน ประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกย่อมไม่มี อนึ่งพ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ เพราะเหตุไร พวกท่านจึงพากันทำลายสรณะเห็นปานนี้ แล้วถึงอัญญเดียรถีย์ เป็นสรณะ กระทำกรรมอันไม่สมควรเลย
พระผู้ มีพระภาคเจ้าครั้นทรงโอวาทอุบาสกทั้งหลาย โดยประการต่าง ๆ อย่างนี้แล้ว ได้ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มนุษย์ทั้งหลาย ถือเอา สิ่งที่ไม่ใช่สรณะ ว่าเป็นสรณะ โดยการถือเอาด้วยการคาดคะเน โดยการถือ เอาผิด ได้ตกเป็นภักษาหารของยักษ์ในทางกันดาร ซึ่งอมนุษย์หวงแหนแล้ว ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ส่วนเหล่ามนุษย์ผู้ถือการยึดถือชอบธรรม ยึด ถือความแน่นอน ยึดถือไม่ผิด ได้ถึงความสวัสดีในทางกันดารนั้นนั่นเอง ครั้นตรัสแล้วได้ทรงนิ่งเสีย
ลำดับนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีลุกขึ้น จากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวชมเชยแล้ว ประคองอัญชลี เหนือเศียรเกล้า กราบทูลอย่างนี้ว่า บัดนี้ การที่พวกอุบาสกเหล่านี้ ทำลายสรณะอันอุดมแล้ว ถือสรณะยึดถือเอาด้วยการคาดคะเน ยึดถือเอาอย่างผิด ๆ ปรากฏแก่พระองค์ก่อน ส่วนในปางก่อนพวกมนุษย์ผู้ยึดถือด้วยการคาดคะเน มีความพินาศ และพวกมนุษย์ผู้ยึดถือโดยชอบธรรม มีความสวัสดีในทางกันดารที่อมนุษย์หวงแหนยังลี้ลับสำหรับข้าพระองค์ ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์เลย ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงกระทำเหตุนี้ ให้ปรากฏ เหมือนยังพระจันทร์เต็มดวงให้เด่นขึ้นในอากาศฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี เราแลบำเพ็ญ บารมี ๑๐ ทัศในกาลหาปริมาณมิได้ ได้แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ก็เพื่อ จะตัดความสงสัยของชาวโลกนั่นแล ท่านจงเงี่ยโสตฟังโดยเคารพ แล้วได้ทรงเล่าอดีตนิทานไว้ดังนี้
ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่าพรหมทัตอยู่ในพระนครพาราณสี แคว้นกาสิกรัฐ ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน ครั้นเติบใหญ่ได้เที่ยวกระทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ในการเดินทางไปค้าขายของพระ โพธิสัตว์นั้น บางครั้งจากเดินทางจากต้นแดนไปยังปลายแดน บางครั้งจากปลายแดน ไปยังต้นแดน
ในเมืองพาราณสีนั่นเองมีบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่ง บุตรพ่อค้าเกวียนคนนั้น เป็นคนเขลา เป็นคนไม่มีปัญญา ไม่ฉลาดในอุบาย ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์มาเอาสินค้ามีค่ามาจากเมืองพาราณสีบันทุกเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม เตรียมการจะเดินทางแล้วพักอยู่ ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียน ผู้เขลานั้นก็บันทุกเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม เตรียมการจะเดินทางแล้วพักอยู่เหมือนกัน พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานี้จักไปพร้อมกับเราทีเดียวไซร้ เมื่อเกวียนพันเล่มไปพร้อมกัน แม้ทางก็จักไม่พอเดิน ฟืน และน้ำเป็นต้น ของพวกมนุษย์ก็ดี หญ้าของพวกโคก็ดี จักหาได้ยาก บุตรพ่อ ค้าเกวียนผู้เขลานี้หรือเรา ควรจะไปข้างหน้าจึงจะสมควร
พระโพธิสัตว์นั้นจึงเรียกบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นมาบอกเนื้อความนั้นแล้วกล่าวว่า เราทั้งสองไม่อาจไปรวมกัน ท่านจักไปก่อนหรือจะให้เราไปก่อน บุตรพ่อค้าเกวียนนั้นคิดว่า เมื่อเราไปข้างหน้าจะมี อานิสงส์มาก เราจักไปโดยหนทางยังไม่แตกเลย พวกโคจักได้เคี้ยวกินหญ้าที่ยังไม่มีใครถูกต้อง พวกผู้คนจักมีผักอันเกื้อกูลแก่แกงซึ่งยังไม่ได้จับต้อง น้ำจักใส เราเมื่อไปตามชอบใจ จักตั้งราคาขายสินค้าได้ บุตรพ่อค้าเกวียนนั้นจึงกล่าว ว่า สหาย เราจักไปก่อน
พระโพธิสัตว์ได้เห็นการไปทีหลังว่ามีอานิสงส์มาก โดยทรงคิดอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้เมื่อไปก่อน จักกระทำหนทางขรุขระที่ให้เรียบเตียน เราจักเดินทางไปตามทางที่คนเหล่านี้ไปแล้ว เมื่อโคงานซึ่งเดินทางไปก่อนกินหญ้าแก่และแข็ง โคทั้งหลายของเราจักเคี้ยวกินหญ้าอร่อยซึ่งงอกขึ้นมาใหม่ ผักซึ่งใช้ทำแกงของพวกมนุษย์ ซึ่งงอกขึ้นจากที่ที่ถูกเด็ดเอาไปจักแตกยอดออกมาใหม่ จักเป็นของอร่อย ในที่ที่ไม่มีน้ำ คนเหล่านี้จักขุดบ่อทำให้น้ำเกิดขึ้น เราจักดื่มน้ำในบ่อที่คนเหล่านี้ขุดไว้ การตั้งราคาสินค้า เราไปข้างหลังจักขายสินค้า ตามราคาที่คนเหล่านี้ตั้งไว้ พระโพธิสัตว์นั้นเห็นอานิสงส์มีประมาณเท่านี้จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงไปก่อนเถิด บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลารับคำ แล้ว จึงเทียมเกวียนทั้งหลายเป็นการใหญ่ ออกไปล่วงพ้นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ถึงปากทางกันดาร โดยลำดับ.
ชื่อว่ากันดารมี ๕ อย่าง คือ กันดารเพราะโจร ๑ กันดารเพราะสัตว์ร้าย ๑ กันดารเพราะขาดน้ำ ๑ กันดารเพราะอมนุษย์ ๑ กันดารเพราะอาหารน้อย ๑ กันดารในที่นี้นั้นหมายเอากันดารเพราะการขาดน้ำและกันดารเพราะมีอมนุษย์สิงอยู่ เพราะฉะนั้น บุตรพ่อค้า เกวียนผู้เขลานั้นจึงตั้งตุ่มใหญ่ ๆ ไว้บนเกวียนทั้งหลาย บรรจุเต็มด้วยน้ำ เดินทางกันดาร ๖๐ โยชน์.
ครั้นในเวลาที่บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้นถึงท่ามกลางทางกันดาร ยักษ์ผู้อาศัยอยู่ในทางกันดารคิดว่า เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้ ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้อ่อนเพลียกระปลกกระเปลี้ยแล้วกินมันทั้งหมด จึงนิรมิตยานน้อย น่ารื่นรมย์ เทียมด้วย โคหนุ่มขาวปลอด ห้อมล้อมด้วยอมนุษย์ ๑๒ คน ชุ่มด้วยน้ำและโคลน ถืออาวุธพร้อมทั้งโล่เป็นต้น ประดับดอกอุบลและโกมุท มีผมเปียกและผ้าเปียกนั่งมาบนยานน้อยนั้น มีล้อยานเปื้อนเปีอกตม เดินสวนทางมา
ธรรมดาว่าพ่อค้าเกวียนทั้งหลาย เมื่อใดที่ลมพัดมาข้างหน้า เมื่อนั้นก็จะนั่งบนยานน้อยคันหน้า ห้อมล้อมด้วยคนอุปัฏฐาก เพื่อหลีกเลี่ยงฝุ่นที่เกิดขึ้น ในกาลใด ลมพัดมาข้างหลัง ในกาลนั้น ก็หลีกยานไปอยู่ทางข้างหลัง ก็ในกาลนั้น ลมพัดได้มาข้างหน้า เพราะฉะนั้น บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น จึงได้ไปข้างหน้า ยักษ์นั้นเห็นบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นกำลังมาอยู่ จึงให้ยานน้อยของตนหลีกลงจากทาง และได้ทำการปฏิสันถารกับบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นว่า ท่าน ทั้งหลายจะไปไหน
ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียนนำยานน้อยของตนหลีกลงจากทาง เพื่อให้ให้เกวียนสินค้าทั้งหลายที่ตามหลังอยู่ไปก่อน แล้วยืนกล่าวกะยักษ์ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเรามาจากเมืองพาราณสี ส่วนท่านทั้งหลายประดับดอกอุบลและโกมุท ถือดอกปทุมและบุณฑริกเป็นต้น เคี้ยวกินเหง้าบัว เปื้อนด้วยเปือกตม มีหยดน้ำไหล พากันเดินมา ในหนทางที่ท่านทั้งหลายผ่านมา ฝนตกหรือหนอ มีสระน้ำอันดารดาษด้วยดอกอุบลเป็นต้นหรือ
ยักษ์ได้ฟังถ้อยคำของบุตรพ่อค้าเกวียนนั้น แล้วจึงกล่าวว่า สหาย ท่านพูดอะไร ที่นั่น ราวป่าเขียวปรากฏอยู่ ตั้งแต่ที่นั้นไป ป่าทั้งสิ้นมีน้ำอยู่ทั่วไป ฝนตกเป็นประจำ แม้แต่ซอกเขาก็เต็มไปด้วยน้ำ ในที่นั้น ๆ มีสระน้ำดารดาษด้วยดอกปทุม แล้วยักษ์จึงถามว่า ท่านพาเกวียนเหล่านี้มา จะไปไหนกัน? บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า จะ ไปยังชนบทชื่อโน้น ยักษ์กล่าวว่า ในเกวียนเหล่านี้บรรทุกสินค้าอะไรหรือ ? บุตรพ่อค้าจึงตอบชื่อสินค้าให้ทราบ ยักษ์กล่าวว่า เกวียนที่มากำลังข้างหลังดูเป็นเกวียนที่หนักมาก ในเกวียนนั้นมีสินค้าอะไร บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า ในเกวียนนั้นมีน้ำ ยักษ์กล่าวว่า ท่านทั้งหลายนำน้ำมาข้างหลังด้วย ได้กระทำความเนิ่นช้าแล้ว ก็ตั้งแต่นี้ไป ความกังวลเรื่องน้ำย่อมไม่มี ข้างหน้ามีน้ำมาก ท่านทั้งหลายจงทุบตุ่ม เทน้ำทิ้งเสีย จงไปด้วยเกวียน เบาเถิด ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายจงไปเถอะ ความ ชักช้าจะมีแก่พวกเรา แล้วเดินไปหน่อยหนึ่ง ถึงที่ที่คนเหล่านั้นมองไม่เห็น ก็ได้ไปยังนครยักษ์ของตนนั่นแล.
ฝ่ายพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น เพราะความที่ตนเป็นคนเขลาจึงเชื่อคำของยักษ์นั้น จึงให้ทุบตุ่มทั้งหลายทิ้งทั้งหมดไม่เหลือน้ำแม้สักฟายมือเดียว แล้วขับเกวียนไป แต่ว่าในทางข้างหน้าน้ำแม้แต่นิดเดียวก็มิได้มี มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้น้ำดื่ม ก็พากันลำบากแล้ว คนเหล่านั้นพากันไปจนพระอาทิตย์อัสดง จึงปลดเกวียน พักเกวียนให้เป็นวงแล้วผูกโคที่ล้อเกวียน น้ำก็ไม่มีให้แก่พวกโค ข้าวปลาอาหารก็ไม่มีแก่พวกมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนเหล่านั้นก็มีกำลังเปลี้ยลง ไม่ใส่ใจในการงาน พากันนอนหลับไปในนั้น ๆ
ครั้นถึงเวลากลางคืน ยักษ์ทั้งหลายพากันมาจากที่อยู่ ฆ่าโคและมนุษย์ทั้งหมดนั้นให้ถึงแก่ความตาย แล้วกินเนื้อ ของโคและมนุษย์เหล่านั้น ไม่มีเหลือแม้แต่กระดูก แล้วจึงพากันไป ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดถึงความพินาศ เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาคนเดียว ด้วยประการอย่างนี้ กระดูกทั้งหลายก็ได้กระจัดกระจายไปในทิศน้อยใหญ่ เกวียน ๕๐๐ เล่มได้ตั้งอยู่ตามที่บรรทุกไว้เต็มอย่างเดิมแล.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์แล จำเดิมแต่วันที่บุตรพ่อค้าเกวียนโง่ออกไปแล้ว ก็ยับยั้งอยู่ประมาณกึ่งเดือน จึงพากันออกจากพระนครพร้อมกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงปากทางกันดารโดยลำดับ พระโพธิสัตว์นั้นจึงให้ใส่น้ำให้เต็มตุ่ม ณ ปากทางกันดารนั้น แล้วให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องภายในกองค่าย ประกาศให้พวกชนประชุมกันแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าพวกท่านยังไม่ได้รับอนุญาตจากข้าพเจ้า อย่าได้เทน้ำ แม้สักเท่าฟายมือหนึ่งทีเดียว ชื่อว่าต้นไม้มีพิษ ย่อมมีในทางกันดาร ใบไม้ดอกไม้หรือผลไม้ ท่านทั้งหลายไม่เคยกินมาก่อนมีอยู่ พวกท่านถ้ายังไม่ได้ไต่ถามข้าพเจ้า ก็จงอย่าได้เคี้ยวกิน ครั้นให้โอวาทแก่คนทั้งหลายอย่างนี้แล้วจึงเดินทางกันดารด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม.
เมื่อพระโพธิสัตว์ถึงท่ามกลางทางกันดาร ยักษ์นั้นได้แสดงตนใน หนทางสวนกันแก่พระโพธิสัตว์ โดยนัยก่อนนั่นแหละ พระโพธิสัตว์พอเห็นยักษ์นั้นเท่านั้นก็ได้รู้ว่า ในทางกันดารนี้แหละ ไม่มีน้ำ นี้ชื่อว่ากันดารเพราะ ไม่มีน้ำ อนึ่ง ผู้นี้ไม่มีท่าทีเกรงกลัว มีนัยน์ตาแดง แม้เงาของเขาก็ไม่ปรากฏ บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาพร้อมทั้งบริวารคงถูกยักษ์นี้กินเสียแล้วโดยไม่ต้องสงสัย แต่ยักษ์นี้เห็นจะไม่รู้ความที่เราเป็นบัณฑิต และความที่เราเป็นผู้ฉลาดในอุบาย.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์นั้นกล่าวกะยักษ์นั้นว่า พวกท่านจงไปเถิด พวกเราชื่อว่าเป็นพ่อค้า ยังไม่เห็นน้ำอื่นจะไม่ทิ้งน้ำที่บรรทุกเอามา แต่เราทั้งหลายจะทิ้งในที่ที่ได้เห็นแล้ว ทำเกวียนทั้งหลายให้เบาแล้วจึงไป ฝ่ายยักษ์ ไปได้หน่อยหนึ่ง เข้าถึงที่ที่มองไม่เห็น แล้วไปนครยักษ์ของตนทีเดียว
เมื่อยักษ์ไปแล้ว คนทั้งปวงจึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย คนเหล่านี้กล่าวว่า นั่นแนวป่าเขียวปรากฏอยู่ จำเดิมแต่นั้นไป ฝนจักตกเป็นนิตย์ เป็นผู้สวมมาลัยดอกอุบลและโกมุท ถือกำดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว มีผ้าเปียก และมีผมเปียก มีหยาดน้ำและโคลนไหลหยดมา พวกเราจักทิ้งน้ำ มีเกวียนเบาจะไปได้เร็ว
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของคนเหล่านั้นแล้วจึงให้พักเกวียน ให้คนทั้งหมดประชุมกันแล้วถามว่า พวกท่านเคยฟังมาจากใคร ๆ หรือว่า ในที่กันดารนี้ มีสระน้ำหรือสระโบกขรณี คนทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่เจ้าน้อย ไม่เคยได้ยิน พระโพธิสัตว์กล่าวว่า นี้ชื่อว่ากันดารเพราะไม่มีน้ำ บัดนี้ คนพวกหนึ่งพูดว่า เบื้องหน้าแต่แนวป่า เขียวนั่น ฝนตก ธรรมดาว่าลมฝนจะพัดไปถึงที่มีประมาณเท่าไร ? คน ทั้งหลายกล่าวว่า พัดไปได้ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ เจ้านาย พระโพธิสัตว์ ถามว่า ลมกับฝนกระทบร่างกายของบุคคลแม้คนหนึ่ง บรรดาพวกท่าน มีอยู่หรือ ? คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ พระโพธิสัตว์ถามว่า ธรรมดา ก้อนเมฆย่อมปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ? คนทั้งหลายกล่าวว่า ในที่ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ พระโพธิสัตว์ถาม ก็บรรดาท่านทั้งหลาย ใคร ๆ เห็น ก้อนเมฆก้อนหนึ่ง มีอยู่หรือ ? คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ
พระโพธิสัตว์ ธรรมดาสายฟ้าปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร ?
คนทั้งหลาย ในที่ประมาณ ๔ - ๕ โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์ ก็บรรดาท่านทั้งหลาย ใคร ๆ ที่เห็นแสงสว่างของสายฟ้า มีอยู่หรือ ?
คนทั้งหลาย ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์ ธรรมดาเสียงฟ้าร้องจะได้ยินในที่ประมาณเท่าไร ?
คนทั้งหลาย ในที่ ๑ - ๒ โยชน์ ขอรับ.
พระโพธิสัตว์ ก็บรรดาท่านทั้งหลาย ใคร ๆ ที่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง มีอยู่ หรือ ?
คนทั้งหลาย ไม่มีขอรับ.
พระโพธิสัตว์ ท่านทั้งหลายรู้จักคนเหล่านี้หรือ ?
คนทั้งหลาย ไม่รู้จักขอรับ.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่มนุษย์ คนเหล่านี้เป็นยักษ์ พวกมันจักมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้งน้ำ กระทำให้อ่อนกำลังแล้วจะเคี้ยวกิน บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาซึ่งไปข้างหน้า ไม่ฉลาดในอุบาย เขาคงถูกยักษ์เหล่านี้หลอกให้ทิ้งน้ำ ปล่อยให้ลำบากแล้วเคี้ยวกินเสียเป็นแน่ เกวียน ๕๐๐ เล่ม จักจอดอยู่ตามที่บรรทุกไว้เต็มนั่นแหละ วันนี้ พวกเราจักเห็นเกวียนเหล่านั้น ท่านทั้งหลาย อย่าได้ทิ้งน้ำแม้แต่ฟายมือหนึ่ง จงรีบขับเกวียนไปเร็ว ๆ
เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นมาถึง ก็เห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม ตามที่บรรทุกไว้เต็มนั่น แหละ กระดูกของมนุษย์ทั้งหลายและของเหล่าโคกระจัดกระจาย อยู่ในทิศน้อยใหญ่ จึงให้ปลดเกวียน ให้ตั้งกองค่ายโดยเอาเกวียนวงรอบ ให้คนและโคกินอาหารเย็น ต่อเวลายังวันให้โคทั้งหลายนอนตรงกลางกลุ่มคนทั้งหลาย ตนเองพาเอาคนผู้มีกำลังแข็งแรง มือถือดาบ ตั้งการอารักขาตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม จนอรุณขึ้น วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์ทำกิจทั้งปวงให้เสร็จแต่เช้าตรู่ ให้โคทั้งหลายกินแล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย ให้เอาแต่เกวียนที่แน่นหนา ให้ทิ้งสิ่งของที่มีราคาน้อยเสีย ให้ขนสิ่งของที่มีค่ามากขึ้น ไปยังที่ตนปรารถนา ๆ ขายสิ่งของด้วยมูลค่า ๒ เท่า ๓ เท่า ได้พาบริษัท ทั้งหมดไปยังนครของตน ๆ นั่นแลอีก.
พระศาสดาครั้นตรัสธรรมกถานี้แล้วตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ในกาล ก่อน คนผู้มีปรกติยึดถือโดยการคาดคะเน ถึงความพินาศใหญ่หลวงด้วย ประการอย่างนี้ ส่วนคนผู้มีปรกติยึดถือตามความจริง พ้นจากเงื้อมือของ พวกอมนุษย์ ไปถึงที่ที่ปรารถนา ๆ โดยสวัสดี แล้วกลับมาเฉพาะยังที่อยู่ของ ตนได้
พระศาสดา ครั้งทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงประมวลชาดกมาแสดงทรงทำพระเทศนาให้จบ ลงว่า บุตรพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาในสมัยนั้น ได้เป็น พระเทวทัต ในบัดนี้ แม้บริษัทของบุตรพ่อค้าเกวียนโง่นั้นก็ได้เป็นบริษัทของเทวทัต ในบัดนี้ บริษัทของบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เป็นบัณฑิต ในครั้งนั้น ได้เป็นพุทธบริษัทใน บัดนี้ ส่วนบุตรของพ่อค้าเกวียนผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต.
อาวุโสพรรคมาร
11-17-2007, 11:45 PM
2 วัณณุปถชาดก
ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ตรัสพระธรรม เทศนานี้ ดังนี้ ถามว่า ทรงปรารภใคร ? ตอบ ว่า ทรงปรารภภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง.
ดังได้สดับมา เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในนครสาวัตถี มีกุลบุตร ชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ไปเชตวันวิหาร สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส เห็นโทษในกามและอานิสงส์ในการออกจากกาม จึงบวช อุปสมบทได้ ๕ พรรษา เรียนได้มาติกา ๒ บท ศึกษาการประพฤติ วิปัสสนา รับพระกรรมฐานที่จิตของตนชอบ ในสำนักของพระศาสดาเข้าไป ยังป่าแห่งหนึ่ง จำพรรษา พยายามอยู่ตลอดไตรมาสไม่อาจทำสักว่าโอภาสหรือ นิมิตให้เกิดขึ้น ลำดับนั้นภิกษุนั้นไดมีความคิดดังนี้ว่า พระศาสดาตรัสบุคคล ๔ จำพวก ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น เราคงจะเป็นปทปรมะ เราเห็นจะไม่มี มรรคหรือผงในอัตภาพนี้ เราจักกระทำอะไรด้วยการอยู่ป่า เราจักไปยังสำนัก ของพระศาสดา และดูพระรูปของพระพุทธเจ้าอันถึงความงามแห่งพระรูปอย่าง ยิ่ง ฟังพระธรรมเทศนาอันไพเราะอยู่ (จะดีกว่า) ครั้นคิดแล้วก็กลับมายัง พระเชตวันวิหารนั่นแลอีก
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนเห็นและคบกัน กล่าวกะภิกษุนั้น ว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านเรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วไปด้วยหวัง ใจว่า จักกระทำสมณะธรรม แต่บัดนี้มาเที่ยวรื่นรมย์ด้วยการคลุกคลีอยู่ กิจแห่ง บรรพชิตของท่านถึงที่สุดแล้วหรือหนอ ท่านจะเป็นผู้ไม่มีปฏิธิแลหรือ ภิกษุนั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราไม่ได้มรรคหรือผล จึงคิดว่าเราน่า จะเป็นอภัพพบุคคล จึงได้สละความเพียรแล้วมาเสีย ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้มีความมั่นแล้ว ละความเพียรเสีย กระทำสิ่งอันมิใช่เหตุแล้ว มาเถิดท่าน พวกเราจักแสดง ท่านแด่พระตถาคต ครั้นกล่าวแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้พาภิกษุนั้นไปยังสำนัก ของพระศาสดา.
พระศาสดาพอทรงเห็นภิกษุนั้น จึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนารูปนี้มาแล้ว ภิกษุนี้ทำอะไร ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนี้บวชในพระศาสนาอันเป็น เครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ไม่อาจกระทำสมณธรรม ละความเพียรเสีย มาแล้ว ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอละ ความเพียรจริงหรือ ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำ ออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ทำไมจึงไม่ให้เขารู้จักตนอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อย หรือว่า เป็นผู้สันโดษหรือว่าเป็นผู้สงัด หรือว่าเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง หรือว่าเป็น ผู้ปรารภความเพียร ให้เขารู้จัก เป็นภิกษุผู้ละความเพียร เมื่อครั้งก่อน เธอได้เป็นผู้มีความเพียรมิใช่หรือ เมื่อเกวียน ๕๐๐เล่ม ไปในทางกันดาร เพราะทราย พวกมนุษย์และโคทั้งหลายได้น้ำดื่มมีความสุข เพราะอาศัยความ เพียรซึ่งเธอผู้เดียวกระทำแล้ว เพราะเหตุไร บัดนี้ เธอจึงละความเพียรเสีย ภิกษุนั้นได้กำลังใจด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ฝ่ายภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้น จึงอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความที่ความเพียรอันภิกษุนี้สละแล้ว ปรากฏแก่ ข้าพระองค์ทั้งหลายในบัดนี้แล้ว ก็ในกาลก่อน ความที่โคและมนุษย์ทั้งหลาย ได้น้ำดื่มมีความสุขในทางกันดารเพราะทราย เหตุอาศัยความเพียรที่ภิกษุนี้ กระทำ ยังลี้ลับสำหรับข้าพระองค์ทั้งหลาย ปรากฏแก่พระองค์ผู้ทรงบรรลุ พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น ขอพระองค์จงตรัสนี้แม้แก่ข้าพระองค์ ทั้งหลายเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังการเกิดสติให้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง แล้วได้ทรงกระทำเหตุการณ์อันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน พระโพธิสัตว์นั้น เจริญวัยแล้ว เที่ยวกระทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม พระโพธิสัตว์นั้นเดิน ทางกันดารเพราะทรายแห่งหนึ่งมีระยะประมาณ ๖๐ โยชน์ ก็ในทางกันดารนั้น ทรายละเอียดกำมือไว้ยังติดอยู่ในมือ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นมีความร้อน เหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์นั้นเมื่อดำเนินทางกันดารนั้นจึงเอาเกวียนบรรทุกฟืน น้ำ น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้น ไป เฉพาะกลางคืน
ในเวลาอรุณขึ้นกระทำเกวียนให้เป็นวงแล้ว ให้ทำปะรำไว้เบื้อง บนทำกิจในเรื่องอาหารให้เสร็จแต่เช้าตรู่แล้วนั่งในร่มเงาจนหมดวัน เมื่อพระ อาทิตย์อัสดงแล้ว บริโภคอาหารเย็น เมื่อพื้นดินเกิดความเย็น จึงเทียม เกวียนเดินทางไป การไปเหมือนกับการไปในทะเลนั่นแหละ ธรรมดาผู้บอกทางควรจะมี เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์นั้น จึงให้กระทำการไปของหมู่เกวียนไปตามสัญญาของดวงดาว
ในกาลนั้น พ่อค้าเกวียนนั้น เมื่อจะไปยังทางกันดารนั้น ก็ดำเนินการตามทำนองนี้นั่นแล จึงไปได้ ๕๙ โยชน์ คิดว่า บัดนี้ โดยราตรีเดียวเท่านั้น จักออกจากทางกันดาร จึงบริโภคอาหารเย็น ใช้ฟืนและน้ำทั้งปวงให้หมดสิ้นแล้วจึงเทียมเกวียน ๑ คนนำทาง เช่นเดียวกับคนนำร่องในทางน้ำ ไป คนนำทางให้ลาดอาสนะในเกวียนเล่มแรก นอนดูดาวในท้องฟ้าบอกว่า จงขับไปข้างนี้ จงขับไปข้างโน้น คนนำทางนั้นเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้หลับ เป็นระยะกาลนาน จึงหลับไป เมื่อโคหวนกลับเข้าเส้นทางที่มาเดิม ก็ไม่รู้สึก โคทั้งหลายได้เดินทางไปตลอดคืนยังรุ่ง คนนำทางตื่นขึ้นในเวลาอรุณขึ้น มองดูดาวนักษัตรแล้วกล่าวว่าจงกลับเกวียน จงกลับเกวียน และเมื่อคนทั้ง หลายพากันกลับเกวียนทำไว้ตามลำดับ ๆ นั่นแล อรุณขึ้นไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายพากันกล่าวว่า นี่เป็นที่ตั้งค่ายที่พวกเราอยู่เมื่อวานนี้ แม้ฟืนและน้ำของ พวกเราก็หมดแล้ว บัดนี้พวกเราฉิบหายแล้ว จึงปลดเกวียนพักไว้โดยเป็นวงกลมแล้วทำปะรำไว้เบื้องบน นอนเศร้าโศกอยู่ภายใต้เกวียนของตน ๆ
พระ โพธิสัตว์คิดว่า เมื่อเราละความเพียรเสีย คนทั้งหมดนั้นจักพากันฉิบหาย พอ เวลาเช้า จึงเที่ยวไปในเวลาที่ยังมีความเย็น เห็นกอหญ้าแพรกกอหนึ่งจึงคิดว่า หญ้าเหล่านี้จักเกิดขึ้น เพราะความเย็นของน้ำข้างล่าง จึงให้คนถือจอบมา ให้ ขุดลงยังที่นั้น คนเหล่านั้นขุดลึกลงไปได้ ๖๐ ศอก เมื่อคนทั้งหลาย ขุดไปถึงที่มีประมาณเท่านี้ จอบได้กระทบหินข้างล่าง พอจอบกระทบหิน คนทั้งปวงก็พากันละความเพียรเสีย ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ภายใต้หินนี้จะพึงมีน้ำ จึงลงไปยืนที่พื้นหิน ก้มลงเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่าง จึง ขึ้นมาบอกกะคนรับใช้ว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย พวกเราจักฉิบหาย เธออย่าละความเพียร จงถือเอาค้อนเหล็กนี้ลงไปยังหลุม ทุบที่หินนี้ คนรับใช้นั้นรับคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ไม่ละความเพียรในเมื่อคนทั้งปวง ละความเพียรยืนอยู่ จึงลงไปทุบหิน หินแตก ๒ ซีกตกลงไปข้างล่างได้ตั้งขวาง กระแสน้ำอยู่ เกลียวน้ำประมาณเท่าลำตาลพุ่งขึ้น คนทั้งปวงพากันดื่มกิน แล้วอาบ ผ่าเพลาและแอกเป็นต้นที่เหลือเพื่อหุงข้าวยาคูและภัตบริโภคและให้ โคกิน และเมื่อพระอาทิตย์อัสดง จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วได้พากันไปยัง ที่ที่ปรารถนาแล้ว ๆ คนเหล่านั้นขายสินค้าในที่นั้นแล้วได้ลาภ ๒ เท่า ๓ เท่า จึงได้พากันไปเฉพาะที่อยู่ของตน ๆ คนเหล่านั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนชั่ว อายุแล้วไปตามยถากรรม ฝ่ายพระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไป ตามยถากรรมเหมือนกัน.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงตรัสกับภิกษุผู้ละความเพียรนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ในกาลก่อน เธอนั้นกระทำความเพียรเพื่อต้องการทางน้ำ บัดนี้ เพราะเหตุไร เธอจึงละความเพียรในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เพื่อประโยชน์แก่ มรรคผลเห็นปานนี้.
พระศาสดาครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ อย่างนี้แล้ว จึงทรง ประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัต อันเป็นผลอันเลิศ ทรงประชุม ชาดกแสดงว่า คนรับใช้ผู้ไม่ละความเพียร ต่อยหินให้น้ำแก่มหาชน ในสมัย นั้น ได้เป็นภิกษุผู้ละความเพียรรูปนี้ ในบัดนี้ บริษัทที่เหลือในสมัยนั้น เป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้เป็นเรา ดังนี้
จบ วัณณุปถชาดก
อาวุโสพรรคมาร
11-17-2007, 11:47 PM
3 เสรีววาณิชชาดก
ว่าด้วยเสรีววาณิช
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุ รูปหนึ่งผู้ละความเพียรเหมือนกัน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ดังนี้
ก็พระศาสดาทรงเห็นภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลาย นำมาโดยนัยก่อนนั่นแล จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันให้ มรรคผลเห็นปานนี้ เมื่อละความเพียรเสีย จักเศร้าโศกตลอดกาลนาน เหมือน เสรีววาณิชเสื่อมจากถาดทองอันมีค่าแสนหนึ่งฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอน พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงเรื่องนั้น ให้เเจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแสดงอดีตนิทานไว้ดังนี้
ในอดีตกาล ในกัปที่ ๕ แต่ภัทรกัปนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพ่อค้าเร่ ในแคว้นเสริวรัฐ เสรีววาณิชนั้น เมื่อออกเดินทางไปค้าขายก็ไปกับพ่อค้าเร่ผู้โลเลคนหนึ่ง ชื่อว่า เสรีวะ ก็ข้ามแม่น้ำชื่อว่า นีลพาหะ แล้วเข้าไปยังพระนครชื่อว่า อริฏฐปุระ แบ่งเขตถนนในนครกันแล้ว ต่างก็ไปเที่ยวขายสินค้าในถนนที่เป็นเขตของตน
ก็ในนครนั้น ได้มีตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง เป็นตระกูลเก่าแก่ บุตร พี่น้อง และทรัพย์สินทั้งปวง ได้หมดสิ้นไป ได้มีเด็กหญิง คนหนึ่งเหลืออยู่กับยาย ยายหลานแม้ทั้งสองนั้น กระทำการรับจ้างคนอื่นเลี้ยงชีวิต ก็ในเรือนได้มีถาดทองที่ได้รับตกทอดมาถูกเก็บไว้กับภาชนะอื่น ๆ เมื่อไม่ได้ใช้สอยมานาน เขม่าก็จับ ยายและหลาน เหล่านั้นไม่รู้ว่าถาดนั้นเป็นถาดทองคำ
สมัยนั้น วาณิชโลเลคนนั้น เที่ยวร้องขายของว่า มีเครื่องประดับมาขาย มีเครื่องประดับมาขาย ครั้นได้ไปถึงประตูบ้านนั้น กุมาริกานั้นเห็นวาณิช นั้นจึงกล่าวกะยายว่า ยาย ขอยายจงซื้อเครื่องประดับอย่างหนึ่งให้หนู ยายกล่าว ว่าหนูเอ๋ย เราเป็นคนจน จักเอาอะไรไปซื้อ กุมาริกากล่าวว่า พวกเรามีถาดใบนั้นอยู่ และถาดใบนั้นไม่มีประโยชน์แก่พวกเรา จงให้ถาดใบนี้แล้ว แลกเอาเครื่องประดับมาเถิด ยายจึงให้เรียกนายวาณิชมาแล้วให้นั่งบนอาสนะ ให้ถาดใบนั้นแล้วกล่าวว่า เจ้านาย ท่านจงถือเอาถาดนี้ แล้วให้เครื่องประดับ อะไร ๆ ก็ได้แก่หลานสาวของฉัน นายวาณิชเอามือจับถาดนั้น คิดว่าจักเป็นถาดทอง จึงพลิกเอาเข็มขีดที่หลังถาด รู้ว่าเป็นทอง จึงคิดว่า เราจักไม่ ให้อะไร ๆ แก่คนเหล่านี้ จักนำเอาถาดนี้ไป แล้วกล่าวว่า ถาดใบนี้จะมีราคาอะไร ราคาของถาดใบนี้แม้กึ่งมาสกก็ยังไม่ถึง จึงโยนไปที่พื้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.
พระโพธิสัตว์คิดว่า คนอื่นย่อมเข้าไปยังถนนที่นายวาณิชเจ้าของเขตนั้น เข้าไปขายของและออกไปแล้วได้ จึงเข้าไปยังถนนนั้นร้องขายของว่า มีเครื่องประดับมาขาย และได้ไปถึงประตูบ้านนั้นแหละ กุมาริกานั้นกล่าวกะยายเหมือนอย่างนั้นแหละอีก ลำดับนั้น ยายได้กล่าวกะกุมาริกานั้นว่า หลานเอ๋ย นายวาณิช ผู้มายังเรือนนี้ โยนถาดนั้นลงบนพื้นไปแล้ว บัดนี้ เราจักให้อะไรแลกกับเครื่องประดับ กุมาริกากล่าวว่า ยาย นายวาณิชคนนั้นพูดจาหยาบคาย ส่วนนายวาณิชคนนี้ น่ารัก พูดจาอ่อนโยน คงจะรับเอา ยายกล่าวว่า ถ้า อย่างนั้นจงเรียกเขามา กุมาริกานั้นจึงเรียกนายวาณิชนั้นมา ลำดับนั้น ยาย และหลานได้ให้ถาดใบนั้นแก่พระโพธิสัตว์นั้น ผู้เข้าไปยังเรือนแล้วนั่ง พระโพธิสัตว์นั้นรู้ว่าถาดนั้นเป็นถาดทอง จึงกล่าวว่า แม่ ถาดใบนี้มีค่าตั้งแสน สินค้าอันมีค่าเท่าถาด ไม่มีในมือของเรา ยายและหลานจึงกล่าวว่า เจ้านาย นายวาณิชผู้มาก่อนพูดว่า ถาดใบนี้มีค่าไม่ถึงแม้กึ่งมาสก แล้วเหวี่ยงถาดลงพื้นไป แต่ถาดใบนี้จักเกิดเป็นถาดทอง เพราะบุญของท่าน พวกเราให้ถาดใบนี้แก่ท่าน ท่านให้อะไร ๆ ก็ได้แก่พวกเรา แล้วถือเอาถาดใบนี้ไปเถิด
ขณะนั้น พระโพธิสัตว์จึงให้กหาปณะ ๕๐๐ ซึ่งมีอยู่ในมือ และสินค้าซึ่งมีราคา ๕๐๐ กหาปณะ ทั้งหมด แล้วขอเอาไว้เพียงเท่านี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ตาชั่งนี้กับ ถุง และกหาปณะ ๘ กหาปณะแก่ข้าพเจ้า แล้วถือเอาถาดนั้นหลีกไป พระโพธิสัตว์นั้นรีบไปยังฝั่งแม่น้ำ ให้นายเรือ ๘ กหาปณะ แล้วขึ้นเรือไป ฝ่ายนายวาณิชพาล หวนกลับไปเรือนนั้นอีก แล้วกล่าวว่า ท่านจง นำถาดใบนั้นมา เราจักให้อะไร ๆ บางอย่างแก่ท่าน หญิงนั้นบริภาษนายวาณิชพาลคนนั้นแล้วกล่าวว่า ท่านได้กระทำถาดทองอันมีค่าตั้งแสนของพวกเรา ให้มีค่าเพียงกึ่งมาสก แต่นายวาณิชผู้มีธรรมคนหนึ่งเหมือนกับนายท่านนั่นแหละ ให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่พวกเรา แล้วถือเอาถาดทองนั้นไปแล้ว นายวาณิชพาล ได้ฟังดังนั้น คิดว่า เราเป็นผู้เสื่อมจากถาดทองอันมีค่าตั้งแสน วาณิชคนนี้ ทำความเสื่อมอย่างใหญ่หลวงแก่เราหนอ เกิดความโศกมีกำลัง ไม่อาจดำรง สติไว้ได้ จึงสลบไป (พอฟื้น) ได้โปรยกหาปณะที่อยู่ในมือ และสิ่งของไว้ที่ประตูเรือนนั่นแหละ ทิ้งผ้านุ่งผ้าห่ม ถือคันชั่งทำเป็นไม้ค้อน หลีกไปตามรอยเท้าของพระโพธิสัตว์ ไปถึงฝั่งแม่น้ำนั้น เห็นพระโพธิสัตว์กำลังไปอยู่ จึงกล่าวว่า นายเรือผู้เจริญ ท่านจงกลับเรือ พระโพธิสัตว์ห้ามว่า อย่ากลับ.
เมื่อนายวาณิชพาล แม้นอกนี้ เห็นพระโพธิสัตว์ไปอยู่นั่นแล เกิด ความโศกมีกำลัง หทัยร้อน เลือดพุ่งออกจากปาก หทัยแตก เหมือนโคลนในบึงฉะนั้น วาณิชพาลนั้นผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์ของพระเทวทัตเป็นครั้งแรก พระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไปตามยถากรรม.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนาแล้ว ทรงเป็นผู้ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วแล ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=568>ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรค คือความแน่นอน
แห่งพระสัทธรรมในศาสนานี้ ท่านจะต้องเดือดร้อนใจ
ในภายหลัง สิ้นกาลนาน เหมือนวาณิชชื่อ เสรีวะ
ผู้นี้ ฉะนั้น
</TD></TR></TBODY></TABLE>
พระศาสดาทรงถือเอาถาดทองด้วยพระหัตถ์ ทรงแสดงพระธรรม เทศนานี้ แก่ภิกษุนี้อย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจจะทั้ง ๔ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ แม้พระศาสดาก็ทรง ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบต่อกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า วาณิชพาลในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัตในบัดนี้ นายวาณิชผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นเรา เอง ทรงให้เทศนาจบลงแล้ว.
จบ เสรีววาณิชชาดก
อาวุโสพรรคมาร
11-17-2007, 11:51 PM
4 จุลลกมหาเศรษฐีชาดก
ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ใน ชีวกัมพวัน ทรงปรารภ พระจุลลปันถกเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้ เบื้องต้น พึงกล่าวการเกิดขึ้น และการบรรพชาของพระจุลลปันถกในอัมพวันนั้นก่อน มีกถาตามลำดับดังต่อ ไปนี้
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR style="HEIGHT: 1584pt"><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid; HEIGHT: 100%" vAlign=top width=568>กำเนิดจุลปันถก
ได้ยินว่า ธิดาของธนเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ กระทำการลักลอบได้เสียกับทาสของตนเอง แล้วก็กลัวว่าเรื่องจะปิดเอาไว้ไม่อยู่ก็จะเป็นอันตรายแก่ตนและสามี จึงได้คิดที่จะไปยังถิ่นที่ไม่มีคนรู้จัก จึงได้รวบรวมเอาแต่ของที่สำคัญ ๆ แล้วก็หนีออกไปจากเมืองนั้น ต่อมานางก็เกิดตั้งครรภ์ ครั้นเมื่อครรภ์แก่จัด นางจึงปรารถนาจะกลับไปคลอดยังตระกูลของตน แต่เมื่อครั้นนางปรึกษากับสามี สามีก็ผัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่งครรภ์แก่จัด นางจึงตัดสินใจออกจากเรือนของตนเดินทางไปยังตระกูลของนาง แล้วได้สั่งความไว้กับเพื่อนบ้านว่าให้บอกสามีว่าตนจะไปคลอดยังตระกูลของนาง ครั้นเมื่อสามีของนางเดินทางกลับมาถึงบ้านก็ทราบว่านางเดินทางไปยังตระกูลตนก็ได้ติดตามไป และไปทันกันในระหว่างทาง และนางก็ได้คลอดบุตรในระหว่างทางนั้นเอง ทั้งสองจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับด้วยเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะกลับไปยังตระกูลของนางผู้เป็นภรรยาเนื่องจากนางก็ได้คลอดเสียแล้ว สองสามีภรรยาตั้งชื่อ บุตรว่า ปันถกะ เพราะทารกนั้นเกิดในระหว่างทาง ต่อมาอีกไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์บุตรอีกคนหนึ่ง เรื่องก็เป็นอย่างเดิมอีก คือบุตรคนที่สองก็ได้เกิดระหว่างทางเช่นเดียวกัน เขาจึงตั้งชื่อบุตรที่เกิดก่อนว่า มหาปันถก บุตรที่เกิด ที่หลังว่า จุลปันถก
มารดาส่งบุตรทั้งสองไปอยู่กับตา
เมื่อชนเหล่านั้นอยู่ในที่นั้น เด็กมหาปันถกะได้ยินเด็กอื่น ๆ เรียก อา ลุง ปู่ ย่า จึงถามว่ามารดาว่า แม่จ๋า เด็กอื่น ๆ เรียกปู่ เรียกย่า ก็ญาติของพวกเราในที่นี้ไม่มีบ้างหรือ นางตอบว่า จริงสิ ลูก ญาติของเราในที่นี้ไม่มีดอก แต่ในกรุงราชคฤห์ ตาของเจ้าชื่อธนเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์นั้นมีญาติของเจ้าเป็นอันมาก เด็กก็ถามว่า เพราะเหตุไรเราจึง ไม่ไปกันในกรุงราชคฤห์นั้นละแม่ นางผู้เป็นแม่ก็มิได้เล่าเรื่องสาเหตุที่ตนต้องออกมาอยู่ที่นี้มาแก่บุตร แต่ครั้นเมื่อบุตรพูดบ่อย ๆ เข้านางจึงบอกสามีว่า เด็ก ๆ เหล่านี้รบเร้าเหลือ เกิน ถ้าเรากลับไปแล้วพ่อแม่ของเราเห็นแล้วจักกินเนื้อเราหรือ มาเถอะ เราจะพาเด็ก ๆ ไปรู้จักสกุลตายาย แต่สามีนางกล่าวว่า ฉันพาเธอและลูก ๆ ไปยังตระกูลเธอได้ แต่ฉันไม่อาจอยู่สู้หน้ากับบิดา มารดาของเธอได้ นางผู้เป็นภรรยาจึงกล่าวว่า ดีละนาย เราควรให้เด็ก ๆ เห็นตระกูลตา ด้วยอุบายอย่างหนึ่งจึงควร ทั้งสองคนจึงพาทารกไปจนถึงกรุงราชคฤห์ เมื่อถึงแล้วได้พักที่ศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูนคร มารดาเด็กจึงได้ส่งข่าวไปบอกแก่มารดาบิดาว่า ตนได้พาบุตร ๒ คนมา อันว่าสัตว์ที่เวียนว่ายอยู่ ในสงสารวัฎ ชื่อว่าจะไม่เป็นบุตรจะไม่เป็นธิดากันไม่มี มารดาบิดาของนางเมื่อได้ฟังข่าวนั้นแล้วก็ส่งคำตอบไปว่า คนทั้งสองมีความผิดต่อตระกูลมาก ทั้ง ๒ คนไม่อาจอยู่ในตระกูลได้ จงเอาทรัพย์เท่านี้ไปและจงไปอยู่ยังสถานที่ที่เหมาะสมเถิด แต่จงส่งเด็กๆ มาให้เรา ธิดาเศรษฐีรับเอาทรัพย์ที่มารดาบิดาส่งไป แล้วมอบเด็กทั้ง ๒ ไว้ในมือคนที่มาส่งข่าวแล้วนั้น ตั้งแต่นั้นมาเด็กทั้ง ๒ นั้นเติบโตอยู่ในตระกูลของตา
มหาปันถกออกบวช
ในเด็กทั้งสองคนนั้น จุลปันถก ยังเป็นเด็กเล็กนัก ส่วนมหาปันถกไปฟังธรรมกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากับคุณตา เมื่อเขาฟังธรรมต่อพระพักตร์พระศาสดาอยู่เป็นประจำ จิตก็น้อมไปในบรรพชา เกิดศรัทธา ฟังธรรมแล้ว เพราะค่าที่ตนสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เป็นผู้มีความประสงค์จะบรรพชา เขาจึงพูดกับตาว่า ถ้าตาอนุญาต หลานจะออกบวช ตากล่าวว่า พูดอะไรพ่อ การบรรพชาของเจ้าเป็นความเจริญทั้งแก่เราแลทั้งแก่ โลกทั้งสิ้น เจ้าจงบวชเถิดพ่อ ดังนี้แล้วก็พากันไปยังสำนักพระศาสดา ท่านตานั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระศาสดาแล้ว พระศาสดาจึงตรัสมอบภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งว่า เธอจงให้ทารกนี้บวชเถิด พระเถระบอกตจปัญจกกัมมัฎฐานแก่ทารกนั้นแล้ว เมื่อเขาบรรพชาแล้ว เล่าเรียนพระพุทธพจน์ได้เป็นจำนวนมาก พอมีอายุครบ๒๐ ปี อุปสมบทแล้ว ทำมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยพิเศษ เป็นผู้ได้อรูปฌาน ๔ ออกจากอรูปฌาน ๔ นั้นแล้ว ก็พยายามยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต
จุลปันถกออกบวช
ท่านพระมหาปันถกเถระยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ความสุขในมรรค ความสุข ในนิพพาน จึงคิดว่า เราอาจให้ความสุขชนิดนี้แก่จุลปันถกะได้ไหม หนอ แต่นั้นจึงไปยังสำนักของเศรษฐีผู้เป็นตา กล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ถ้าโยมอนุญาต อาตมาจะให้จุลปันถกะบวช เศรษฐีกล่าวว่า จงให้บวชเถิดท่าน ขณะนั้นจุลปันถกมีอายุได้ ๑๘ ปี พระเถระให้จุลปันถกะบวชแล้วให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ สามเณรจุลปันถกะ ด้วยความเป็นคนเขลา ซึ่งเป็นบุรพกรรมเมื่อครั้งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระจุลลปันถกบวชอยู่ แล้วได้ทำการหัวเราะเยาะภิกษุผู้เขลารูปหนึ่ง ในเวลาที่ภิกษุรูปนั้นเรียนอุเทศ ภิกษุนั้นละอาย เพราะการเย้ยหยันนั้นจึงไม่เรียนอุเทศ ไม่ทำการสาธยาย เมื่อพระเถระผู้พี่ชายให้เรียนคาถาบทหนึ่งบทเดียวว่า.
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=720 height="100%">เชิญท่านดูพระอังคีรส ผู้รุ่งเรืองอยู่
ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ในอากาศ
เหมือนดอกปทุมวิเศษชื่อโกกนุทะ
มีกลิ่นหอมบานอยู่แต่เช้าไม่ปราศจากกลิ่นฉะนั้น
</TD></TR></TBODY></TABLE>
เป็นเวลา ๔ เดือนก็ไม่สามารถท่องจำได้
จุลปันถกโดนพี่ชายขับไล่
ท่านพยายามเรียนคาถานี้อย่างเดียวเวลาก็ล่วงไปถึง ๔ เดือน คราวนั้น พระมหาปันถกะกล่าวกะท่านว่า ปันถกะเธอเป็นคนอาภัพ ในศาสนานี้ เธอจำคาถาแม้บทเดียวก็ไม่ได้เป็นเวลาถึง ๔ เดือน เธอจะทำกิจของบรรพชิตให้สำเร็จได้อย่างไร เธอจงออกไปจากวิหารนี้เสีย แล้วท่านพระเถระก็ปิดประตู ท่านถูกพระเถระขับไล่จึงไปยืนร้องไห้อยู่ ณ ท้ายพระวิหาร เพราะไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ และเพราะความรักในพระพุทธศาสนา.
ความที่ท่านพระเถระขับไล่สามเณรจุลปันถกนั้น ต่อมาภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระมหาปันถกะได้กระทำเช่นนี้ ชะรอยความโกรธนั้นย่อมเกิดมีขึ้นแม้แก่พระขีณาสพทั้งหลาย.
พระศาสดาทรงทราบเรื่องที่ภิกษุพูดกันจึงเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องที่ตนพูดกันอยู่ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพทั้งหลาย แต่บุตรของเราทำกรรมนั้นเพราะความที่ตนเป็นผู้มุ่งอรรถเป็นเบื้องหน้า และเพราะเป็นผู้มุ่งธรรมเป็นเบื้องหน้า
พระพุทธเจ้าโปรดจุลปันถกะ
สมัยนั้น พระศาสดา ทรงเข้าอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับ อยู่ในชีวกัมพวันสวนมะม่วงของหมอชีวก ในคราวนั้น พระมหาปันถกได้เป็นพระภัตตุเทสก์ผู้แจกภัต หมอ ชีวกโกมารภัจถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมากไปอัมพวันของตน บูชาพระศาสดา ครั้นเมื่อฟังธรรมแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระทศพลแล้วเข้าไปหาพระมหาปันถกถามว่า ท่านผู้เจริญ ในสำนักของพระศาสดา มีภิกษุเท่าไร ? พระ มหาปันถกกล่าวว่า มีภิกษุ ประมาณ ๕๐๐ รูป หมอชีวกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้ ท่านจงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไปรับภิกษาใน นิเวศน์ของผม พระเถระกล่าวว่า พระจุลลปันถกเป็นผู้เขลา มีธรรมไม่งอกงาม อาตมภาพจะนิมนต์เพื่อภิกษุที่เหลือ ยกเว้นพระจุลลปันถกนั้น
พระจุลปันถกะได้ฟัง คำนั้นก็โทมนัสเหลือประมาณ พระศาสดาทรงเห็นพระจุลลปัณถกะ ร้องไห้อยู่ ทรงดำริว่า จุลปันถกะเมื่อเราไปจักบรรลุอรหัต จึงเสด็จ ไปแสดงพระองค์ในที่ที่ไม่ไกลแล้วตรัสว่า ปันถกะ เธอร้องไห้ ทำไม
พระจุลลปันถกะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระพี่ชายฉุดคร่าข้าพระองค์ออก ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์จะไปด้วยคิดว่าจัก เป็นคฤหัสถ์ พระศาสดาตรัสว่า จุลลปันถกะ การบรรพชาของเธอชื่อว่ามีในสำนักของเรา เธอถูกพระพี่ชายฉุดคร่าออกไป เพราะเหตุไรจึงไม่มายังสำนัก ของเรา มาเถิด เธอจะได้ประโยชน์อะไรกับความเป็นคฤหัสถ์ เธอจงอยู่ในสำนักของเรา แล้วทรงพาพระจุลลปันถกะไป ให้พระจุลลปันถกะนั้นนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฏี ตรัสว่า จุลลปันถกะ เธอจงผินหน้าไปทางทิศตะวันออก จงอยู่ ในที่นี้แหละ ลูบคลำผ้าท่อนเก่าไปว่า รโชหรณํ รโชกรณํ ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีไป ผ้าเป็นเครื่องนำธุลีไป แล้วทรงประทานผ้าเก่าอันบริสุทธิ์ซึ่งทรงเนรมิตขึ้นด้วยฤทธิ์
จุลปันถกสำเร็จพระอรหัต
ท่านนั่งเอามือคลำผ้าท่อนเล็กที่พระศาสดาประทานนั้น ภาวนาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ เมื่อท่านลูบคลำอยู่ เช่นนั้น ผ้าผืนนั้นก็เศร้าหมอง เมื่อท่านลูบคลำอยู่บ่อย ๆ ก็กลายเป็นเหมือนผ้าเช็ดหม้อข้าว ท่านอาศัยความแก่กล้าแห่งญาณ เริ่มตั้งความสิ้นไป และความเสื่อมไปในผ้านั้น คิดว่า ผ้านี้โดยปกติสะอาดบริสุทธิ์ เพราะอาศัยอุปาทินนกสรีระ จึงเศร้าหมอง แม้จิตนี้ก็มีคติเป็น อย่างนี้เหมือนกัน
พระศาสดาทรงทราบว่า จิตของจุลลปันถกะขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว จึงตรัสว่า จุลลปันถกะ เธออย่ากระทำ ความสำคัญว่า ท่อนผ้าเก่านั่นเท่านั้นเป็นของเศร้าหมองย้อมด้วยฝุ่นธุลี แต่ ธุลีคือราคะเป็นต้นเหล่านั้นมีอยู่ในภายใน เธอจงนำธุลีคือราคะเป็นต้นนั้นไปเสีย แล้วทรงเปล่งโอภาสเป็นผู้มีพระรูปโฉมปรากฏเหมือนประทับนั่งอยู่เบื้องหน้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 539.8pt; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=720>ราคะเรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คำว่า ธุลีเป็นชื่อของราคะ
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี
โทสะ เรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี คำว่าธุลีนี้ เป็นชื่อของโทสะ
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี
โมหะ เรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี คำว่าธุลีนี้ เป็นชื่อของโมหะ
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้วย่อมอยู่ในศาสนสของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ในเวลาจบคาถา พระจุลปันถกะบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
ได้ยินว่า ในอดีตชาติกาลก่อน พระจุลลปันถกะนั้นเป็นพระราชา กำลังทำประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโทไหลออกจากพระนลาต จึงเอาผ้าขาวบริสุทธิ์เช็ดพระนลาต ผ้านั้นได้เศร้าหมองไป พระราชานั้นทรงได้อนิจจสัญญา ความหมายว่าไม่เที่ยง ว่าผ้าอันบริสุทธิ์เช่นนี้ เกิดเศร้า หมองก็เพราะร่างกายนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ด้วยเหตุนั้น ผ้าที่เป็นเครื่องนำธุลีออกไปจึงเป็นปัจจัยวิปัสสนาแก่พระจุลลปันถกะนั้น.
พระจุลปันถกเถระแสดงฤทธิ์
วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ ประทับ นั่งในนิเวศน์ของหมอชีวกโกมารภัจ ส่วนพระจุลปันถกะไม่ได้ไปเพราะตนไม่ได้รับนิมนต์นั่นเอง ขณะนั้น พระจุลลปันถกะคิดว่า พี่ชายของเราพูดว่า ในวิหารไม่มีภิกษุ เราจักประกาศความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ในวิหาร แก่พี่ชายของเรานั้น แล้วท่านก็นิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ซึ่งเหมือนกันและกันอย่างนี้ทำให้อัมพวันทั้งสิ้นเต็มไปด้วยภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกหนึ่งทำการสาธยาย บางพวกทำบทภาณ บางพวกธรรมกถา บางพวกสวดสรภัญญะ ถามปัญหา แก้ปัญหา ย้อม ต้ม เย็บ ซักจีวรเป็นต้นมีประการต่างๆ
ครั้นถึงเวลาภัต ท่านชีวกโกมารภัจเริ่มถวายข้าวยาคู พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตร หมอชีวกทูลถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงรับพระเจ้าข้า ตรัสว่า ยังมีภิกษุอีกรูปหนึ่งในวิหาร ชีวก หมอชีวกจึงส่งบุรุษไปว่า พนาย จงไปนิมนต์พระคุณเจ้าที่อยู่ในวิหารมาที แม้พระจุลปันถกเถระเนรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ในเวลาใกล้ ที่บุรุษนั้นมาถึง ทำไมให้เหมือนกันแม้สององค์เดียว องค์หนึ่งๆ กระทำกิจของสมณะเป็นต้นว่า กะจีวรไม่เหมือนกับองค์อื่น ๆ บุรุษ นั้น เห็นภิกษุมีมากในวิหารจึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า นายท่าน ภิกษุในวิหารนี้มีมากผมไม่รู้จักพระคุณท่านที่จะพึงนิมนต์มาจาก วิหารนั้น หมอชีวกจึงทูลถามพระศาสดาว่า ภิกษุอยู่ในวิหาร ชื่อไร พระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า.ชื่อจุลปันถกะ ชีวก
หมอชีวกกล่าวกะบริวารของตนว่า ไปเถิดท่าน จงไปถามว่า องค์ไหนชื่อจุลลปัณถกะ แล้วนิมนต์มา
บุรุษนั้นกลับมายังวิหาร ถามว่า องค์ไหนชื่อจุลปันถกะ ขอรับ กล่าวว่า เราชื่อจุลปันถกะ เราชื่อจุลปันถกะ ทั้ง ๑,๐๐๐ รูป บุรุษนั้นกลับไปบอกหมอชีวกอีกว่า ภิกษุประมาณ ๑,๐๐๐ รูป ทุกองค์บอกว่า เราชื่อจุลปันถกะ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า จุลปันถกะ องค์ไหนที่ท่านให้นิมนต์ หมอชีวกทราบได้โดยนัยว่า ภิกษุมีฤทธิ์เพราะแทงตลอดสัจจะแล้วจึงกล่าวว่า เจ้า จงจับที่ชายจีวรภิกษุองค์ที่กล่าวก่อน บุรุษนั้นไปวิหารกระทำ อย่างนั้นแล้ว ในทันใดนั้น ภิกษุประมาณ ๑,๐๐๐ รูป ก็อันตรธาน ไป บุรุษนั้นพาพระเถระมาแล้ว พระศาสดาจึงทรงรับข้าวยาคู ในขณะนั้น.
เมื่อพระทศพลกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว พระศาสดาตรัสเรียกหมอชีวกมาว่า ชีวก ท่านจงรับบาตรของพระจุลลปันถกะ พระจุลลปันถกะนี้จักกระทำอนุโมทนาแก่ท่าน หมอชีวกได้กระทำอย่างนั้น พระเถระกล่าวธรรมกถาอนุโมทนาภัตร พระเถระกล่าวธรรมกถามีประมาณเท่าคัมภีร์ ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย แล้วพระพุทธองค์เสด็จกลับพระวิหาร
ครั้นในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันริมด้านในโรงธรรมสภา นั่งปรารภเรื่องพระคุณของพระศาสดาว่า อาวุโส ทั้งหลาย พระมหาปันถกไม่รู้อัธยาศัยของพระจุลลปันถกะ ไม่อาจให้เรียนคาถาเดียวโดยเวลา ๔ เดือน ฉุดออกจากวิหาร โดยกล่าวว่า จุลลปันถกะนี้โง่เขลา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่พระจุลลปันถกะนั้น ในระหว่างภัตคราวเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์เป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพุทธพลังใหญ่หลวง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความเป็นไปของเรื่องนี้ในโรงธรรมสภา ทรงพระดำริว่า วันนี้เราควรไปจึงเสด็จไปประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัด ไว้แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอพูดอะไรกัน
ภิกษุ.ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์มิได้กล่าว เรื่องอะไร ๆ อื่น กล่าวแต่คุณของพระองค์เท่านั้นว่า พระจุลปันถกะ ได้ลาภใหญ่แต่สำนักของพระองค์ ดังนี้
พระผู้มีพระภาค ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจุลลปันถกะบรรลุถึงความเป็นใหญ่ในธรรมทั้งหลายในบัดนี้ เพราะ อาศัยเราก่อน แม้ในปางก่อน จุลลปันถกะนี้ก็ถึงความเป็นใหญ่ในโภคะแม้ในโภคะทั้งหลาย ก็เพราะอาศัยเราเช่นกัน
บุรพกรรมของพระเถระ
ภิกษุทั้งหลายจึงทูลวิงวอนว่า เมื่อไรพระเจ้าข้า พระศาสดา ทรงนำอดีตนิทานมาแสดงแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตรัสแสดง จุลลกมหาเศรษฐีชาดก ไว้ดังนี้
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี ในแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐี เจริญวัยแล้ว ได้รับตำแหน่งเศรษฐี ได้ชื่อว่าจุลลกเศรษฐี จุลลกเศรษฐีนั้นเป็นบัณฑิตฉลาด เฉียบแหลมรู้นิมิตทั้งปวง วันหนึ่งระหว่างทางที่จุลลกเศรษฐีนั้นจะไปเข้าเฝ้าพระราชา เห็นหนูตายในระหว่างถนน คำนวณดวงดาวและฤกษ์ในขณะนั้นแล้ว ก็กล่าวขึ้นว่า กุลบุตรผู้มีปัญญา อาจเอาหนูตายตัวนี้ไปกระทำการเลี้ยงดูภรรยาและ ประกอบการงานได้.
กุลบุตรผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อว่า จูฬันเตวาสิก ได้ฟังคำของเศรษฐีนั้น แล้วคิดว่า ท่านเศรษฐีผู้นี้ถ้าไม่รู้จริง ก็จักไม่พูด ดังนั้นจึงเอาหนูไปขายในตลาดแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นอาหารแมว ได้ทรัพย์กากณึกหนึ่ง จึงซื้ออ้อยด้วยทรัพย์หนึ่งกากณึกนั้น แล้วเอาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไป เขาเห็นพวกช่างดอกไม้มาจากป่าจึงให้ชิ้นอ้อยคนละหน่อยหนึ่ง แล้วให้ดื่มน้ำกระบวยหนึ่ง พวกช่างดอกไม้เหล่านั้นได้ให้ดอกไม้คนละกำมือแก่เขา.
แม้ในวันรุ่งขึ้น เขาก็เอาค่าดอกไม้นั้นซื้ออ้อยและน้ำดื่มหม้อหนึ่ง ไปยังสวนดอกไม้ทีเดียว พวกช่างดอกไม้ได้ให้กอดอกไม้ที่เก็บไปแล้วครึ่งกอ แก่เขาในวันนั้นแล้วก็ไป ไม่นานนัก เขาก็ได้เงิน ๘ กหาปณะ โดยวิธีการนี้.
ในวันมีลมพายุฝนวันหนึ่ง ไม้แห้งกิ่งไม้และใบไม้เป็นอันมากในพระราชอุทยาน ถูกลมพัดตกลงมา คนเฝ้าอุทยานไม่เห็นวิธีที่จะทิ้งไม้แห้งกิ่งไม้และใบไม้เหล่านั้น เขาจึงไปในพระราชอุทยานนั้นแล้วกล่าวกะคนเฝ้าอุทยานว่า ถ้าท่านจักให้ไม้และใบไม้เหล่านั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักนำของทั้งหมดออกไปจากสวนนี้ของท่าน คนเฝ้าอุทยานนั้นรับคำว่า เอาไปเถอะนาย จูฬันเตวาสิกจึงไปยังสนามเล่นของพวกเด็ก ๆ ให้อ้อยแก่เด็กเล่านั้น แล้วให้ขนไม้และใบไม้ทั้งหมดออกไปโดยเวลาครู่เดียว แล้วให้กองไว้ที่ประตูอุทยาน ในกาลนั้นช่างหม้อหลวงเที่ยวหาฟืนเพื่อเผาภาชนะดินของหลวง เห็นไม้และใบไม้เหล่านั้นที่ประตูอุทยานจึงซื้อเอาจากจูฬันเตวาสิกนั้น วันนั้นจูฬันเตวาสิกได้ทรัพย์ ๑๖ กหาปณะ และภาชนะ ๕ อย่างมีตุ่มเป็นต้น ด้วยการขายไม้.
เมื่อมีทรัพย์ ๒๔ กหาปณะ จูฬันเตวาสิกนั้นจึงคิดว่า เรามีวิธีนี้ แล้วตั้งตุ่มน้ำดื่มตุ่มหนึ่งไว้ในที่ไม่ไกลประตูพระนคร บริการคนหาบหญ้า ๕๐๐ คนด้วยน้ำดื่ม คนหาบหญ้าเหล่านั้นกล่าวว่า สหาย ท่านมีอุปการะมาก แก่พวกเรา พวกเราจะกระทำอะไรแก่ท่านได้บ้าง จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า เมื่อเรามีเรื่องจะขอให้ท่านช่วย ก็ขอให้ท่านช่วยเราด้วย แล้วเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้ ทำความสนิทสนมไว้กับเหล่าผู้ทำงานเกี่ยวกับการขนส่งบก และขนส่งทางน้ำ.
เหล่าคนผุ้ทำงานเกี่ยวกับการขนส่งทางบกได้บอกแก่จูฬันเตวาสิกนั้นว่า พรุ่งนี้ พ่อค้ามาจักพาม้า ๕๐๐ ตัวมายังนครนี้ นายจูฬันเตวาสิกนั้นได้ฟังแล้ว จึงได้ไปติดต่อกับพวกคนหาบหญ้าว่า วันนี้ ท่านจงให้หญ้าแก่เราคนละกำ และเมื่อเรายังไม่ได้บอกขายหญ้า ท่านทั้งหลายอย่าขายหญ้าของตน ๆ คนหาบหญ้าเหล่านั้นรับคำแล้วก็นำหญ้า ๕๐๐ กำ มาลงที่ประตูบ้านของจูฬันเตวาสิกนั้น พ่อค้าม้านั้นไม่สามารถหาหญ้าสำหรับม้าของตนได้เนื่องจากไปถามพวกคนเกี่ยวหญ้าก็ไม่มีใครขายหญ้าให้ พ่อค้าม้าเหล่านั้นจึงไม่ได้อาหารสำหรับม้าในพระนครทั้งสิ้นจึงต้องซื้อหญ้าจากจูฬันเตวาสิกนั้นในราคาหนึ่งพัน แล้วเอาหญ้านั้นไป.
แต่นั้นล่วงไป ๒ ๓ วัน สหายผู้ทำงานเกี่ยวกับการขนส่งทางน้ำบอกแก่จูฬันเตวาสิก นั้นว่า เรือใหญ่มาจอดที่ท่าแล้ว จูฬันเตวาสิกนั้นคิดว่า เรามีวิธีนี้ จึงเอาเงิน ๘ กหาปณะไปเช่ารถ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบริวารทั้งปวง แล้วไปยังท่าเรือด้วย ทำประหนึ่งเป็นผู้มียศอันยิ่งใหญ่ แล้วจึงติดต่อกับนายเรือ โดยให้แหวนวงหนึ่งเป็นมัดจำแก่นายเรือ แล้วให้กั้นม่านนั่งอยู่ในที่ไม่ไกล สั่งคนไว้ว่า เมื่อพ่อค้าภายนอกมา พวกท่านจงบอก โดยการบอกประวิงไว้สามครั้ง เมื่อเหล่าพ่อค้าจากเมืองพาราณสีประมาณร้อยคนทราบว่าเรือมาแล้ว จึงมาติดต่อนายเรือกล่าวขอซื้อสินค้า นายเรือจึงกล่าวว่า มีพ่อค้าใหญ่ซึ่งอยู่ที่นั้น ที่นั้น ได้ให้มัดจำไว้แก่เราเสียแล้ว เราขายสินค้าให้แก่ท่านไม่ได้ พ่อค้าเหล่านั้นได้ฟังดังนั้นจึงมายังที่พักของจูฬันเตวาสิกนั้น คนผู้รับใช้ใกล้ชิดจึงบ่ายเบี่ยงประวิงเวลาไว้สามครั้ง ตามที่จูฬันเตวาสิกสั่งไว้ พ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คนนั้น จึงเสนอให้ทรัพย์คนละพัน เพื่อเป็นผู้มีหุ้นส่วนเรือกับจูฬันเตวาสิกนั้น แล้วจากนั้นพ่อค้าจึงเสนอให้อีกคนละพัน เพื่อให้จูฬันเตวาสิกขายหุ้นในส่วนของจูฬันเตวาสิกเพื่อให้สินค้าให้เป็นของพ่อค้านั้นทั้งหมด
จูฬันเตวาสินถือเอาทรัพย์สองแสนกลับมาเมืองพาราณสี คิดว่า เราควรเป็นคนกตัญญู จึงให้ถือเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปยังที่อาศัยของจุลลกเศรษฐี ลำดับนั้น จุลลกเศรษฐีจึงถามจูฬันเตวาสิกนั้นว่า ดูก่อนท่าน เธอทำอะไรจึงได้ทรัพย์นี้ จูฬันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ทำตามวิธีที่ท่านกล่าวจึงได้ทรัพย์ภายใน ๔ เดือนเท่านั้น แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่หนูตายเป็นต้นไป ท่านจุลลหมหาเศรษฐีได้ฟังคำของจูฬันเตวาสิกนั้นแล้วจึงคิดว่า บัดนี้ เราควรจะผูกมาณพนี้ให้อยู่กับเราจึงจะควร จึงยกธิดาของตนให้กับจูฬันเตวาสิก เมื่อท่านเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกนั้นก็ได้ตำแหน่งเศรษฐี ในนครนั้น ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาตรัสเรื่องนี้แล้วทรงตรัสพระคาถาว่าดังนี้
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR style="HEIGHT: 77.5pt"><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid; HEIGHT: 100%" vAlign=top width=720>บุคคลผู้มีปัญญา มีปัญญาเห็นประจักษ์ ย่อม
ตั้งตนได้ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุนแม้เล็กน้อย
ดุจบุคคลก่อไฟอันน้อย ให้โพลงขึ้นได้ ฉะนั้น.
</TD></TR></TBODY></TABLE>
แล้วทรงประชุมชาดกว่า จูฬันเตวาสิกในกาลนั้น ได้เป็นพระจุลปันถกใน บัดนี้ ส่วนจุลลกมหาเศรษฐีในกาลนั้นได้เป็นเราเองแล
อาวุโสพรรคมาร
11-17-2007, 11:52 PM
5 ตัณฑุลนาฬิชาดก
ว่าด้วยราคาข้าวสาร
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภ พระ โลฬฺทายีเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 426.1pt; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=568>สมัยนั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตร ได้เป็นพระภัตตุเทสก์ของสงฆ์ เมื่อพระทัพพมัลลบุตรนั้นแสดงสลากภัตเป็นต้น แต่เช้าตรู่ บางคราวพระอุทายีก็ได้ภัตดี บางคราวก็ได้ภัตเลว ในวันที่ได้ภัตเลว พระอุทายีนั้น ก็กระทำโรงสลากให้วุ่นวาย ด้วยการกล่าวว่า มีเพียงพระทัพพะเท่านั้น ที่รู้การให้สลากหรือ ? พวกเราไม่รู้หรือ ? เมื่อพระอุทายีนั้นทำโรงสลากให้วุ่นวายอยู่ ภิกษุทั้งหลายจึงได้ให้พระอุทายีนั้นเป็นผู้ให้สลาก
นับแต่พระอุทายีนั้นได้เป็นผู้ให้สลากแก่สงฆ์ แต่เมื่อท่านไม่รู้วิธีการที่เหมาะสม เมื่อจะให้ ก็ไม่รู้ว่า นี้ภัตดีหรือภัตเลว หรือ ไม่รู้ว่า ภัตดีตั้งไว้ที่โรงโน้น ? ภัตเลวตั้งไว้ที่โรงโน้น ? ไม่ได้กำหนดว่า บัญชีแสดงยอดจำนวนอยู่ในโรงโน้น ? จึงเกิดความวุ่นวายขึ้น ลำดับนั้น ภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย จึงกล่าวกะพระอุทายีนั้นว่า ดูก่อนอาวุโสอุทายี เมื่อท่านเป็นผู้ให้สลาก ภิกษุทั้งหลายพากันเสื่อมลาภ ท่านไม่สมควรให้สลาก จงออกไปจากโรงสลาก แล้วฉุดคร่าออกจากโรงสลาก ขณะนั้น ในโรงสลาก ได้มีความวุ่นวายมาก.
พระศาสดาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสถามพระอานนท์เถระว่า อานนท์ ในโรงสลากมีความวุ่นวายมาก นั่นชื่อว่าเสียงอะไร พระเถระได้กราบทูล เรื่องนั้นแด่พระตถาคต พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ อุทายีกระทำความเสื่อมลาภแก่คนอื่น เพราะความที่ตนเป็นคนโง่ มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ก็ได้กระทำแล้วเหมือนกัน พระเถระทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงเรื่องในอดีตไว้ดังต่อไปนี้
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่าพรหมทัต อยู่ในพระนคร พาราณสี แคว้นกาสี ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายได้เป็นพนักงานตีราคาทองของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ได้ตีราคาช้างและราคาม้าเป็นต้น และแก้วมณีกับทองเป็นต้น ครั้นตีราคาแล้วให้มูลค่าอันสมควรแก่เจ้าของทรัพย์นั้น แต่พระราชาทรงเป็นคนโลภ จึงทรงดำริว่า พนักงานตีราคาคนนี้ เมื่อตีราคาอยู่อย่างนี้ ไม่นานนัก ทรัพย์ในวังของเราจักถึงความหมดสิ้นไป เราควรตั้งคนอื่นให้เป็นพนักงานตีราคาจะดีกว่า
พระราชานั้นจึงทรงให้เปิดสีหบัญชรทอดพระเนตรดูพระลานหลวง ทรงเห็นบุรุษชาวบ้านคนหนึ่งผู้ทั้งเหลวไหลและโง่เขลา จึงทรงพระ ดำริว่า ผู้นี้จักอาจกระทำงานในตำแหน่งพนักงานตีราคาของเราได้ จึงรับสั่ง ให้เรียกเขามา แล้วจึงทรงตั้งบุรุษ เขลาคนนั้นไว้ในงานของผู้ตีราคา เพื่อต้องการรักษาทรัพย์ของพระองค์ ตั้งแต่นั้น บุรุษผู้โง่เขลานั้น เมื่อจะตีราคาช้างและม้าเป็นต้น ก็ตีราคาเอา ตามความชอบใจ ทำให้เสียราคา เพราะเมื่อเขาดำรงอยู่ในตำแหน่งนั้น เขากล่าวคำใด คำนั้นนั่นแหละเป็นราคา
ครั้งหนึ่งพ่อค้าม้าคนหนึ่ง นำม้า ๕๐๐ ตัว มาจากแคว้นอุตตราปถะ พระราชารับสั่งให้เรียกบุรุษนั้นมาให้ตีราคาม้า บุรุษนั้นได้ตั้งราคาม้า ๕๐๐ตัว ด้วยข้าวสารทะนานเดียว และเมื่อตีราคาแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้ข้าวสารหนึ่งทะนานแก่พ่อค้าม้า แล้วให้พักม้าไว้ในโรงม้า.
พ่อค้าม้าจึงไปยังสำนักของพนักงานตีราคาคนเก่า บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วถามว่า บัดนี้ ควรจะทำอย่างไร ? พนักงานตีราคาคนเก่านั้นกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้สินบนแก่บุรุษนั้นแล้วถามอย่างนี้ว่า ม้าทั้งหลายของพวก ข้าพเจ้ามีราคาข้าวสารทะนานเดียว ข้อนี้รู้กันอยู่แล้ว แต่ข้าพเจ้าประสงค์จะรู้ราคาของข้าวสารทะนานเดียว ท่านสามารถจะตีราคาข้าวสารหนึ่งทะนาน ต่อเบื้องพระพักตร์พระราชาหรือไม่ ถ้าเขาพูดว่า สามารถทำได้เช่นนั้น พวกท่านก็จงพาเขาไปยังพระราชวัง และเราก็จะไปในที่นั้นด้วย
พ่อค้ารับคำพระโพธิสัตว์แล้วก็ให้สินบนแก่นักตีราคา แล้วบอกเนื้อความนั้น นักตีราคานั้นพอได้สินบนเท่านั้นก็กล่าวว่า เราสามารถจะตีราคาข้าวสารหนึ่งทะนานได้ พ่อค้าม้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเราจงพากันไปยังพระราชวังเถิด แล้วได้พานักตีราคานั้นไป พระโพธิสัตว์ก็ดี อำมาตย์เป็นอันมากก็ดี ได้พากันไปอยู่ ณ ที่นั้น พ่อค้าม้าถวายบังคมพระราชา แล้วทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ได้ทราบว่าม้า ๕๐๐ ตัวมีราคาเท่าข้าวสารหนึ่งทะนาน แต่ข้าวสารหนึ่งทะนานนี้มีราคาเท่าไร ข้าแต่สมมติ เทพ ขอพระองค์ได้โปรดถามพนักงานตีราคา พระเจ้าข้า
พระราชาไม่ทราบความเป็นไปนั้นจึงตรัสถามว่า ท่านนักตีราคาผู้เจริญ ม้า ๕๐๐ ตัวมีราคาเท่าไร ? พนักงานตีราคากราบทูลว่า มีราคาข้าวสารหนึ่งทะนานพระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามว่า แล้วข้าวสารหนึ่งทะนานนั้น มีราคาเท่าไร ? บุรุษโง่ผู้นั้นกราบทูลว่า ข้าวสารหนึ่งทะนานย่อมถึงค่าเมืองพาราณสี ทั้งภายในและภายนอก พะย่ะค่ะ.
ได้ยินว่า ในกาลก่อน บุรุษโง่นั้นสนองพระราชประสงค์ของพระราชา จึงได้ตีราคาม้าทั้งหลายด้วยข้าวสารทะนานหนึ่ง แต่เมื่อได้สินบนจากมือของพ่อค้า กลับตีราคาเมืองพาราณสีทั้งภายในและภายนอก ด้วยข้าวสารหนึ่งทะนานนั้น ก็ในกาลนั้น เมืองพาราณสีได้ล้อมกำแพงประมาณ ๑๒ โยชน์ และถ้าจะรวมแคว้นทั้งภายในและ ภายนอกเมืองพาราณสีนี้ก็จะมีประมาณ ๓๐๐ โยชน์ บุรุษโง่นั้นได้ตีราคาเมือง พาราณสีทั้งภายในและภายนอกอันใหญ่โตอย่างนี้ ด้วยข้าวสารหนึ่งทะนาน ฉะนี้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าวสารหนึ่งทะนานมีราคาเท่าไร
พระนครพาราณสีทั้งภายในนอกมีราคาเท่าไร
ข้าวสารทะนานเดียว มีราคาม้า ๕๐๐ ตัวเทียวหรือ.
อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึงพากันตบมือหัวเราะ และทำการเยาะเย้ยว่า เมื่อก่อน พวกเราได้มีความสำคัญว่า แผ่นดินและราชสมบัติหาค่ามิได้ นัยว่าราชสมบัติในเมืองพาราณสีพร้อมทั้งพระราชวังอันใหญ่โตอย่างนี้ มีค่าเพียงข้าวสารทะนานเดียว โอ ! ความเพียบพร้อมของพนักงานตีราคาเช่นท่าน ช่างเหมาะสม กับพระราชาของพวกเราทีเดียว
ครั้งนั้น พระราชาทรงละอาย ให้ฉุดคร่าบุรุษโง่นั้นออกไป แล้วได้พระราชทานตำแหน่งพนักงานตีราคาแก่พระโพธิสัตว์ตามเดิม
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดกว่า พนักงานตีราคาผู้เป็นชาวบ้าน โง่เขลาในกาลนั้น ได้เป็นพระโลฬุทายีในบัดนี้ พนักงานตีราคาผู้เป็นบัณฑิต ในกาลนั้น ได้เป็นเราเอง.
จบ ตัณฑุลนาฬิชาดก
อาวุโสพรรคมาร
11-17-2007, 11:55 PM
6 เทวธรรมชาดก
ว่าด้วยธรรมของเทวดา
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้มีภัณฑะมาก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีดังนี้
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=657 height="100%">ได้ยินว่า กุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง เมื่อภรรยาตายก็บวช กุฎุมพีนั้น เมื่อจะบวชได้ให้ทำบริเวณ โรงไฟและห้องเก็บสิ่งของ ในห้องเก็บสิ่งของนั้นก็ให้บรรจุเนยใสและข้าวสารเป็นต้น สำหรับตนแล้ว จึงบวช
ครั้นบวชแล้ว ให้เรียกทาสของตนมา ให้หุงต้มอาหารตามชอบใจ แล้วจึงบริโภค และได้เป็นผู้มีบริขารมาก ในเวลากลางคืน มีผ้านุ่งและผ้าห่มผืนหนึ่ง เวลากลางวัน มีอีกผืนหนึ่งอยู่ท้ายวิหาร
วันหนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นนำจีวรและเครื่องปูลาดเป็นต้น ออกมาคลี่ตากไว้ในบริเวณ ภิกษุชาวชนบทมากด้วยกัน เที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ ไปถึงบริเวณ เห็นจีวรเป็นต้น จึงถามว่า จีวรเป็นต้นเหล่านี้ของใคร? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ของผมครับ ท่านผู้มีอายุ ภิกษุเหล่านั้นถามว่า จีวรนี้ก็ดี ผ้านุ่งนี้ก็ดี เครื่องลาดนี้ก็ดี ทั้งหมดเป็นของท่านเท่านั้นหรือ? ภิกษุนั้นกล่าวว่า ขอรับ เป็นของผมเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวร มิใช่หรือ ท่านบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้มักน้อยอย่างนี้ เกิดเป็นผู้มีบริขารมากอย่างนี้ มาเถิดท่าน พวกเราจักนำไปยังสำนักของพระทศพล แล้วได้พาภิกษุนั้นไปยังสำนักของพระศาสดา
พอทรงเห็นภิกษุนั้นเท่านั้น จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนานั้นแล มาแล้วหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้มีภัณฑะมากมีบริขารมาก พระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอมีภัณฑะมาก จริงหรือ?
ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็เพราะเหตุไร เธอจึงเป็นผู้มีภัณฑะมาก เรากล่าวคุณของความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความสงัด และการปรารภความเพียร มิใช่หรือ
ภิกษุนั้นได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา ก็โกรธคิดว่า บัดนี้ เราจักเที่ยวไปโดยทำนองนี้ จึงทิ้งผ้าห่ม มีจีวรผืนเดียว ยืนอยู่ในท่ามกลางบริษัท
ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงอุปถัมภ์ภิกษุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อน แม้ในกาลเมื่อเธอเป็นผีเสื้อน้ำผู้แสวงหาหิริโอตตัปปะ เธอแสวงหาหิริโอตตัปปะอยู่ถึง ๑๒ ปี เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรในบัดนี้ เธอบวชในพระพุทธศาสนาอันเป็นที่เคารพอย่างนี้ จึงทิ้งผ้าห่มในท่ามกลางบริษัท ละหิริ โอตตัปปะ ยืนอยู่เล่า
ภิกษุนั้นได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา ได้ยังหิริโอตตัปปะให้กลับตั้งขึ้น จึงห่มจีวรนั้น แล้วถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงยังเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่า พรหมทัต ในนครพาราณสี ในแคว้นกาสี ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เมื่อครบทศมาส พระนางประสูติพระโอรส ในวันเฉลิมพระนามของพระโอรสนั้น พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามว่า มหิสสาสกุมาร ในกาลที่พระกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระโอรสองค์อื่นก็ประสูติ พระญาติทั้งหลายตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า จันทกุมาร ในเวลาที่พระจันทกุมารนั้นทรงวิ่งเล่นได้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็สวรรคต พระราชาทรงตั้งพระสนมอื่น ไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี พระอัครมเหสีนั้น ได้เป็นที่รักเป็นที่โปรดปรานของพระราชา ต่อมาพระอัครมเหสีนั้นก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามของพระโอรสนั้นว่า สุริยกุมาร
พระราชาทรงเห็นพระโอรส แล้วมีพระหฤทัยยินดี ตรัสว่า นางผู้เจริญ เราให้พรแก่บุตรของเธอ พระเทวีเก็บไว้จะรับเอาในเวลาต้องการพรนั่น เมื่อพระโอรสเจริญวัยแล้ว พระนางกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในกาลที่พระโอรสของหม่อมฉันประสูติ พระองค์ทรงประทานพรไว้มิใช่หรือ ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉัน พระราชาทรงห้ามว่า พระโอรสสองพระองค์ของเรา รุ่งเรืองอยู่เหมือนกองเพลิง เราไม่อาจให้ราชสมบัติแก่โอรสของเธอ ทรงเห็นพระนางอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ ทรงพระดำริว่า พระนางนี้จะพึงคิด แม้กรรมอันลามกแก่โอรสทั้งหลายของเรา จึงรับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้งสองมา แล้วตรัสว่า พ่อทั้งสอง ในเวลาที่สุริยกุมารประสูติ พ่อได้ให้พรไว้ บัดนี้ มารดาของสุริยกุมารนั้นทูลขอราชสมบัติ พ่อไม่ประสงค์จะให้แก่สุริยกุมารนั้น ธรรมดา มาตุคาม ผู้ลามกจะพึงคิดแม้สิ่งอันลามกแก่พวกเจ้า เจ้าทั้งสองต้องเข้าป่า ต่อเมื่อพ่อล่วงไปแล้ว จงครองราชสมบัติในนครอันเป็นของมีอยู่ของตระกูล แล้วทรงกันแสง ครํ่าครวญจุมพิตที่ศีรษะ แล้วทรงส่งไป
สุริยกุมารทรงเล่นอยู่ที่พระลานหลวง เห็นพระโอรสทั้งสองนั้น ถวายบังคมพระราชบิดา แล้วลงจากปราสาท ทรงเห็นเหตุนั้น จึงคิดว่า แม้เราก็จักไปกับพระเจ้าพี่ทั้งสอง จึงออกไปพร้อมกับพระโอรสทั้งสองนั้นเอง พระโอรสเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์แวะลงข้างทาง ประทับนั่งที่โคนไม้ เรียกสุริยกุมารมาว่า พ่อสุริยะ เจ้าจะไปยังสระนั้น อาบและดื่มแล้ว จงเอาใบบัวห่อน้ำดื่มมา แม้เพื่อเราทั้งสอง
สระนั้นเป็นสระที่ผีเสื้อน้ำตนหนึ่ง ได้พรจากสำนักของท้าวเวสวัณ ท้าวเวสวัณตรัสกะผีเสื้อน้ำนั้นว่า เจ้าจะได้กินคนที่ลงยังสระนี้ ยกเว้น คนที่รู้เทวธรรมเท่านั้น เจ้าจะไม่ได้กิน ตั้งแต่นั้น รากษสนั้นจึงถามเทวธรรมกะคนที่ลงสระนั้น แล้วกินคนที่ไม่รู้เทวธรรม ลำดับนั้นแล สุริยกุมารไปยังสระนั้น ไม่ได้พิจารณาเลยลงไปอยู่ รากษสนั้นจึงจับสุริยกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมหรือ? สุริยกุมารนั้นกล่าวว่า เออ ฉันรู้ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ชื่อว่า เทวธรรม ลำดับนั้น รากษสนั้นจึงกล่าวกะสุริยกุมารนั้นว่า ท่านไม่รู้จักเทวธรรม แล้วพาดำไปพักไว้ในที่อยู่ของตน
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นสุริยกุมารนั้นชักช้าอยู่ จึงส่งจันทกุมารไป แม้รากษสก็จับจันทกุมารนั้น แล้วถามว่า ท่านรู้เทวธรรมไหม? จันทกุมารกล่าวว่า เออ ฉันรู้ ทิศทั้ง ๔ ชื่อว่าเทวธรรม รากษสกล่าวว่า ท่านไม่รู้เทวธรรม แล้วพาจันทกุมารแม้นั้น ไปไว้ในที่อยู่ของตนนั้นนั่นแหละ
เมื่อจันทกุมารล่าช้าอยู่ พระโพธิสัตว์คิดว่า อันตรายอย่างหนึ่งจะพึงมี จึงเสด็จไปที่สระนั้นด้วยพระองค์เอง เห็นรอยเท้าลงของพระอนุชาแม้ทั้งสอง จึงดำริว่า สระนี้คงเป็นสระที่รากษสหวงแหน จึงได้สอดพระขรรค์ถือธนู ยืนอยู่ ผีเสื้อน้ำเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ลงน้ำ จึงแปลงเป็นเหมือนบุรุษผู้ทำงานในป่า กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านเหน็ดเหนื่อยในหนทาง เพราะเหตุไร จึงไม่ลงสระนี้ อาบดื่ม กินเหง้าบัว ประดับดอกไม้ไปตามสบาย พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น รู้ว่า ผู้นี้จักเป็นยักษ์ จึงกล่าวว่า ท่านจับน้องชายของเรามาหรือ
ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เออ เราจับมา
พระโพธิสัตว์ถามว่า เพราะเหตุไร
ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เราย่อมได้คนผู้ลงยังสระนี้
พระโพธิสัตว์ถามว่า ท่านย่อมได้ทั้งหมดทีเดียวหรือ?
ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เราได้ทั้งหมด ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม
พระโพธิสัตว์นั้นตรัสถามว่า ท่านมีความต้องการเทวธรรมหรือ?
ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เออมีความต้องการ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เราจักบอกเทวธรรมแก่ท่าน
ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงบอก เราจักฟังเทวธรรม
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า แต่เรามีตัวสกปรก ยักษ์จึงให้พระโพธิสัตว์อาบน้ำ ให้ดื่มน้ำ ให้ประดับดอกไม้ให้ลูบไล้ของหอม ได้ลาดบัลลังก์ให้ ในท่ามกลางปะรำ ที่ประดับแล้ว พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนอาสนะ ให้ยักษ์นั่งแทบเท้า แล้วตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเงี่ยโสตฟังพระธรรมโดยเคารพ แล้วตรัสพระธรรมเทศนาว่า
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=657 height="100%">สัปบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันขาว ท่านเรียกว่า ผู้มีเทวธรรมในโลก
บรรดาหิริและโอตตัปปะเหล่านั้น ที่ชื่อว่า หิริ เพราะละอายแต่กายทุจริต เป็นต้น คำว่า หิริ นี้ เป็นชื่อของความละอาย
ที่ชื่อว่า โอตตัปปะ เพราะกลัวแต่กายทุจริตเป็นต้นนั้นนั่นแหละ คำว่า โอตตัปปะนี้ เป็นชื่อของความกลัวแต่บาป
บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้น หิริมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายใน โอตตัปปะมีสมุฏฐานที่ตั้งขึ้นภายนอก
หิริมีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่
หิริดำรงอยู่ในสภาวะอันน่าละอาย โอตตัปปะดำรงอยู่ในสภาวะอันน่ากลัว
หิริมีลักษณะยำเกรง โอตตัปปะมีลักษณะโทษและเห็นภัย
บรรดาหิริและโอตตัปปะนั้น บุคคลย่อมยังหิริอันมีสมุฏฐานเป็นภายใน ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ
เพราะพิจารณาถึงชาติกำเนิด ๑
พิจารณาถึงวัย ๑
พิจารณาถึงความกล้าหาญ ๑
พิจารณาถึงความเป็นพหูสูต ๑
อย่างไร? บุคคลพิจารณาถึงชาติกำเนิดก่อน อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปนี้ ไม่เป็นกรรมของคนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ เป็นกรรมของตนผู้มีชาติต่ำ มีพรานเบ็ดเป็นต้น จะพึงกระทำ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเช่นท่าน ไม่ควรกระทำกรรมนี้ แล้วไม่ทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น
อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงวัย อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปนี้ เป็นกรรมที่คนหนุ่มๆ พึงกระทำ กรรมนี้อันคนผู้ตั้งอยู่ในวัย เช่นท่านไม่ควรกระทำ แล้วไม่กระทำบาป มีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น
แม้อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงความเป็นผู้กล้าหาญ อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปนี้ เป็นกรรมของคนผู้มีชาติอ่อนแอ กรรมนี้บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยความกล้าหาญเช่นท่าน ไม่ควรกระทำ แล้วไม่กระทำบาป มีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น
อนึ่ง บุคคลพิจารณาความเป็นพหูสูต อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปนี้เป็นกรรมของคนอันธพาล กรรมนี้อันคนผู้เป็นพหูสูต เป็นบัณฑิตเช่นท่าน ไม่ควรกระทำ แล้วไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่ายังหิริให้ตั้งขึ้น
บุคคลชื่อว่ายังหิริ อันมีสมุฏฐานภายในให้ตั้งขึ้น ด้วยเหตุ ๔ ประการอย่างนี้ ก็แหละครั้นให้ตั้งขึ้นแล้ว ยังหิริให้เข้าไปในจิต ไม่กระทำบาปด้วยตน หิริย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายใน อย่างนี้
โอตตัปปะชื่อว่า มีสมุฏฐานภายนอกอย่างไร? บุคคลพิจารณาว่า ถ้าท่านจักทำบาปไซร้ ท่านจักเป็นผู้ถูกติเตียนในบริษัท ๔ และว่า วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนท่านเหมือนชาวเมืองติเตียนของไม่สะอาด ดูก่อนภิกษุ ท่านอันผู้มีศีลทั้งหลายเว้นห่างแล้ว จักกระทำอย่างไร ดังนี้ ย่อมไม่กระทำบาปกรรม เพราะโอตตัปปะอันตั้งขึ้นภายนอก โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีสมุฏฐานภายนอกอย่างนี้
หิริชื่อว่ามีตนเป็นใหญ่อย่างไร กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทำตนให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า ไม่กระทำบาปด้วยคิดว่า บุคคลผู้บวชด้วยศรัทธา เป็นพหูสูต มีวาทะ [คือสอน] ในการกำจัดกิเลสเช่นท่าน ไม่ควรกระทำบาปกรรม หิริย่อมชื่อว่ามีตนเป็นใหญ่อย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลนั้นกระทำตนนั่นแหละให้เป็นใหญ่ ละอกุศล เจริญกุศล ละธรรมที่มีโทษ เจริญธรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดอยู่
โอตตัปปะชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างไร? กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทำโลกให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า แล้วไม่กระทำบาปกรรม สมดังที่ตรัสไว้ว่า ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่แล อนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่น อยู่ในโลกสันนิวาสอันใหญ่แล สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเห็นในที่ไกลบ้าง เห็นในที่ใกล้บ้าง รู้จิตด้วยจิตบ้าง สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ย่อมรู้เราอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่ เทวดาทั้งหลายผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่นมีอยู่ แม้เทวดาเหล่านั้น ย่อมเห็นแต่ที่ไกลบ้าง ย่อมเห็นในที่ใกล้บ้าง ย่อมรู้ใจด้วยใจบ้าง แม้เทวดาเหล่านั้นก็จักรู้เราว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตไม่มีเรือน เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่ เขากระทำโลกนั่นแลให้เป็นใหญ่ ละอกุศล เจริญกุศล ละธรรมอันมีโทษ เจริญธรรมอันไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดอยู่ โอตตัปปะย่อมชื่อว่ามีโลกเป็นใหญ่อย่างนี้
ก็ในคำว่า หิริตั้งอยู่ในสภาวะน่าละอาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาวะน่ากลัวนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ : อาการละอาย ชื่อว่า ความละอาย หิริตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น ความกลัวแต่อบาย ชื่อว่า ภัย โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาวะอันนั้น หิริและโอตตัปปะแม้ทั้งสองนั้น ย่อมปรากฏในการงดเว้นจากบาป จริงอยู่ บุคคลบางคนก้าวลงสู่ธรรม คือความละอายอันเป็นภายใน ไม่กระทำบาปกรรม เหมือนกุลบุตร เมื่อจะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น เห็นคนหนึ่งอันควรจะละอาย พึงเป็นผู้ถึงอาการละอาย ถูกอุจจาระ ปัสสาวะบีบคั้น จนอาจมเล็ด ก็ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ ฉะนั้น บุคคลบางคนกลัวภัยในอบาย จึงไม่กระทำบาปกรรม ในข้อนั้น มีความอุปมาดังต่อไปนี้ : เหมือนอย่างว่า ในก้อนเหล็ก ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งเย็น แต่เปื้อนคูถ ก้อนหนึ่งร้อน ไฟติดโพลง ในก้อนเหล็ก ๒ ก้อนนั้น บัณฑิตเกลียดไม่จับก้อนเย็น เพราะก้อนเย็นเปื้อนคูถ ไม่จับก้อนร้อน เพราะกลัวไฟไหม้ ฉันใด ในข้อที่ว่าด้วยหิริและโอตตัปปะนั้น ก็ฉันนั้น พึงทราบการหยั่งลงสู่ลัชชีธรรม อันเป็นภายใน แล้วไม่ทำบาปกรรม เหมือนบัณฑิตเกลียดก้อนเหล็กเย็นที่เปื้อนคูถ จึงไม่จับ และพึงทราบการไม่ทำบาป เพราะกลัวภัยในอบาย เหมือนการที่บัณฑิตไม่จับก้อนเหล็กร้อน เพราะกลัวไหม้ ฉะนั้น แม้บททั้งสองนี้ที่ว่า หิริมีลักษณะยำเกรง โอตตัปปะมีลักษณะกลัว โทษและเห็นภัย ดังนี้ ย่อมปรากฏเฉพาะในการงดเว้นจากบาปเท่านั้น จริงอยู่ คนบางคนยังหิริอันมีลักษณะยำเกรง ให้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ
พิจารณาถึงความเป็นใหญ่โดยชาติ ๑
พิจารณาถึงความเป็นใหญ่แห่งพระศาสดา ๑
พิจารณาถึงความเป็นใหญ่โดยทรัพย์มรดก ๑ และ
พิจารณาถึงความเป็นใหญ่แห่งเพื่อนพรหมจารี ๑
แล้วไม่ทำบาป คนบางคนยังโอตตัปปะอันมีลักษณะกลัวโทษ และมักเห็นภัย ให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ
ภัยในการติเตียนตน ๑
ภัยในการที่คนอื่นติเตียน ๑
ภัยคืออาชญา ๑ และ
ภัยในทุคติ ๑
แล้วไม่ทำบาป ในข้อที่ว่าด้วย หิริโอตตัปปะนั้น พึงกล่าวการพิจารณาความเป็นใหญ่โดยชาติเป็นต้น และภัยในการติเตียนตนเป็นต้น ให้พิสดาร ความพิสดารของการพิจารณาความเป็นใหญ่โดยชาติ เป็นต้นเหล่านั้น ได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย
กุศลธรรมที่ควรกระทำมีหิริโอตตัปปะ นี้แหละเป็นต้นไป ชื่อว่า สุกกธรรม ธรรมขาว เมื่อว่าโดยนัย ที่รวมถือเอาทั้งหมด สุกกธรรมนั้น ก็คือธรรมอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ อันเป็นไปในภูมิ ๔ ที่ประกอบแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วย หิริและโอตตัปปะทั้งสองนั้น
ชื่อว่าผู้สงบระงับ เพราะกายกรรมเป็นต้น สงบระงับแล้ว ชื่อว่า เป็นสัปบุรุษ เพราะเป็นบุรุษผู้งดงาม ด้วยความกตัญญูกตเวที ก็ใน
โลกมีหลายโลก คือ สังขารโลก สัตวโลก โอกาสโลก ขันธโลก อายตนโลก และธาตุโลก ในโลกเหล่านั้น สังขารโลกท่านกล่าวไว้ในประโยคนี้ว่า โลกหนึ่ง คือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ฯลฯ โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘ โลกมีขันธโลก เป็นต้นรวมอยู่ใน สังขารโลก นั่นแหละ ส่วนสัตวโลกท่านกล่าวไว้ในประโยค มีอาทิว่า โลกนี้ โลกหน้า เทวโลก มนุษยโลก โอกาสโลก ท่านกล่าวไว้ในประโยคนี้ว่า พันโลกธาตุมีประมาณเพียงที่พระจันทร์ และพระอาทิตย์เวียน ส่องสว่างไปทั่วทิศ อำนาจของพระองค์ ย่อมแผ่ไปในพันโลกธาตุนั้น บรรดาโลกเหล่านั้น ในที่นี้ประสงค์เอาสัตวโลก จริงอยู่ ในสัตวโลกเท่านั้น มีสัปบุรุษเห็นปานนี้ สัปบุรุษเหล่านั้นท่านกล่าวว่า มีเทวธรรม
เทพมี ๓ ประเภท คือ สมมติเทพ ๑ อุปบัติเทพ ๑ และวิสุทธิเทพ ๑ บรรดาเทพเหล่านั้น พระราชาและพระราชกุมารเป็นต้น ชื่อว่าสมมติเทพ เพราะชาวโลกสมมติว่าเป็น เทพ จำเดิมแต่ครั้ง พระมหาสมมติราช เทวดาผู้อุปบัติในเทวโลก ชื่อว่า อุปบัติเทพ พระขีณาสพ ชื่อว่า วิสุทธิเทพ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า พระราชา พระราชเทวี พระราชกุมาร ชื่อว่าสมมติเทพ เทพสูงๆ ขึ้นไปตั้งแต่ภุมมเทวดาไป ชื่อว่า อุปบัติเทพ, พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ ชื่อว่า วิสุทธิเทพ ธรรมของเทพเหล่านี้ ชื่อว่า เทวธรรม
จริงอยู่ กุศลธรรมทั้งหลายมีหิริโอตตัปปะเป็นมูล ชื่อว่า เป็นธรรมของเทพทั้ง ๓ ประเภทเหล่านี้ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุแห่งกุศลสัมปทา แห่งการเกิดในเทวโลก และแห่งความหมดจด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเทวธรรม แม้บุคคลผู้ประกอบด้วยเทวธรรมเหล่านั้น ก็เป็นผู้มีเทวธรรม เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น ด้วยเทศนาอันเป็นบุคคลาธิษฐาน จึงตรัสว่า สัปบุรุษผู้สงบระงับ เรียกว่า ผู้มีเทวธรรมในโลก
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ยักษ์ ครั้นได้ฟังธรรมเทศนานี้ มีความเลื่อมใส จึงกล่าวกะพระโพธิสัตว์ ว่า ดูก่อนบัณฑิต เราเลื่อมใสท่าน จะให้น้องชายคนหนึ่ง จะให้นำคนไหนมา
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านจงนำน้องชายคนเล็กมา
ยักษ์กล่าวว่า ดูก่อนบัณฑิต ท่านรู้แต่เทวธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่ประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น
พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร?
ยักษ์กล่าวว่า เพราะเหตุที่ท่านเว้นพี่ชายเสีย ให้นำน้องชายมา ชื่อว่าไม่กระทำกรรมของผู้อ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนยักษ์ เรารู้เทวธรรมทีเดียว และประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น เพราะว่า เราทั้งหลายเข้าป่านี้ เพราะอาศัยน้องชายนี้ ด้วยว่า พระมารดาของน้องชายนี้ ทูลขอราชสมบัติกะพระบิดาของพวกเรา เพื่อประโยชน์แก่น้องชายนี้ แต่พระบิดาของพวกเราไม่ให้พรนั้น เพื่อจะทรงอนุรักษ์พวกเรา จึงทรงอนุญาตการอยู่ป่า พระกุมารนั้นติดตามมากับพวกเรา แม้เมื่อพวกเรากล่าวว่า ยักษ์ในป่ากินพระกุมารนั้นเสียแล้ว ใครๆ จักไม่เชื่อ ด้วยเหตุนั้น เรากลัวแต่ภัย คือการครหา จึงให้นำน้องชายคนเล็กนั้น นั่นแหละมา
ยักษ์มีจิตเลื่อมใสให้สาธุการแก่พระโพธิสัตว์ว่า สาธุ สาธุ ท่านบัณฑิต ท่านรู้เทวธรรม ทั้งปฏิบัติในเทวธรรมเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงได้นำน้องชายทั้งสองคนมาให้
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสกะยักษ์นั้นว่า สหาย ท่านบังเกิดเป็นยักษ์มีเนื้อและเลือดของคนอื่นเป็นภักษา เพราะบาปกรรมที่ตนทำไว้ในชาติก่อน บัดนี้ ท่านยังกระทำบาปนั่นแลซ้ำอีก ด้วยว่า บาปกรรมจักไม่ไห้พ้นจากนรก เป็นต้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงละบาปแล้วกระทำแต่กุศล ก็แหละได้สามารถทรมานยักษ์นั้น
พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นทรมานยักษ์นั้นแล้ว เป็นผู้อันยักษ์นั้นจัดแจงการอารักขา อยู่ในที่นั้น นั่นแล วันหนึ่ง แลดูนักขัตฤกษ์ รู้ว่าพระชนกสวรรคต จึงพายักษ์ไปเมืองพาราณสี ยึดราชสมบัติ ประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระจันทกุมาร ประทานตำแหน่งเสนาบดีแก่สุริยกุมาร ให้สร้างที่อยู่ในที่อันน่ารื่นรมย์ ให้แก่ยักษ์ ได้ทรงกระทำโดยประการที่ ยักษ์นั้นได้บูชาอันเลิศ ดอกไม้อันเลิศ ของหอมอันเลิศ ผลไม้อันเลิศ และภัตอันเลิศ พระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติโดยธรรม ได้เสด็จไปตามยถากรรมแล้ว
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดก ว่า ผีเสื้อน้ำในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้มีภัณฑะมาก ในบัดนี้ สุริยกุมารได้เป็น พระอานนท์ จันทกุมารได้เป็น พระสารีบุตร ส่วนมหิสสาสกุมารผู้เป็นเชฏฐา ได้เป็น เราเอง แล
เทวธรรมชาดก จบ
i3adguyz
11-18-2007, 09:58 AM
ขยันมากๆคับ
ขอโมทนา
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:20 PM
7 กัฏฐหาริชาดก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภพระนางวาสภขัตติยา จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้
<TABLE class=MsoTableGrid style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #f3f3f3; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="80%" border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 100%; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=655 height="100%">เรื่องพระนางวาสภขัตติยา จักมีแจ้งใน ภัททสาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120102.htm) ทวาทสนิบาต ได้ยินว่า พระนางวาสภขัตติยานั้น เป็นพระธิดาของเจ้าศากยะมหานาม ประสูติในครรภ์ของทาสีชื่อว่า นาคมณฑา (ต่อมา) ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล พระนางประสูติพระราชโอรส ก็ภายหลัง พระราชาทรงทราบว่า พระนางเป็นทาสี จึงทรงปลดจากตำแหน่ง แม้วิฑูฑภะผู้เป็นพระโอรส ก็ถูกปลดจากตำแหน่งเหมือนกัน แต่แม่ลูกทั้งสอง ก็คงอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ นั่นแหละ
พระศาสดาทรงทราบเหตุนั้น ครั้นในเวลาเย็น จึงได้เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ของพระราชาพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แล้วตรัสว่า พระนางวาสภขัตติยาประทับอยู่ที่ไหน พระราชาจึงกราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบ พระศาสดาตรัสถามว่า มหาบพิตร พระนางวาสภขัตติยาเป็นธิดาของใคร? พระราชาทูลว่า เป็นธิดาของเจ้ามหานาม พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสถามว่า เมื่อพระนางวาสภขัตติยาเสด็จมา เสด็จมาแล้วเพื่อใคร? พระราชาทูลว่า เพื่อหม่อมฉัน พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระนางวาสภขัตติยานี้ เป็นธิดาของพระราชาและมาเพื่อพระราชา เพราะอาศัยพระราชานั่นแหละ จึงได้พระโอรส เพราะเหตุไร พระโอรสนั้นจึงไม่ได้เป็นเจ้าของราชสมบัติ อันเป็นของมีอยู่ของพระราชบิดา พระราชาทั้งหลายในกาลก่อน ได้พระโอรสในครรภ์ของหญิงหาฟืน ผู้เป็นภรรยาชั่วคราว ก็ยังได้พระราชทานราชสมบัติแก่พระโอรส พระเจ้าโกศลทรงขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงเรื่องในอดีตไว้ดังนี้
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า พรหมทัต ในกรุงพาราณสี เสด็จไปพระราชอุทยานด้วยพระยศใหญ่ เสด็จเที่ยวไปในพระราชอุทยานนั้น เพราะทรงยินดีดอกไม้และผลไม้ ทรงเห็นหญิงผู้หนึ่งผู้ขับเพลงไปพลาง ตัดฟืนไปพลาง ในป่าชัฏในพระราชอุทยาน ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ จึงทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกัน ในขณะนั้นเอง พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในครรภ์ของหญิงนั้น ทันใดนั้น ครรภ์นางได้หนักอึ้งเหมือนเต็มด้วยเพชร นางรู้ว่าตั้งครรภ์ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันตั้งครรภ์แล้ว เพคะ พระราชาได้ประทานพระธำมรงค์ แล้วตรัสว่า ถ้าเป็นธิดาเจ้าจงจำหน่ายแหวนเลี้ยงดู ถ้าเป็นบุตร เจ้าจงนำมายังสำนักของเราพร้อมกับแหวน ครั้นตรัสแล้ว จึงเสด็จหลีกไป
ฝ่ายหญิงนั้นมีครรภ์แก่แล้ว ก็คลอดพระโพธิสัตว์ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์นั้นเล่นอยู่ในสนามเล่น มีคนกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราถูกคนไม่มีพ่อ ทุบตีแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงไปหามารดาถามว่า แม่จ๋า ใครเป็นพ่อของหนู? มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นโอรสของพระเจ้าพาราณสี พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ก็พยานอะไรๆ มีอยู่หรือ จ๊ะแม่ มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย พระราชาประทานแหวนนี้ไว้แล้วตรัสว่า ถ้าเป็นธิดา พึงจำหน่ายเลี้ยงดูกัน ถ้าเป็นบุตร พึงพามาพร้อมกับแหวนนี้ ดังนี้แล้ว ก็เสด็จไป
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า แม่จ๋า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร แม่จึงไม่นำฉันไปยังสำนักของพระบิดา นางรู้อัธยาศัยของบุตร จึงไปยังประตูพระราชวัง ให้คนกราบทูลแก่พระราชาให้ทรงทราบ และเป็นผู้อันพระราชารับสั่งให้เข้าเฝ้า จึงเข้าไปถวายบังคมพระราชา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผู้นี้เป็นโอรสของพระองค์ พระราชา แม้ทรงทราบอยู่ ก็เพราะทรงละอายในท่ามกลางบริษัท จึงตรัสว่า ไม่ใช่บุตรของเรา หญิงนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นี้พระธำมรงค์ของพระองค์ พระองค์คงจะทรงจำพระธำมรงค์นี้ได้ พระราชาตรัสว่า แม้พระธำมรงค์นี้ ก็ไม่ใช่ธำมรงค์ของเรา หญิงนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ บัดนี้ เว้นสัจกิริยาเสีย คนอื่นผู้จะเป็นสักขีพยานของกระหม่อมฉัน ย่อมไม่มี ถ้าทารกนี้เกิดเพราะอาศัยพระองค์ อันกระหม่อมฉันเหวี่ยงขึ้นไปแล้ว จงอยู่ในอากาศ ถ้าไม่ได้อาศัยพระองค์เกิด จงตกลงมาตายบนภาคพื้นดิน แล้วจับเท้าทั้งสองของพระโพธิสัตว์ เหวี่ยงไปในอากาศ
พระโพธิสัตว์นั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ เมื่อจะกล่าวธรรมะแก่พระบิดา ด้วยเสียงอันไพเราะ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ข้าพระบาทเป็นโอรสของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่ชน ขอพระองค์ได้ทรงโปรดชุบเลี้ยงข้าพระบาทไว้ แม้คนเหล่าอื่น พระองค์ยังทรงชุบเลี้ยงได้ ไฉน จะไม่ทรงชุบเลี้ยงโอรสของพระองค์เองเล่า
เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับนั่งในอากาศ ทรงแสดงธรรมอยู่อย่างนี้ พระราชาได้ทรงสดับแล้ว จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสว่า จงมาเถิดพ่อ เราแหละจักชุบเลี้ยงเจ้า มีมือตั้งพันเหยียดมาแล้ว พระโพธิสัตว์ไม่ลงในมือคนอื่น ลงในพระหัตถ์ของพระราชาเท่านั้น แล้วประทับนั่งบนพระเพลา พระราชาทรงประทานความเป็นอุปราชแก่พระโพธิสัตว์นั้น แล้วได้ทรงตั้งมารดาให้เป็นอัครมเหสี เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นได้เป็นพระราชา พระนามว่า กัฏฐวาหนะ ครองราชสมบัติโดยธรรม ได้เสด็จไปตามยถากรรม
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาทรงแสดงแก่พระเจ้าโกศลแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระมารดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระมหามายาเทวี พระบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ส่วนพระเจ้ากัฏฐวาหนราชในครั้งนั้น ได้เป็น เราเอง แล
กัฏฐหาริชาดก จบ.
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:25 PM
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:27 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
ทุกนิบาต
<!----------------------------------------------------------------เมนู1--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๑.ทัฬหวรรค
<!----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู1----------------------------------------------------> ๑๕๑.ราโชวาทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020101.htm)
๑๕๒.สิคาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020102.htm)
๑๕๓.สูกรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020103.htm)
๑๕๔.อุรคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020104.htm)
๑๕๕.ภัคคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020105.htm)
๑๕๖.อลีนจิตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020106.htm)
๑๕๗.คุณชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020107.htm)
๑๕๘.สุหนุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020108.htm)
๑๕๙.โมรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020109.htm)
๑๖๐.วินีลกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020110.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู2--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๒.สันถวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู2---------------------------------------------------> ๑๖๑.อินทสมานโคตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020201.htm)
๑๖๒.สันถวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020202.htm)
๑๖๓.สุสีมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020203.htm)
๑๖๔.คิชฌชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020204.htm)
๑๖๕.นกุลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020205.htm)
๑๖๖.อุปสาฬหกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020206.htm)
๑๖๗.สมิทธิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020207.htm)
๑๖๘.สกุณัคฆิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020208.htm)
๑๖๙.อรกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020209.htm)
๑๗๐.กกัณฏกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020210.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู3--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๓.กัลยาณธรรมวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู3---------------------------------------------------> ๑๗๑.กัลยาณธรรมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020301.htm)
๑๗๒.ทัททรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020302.htm)
๑๗๓.มักกฏชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020303.htm)
๑๗๔.ทุพภิยมักกฏชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020304.htm)
๑๗๕.อาทิจจุปัฏฐานชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020305.htm)
๑๗๖.กฬายมุฏฐิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020306.htm)
๑๗๗.ตินทุกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020307.htm)
๑๗๘.กัจฉปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020308.htm)
๑๗๙.สตธรรมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020309.htm)
๑๘๐.ทุทททชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020310.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู4--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๔.อสทิสวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู4---------------------------------------------------> ๑๘๑.อสทิสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020401.htm)
๑๘๒.สังคามาวจรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020402.htm)
๑๘๓.วาโลทกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020403.htm)
๑๘๔.คิริทัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020404.htm)
๑๘๕.อนภิรติชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020405.htm)
๑๘๖.ทธิวาหนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020406.htm)
๑๘๗.จตุมัฏฐชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020407.htm)
๑๘๘.สีหโกตถุกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020408.htm)
๑๘๙.สีหจัมมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020409.htm)
๑๙๐.สีลานิสังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020410.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู5--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๕.รุหกวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู5---------------------------------------------------> ๑๙๑.รุหกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020501.htm)
๑๙๒.สิริกาฬกัณณิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020502.htm)
๑๙๓.จุลลปทุมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020503.htm)
๑๙๔.มณิโจรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020504.htm)
๑๙๕.ปัพพตูปัตถรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020505.htm)
๑๙๖.วลาหกัสสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020506.htm)
๑๙๗.มิตตามิตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020507.htm)
๑๙๘.ราธชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020508.htm)
๑๙๙.คหปติชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020509.htm)
๒๐๐.สาธุสีลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-01/chadok-020510.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู6--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๖.นตังทัฬหวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู6---------------------------------------------------> ๒๐๑.พันธนาคารชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020601.htm)
๒๐๒.เกฬิสีลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020602.htm)
๒๐๓.ขันธปริตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020603.htm)
๒๐๔.วีรกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020604.htm)
๒๐๕.คังเคยยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020605.htm)
๒๐๖.กุรุงคมิคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020606.htm)
๒๐๗.อัสสกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020607.htm)
๒๐๘.สุงสุมารชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020608.htm)
๒๐๙.กักกรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020609.htm)
๒๑๐.กันทคลกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020610.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู7--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๗.พีรณัตถัมภกวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู7---------------------------------------------------> ๒๑๑.โสมทัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020701.htm)
๒๑๒.อุจฉิฏฐภัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020702.htm)
๒๑๓.ภรุราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020703.htm)
๒๑๔.ปุณณนทีชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020704.htm)
๒๑๕.กัจฉปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020705.htm)
๒๑๖.มัจฉชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020706.htm)
๒๑๗.เสคคุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020707.htm)
๒๑๘.กูฏวาณิชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020708.htm)
๒๑๙.ครหิตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020709.htm)
๒๒๐.ธัมมัทธชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020710.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู8--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๘.กาสาววรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู8---------------------------------------------------> ๒๒๑.กาสาวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020801.htm)
๒๒๒.จุลลนันทิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020802.htm)
๒๒๓.ปุฏภัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020803.htm)
๒๒๔.กุมภีลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020804.htm)
๒๒๕.ขันติวรรณนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020805.htm)
๒๒๖.โกสิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020806.htm)
๒๒๗.คูถปาณกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020807.htm)
๒๒๘.กามนีตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020808.htm)
๒๒๙.ปลายิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020809.htm)
๒๓๐.ทุติยปลายิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020810.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู9--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๙.อุปาหนวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู9---------------------------------------------------> ๒๓๑.อุปาหนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020901.htm)
๒๓๒.วีณาถูณชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020902.htm)
๒๓๓.วิกัณณกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020903.htm)
๒๓๔.อสิตาภุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020904.htm)
๒๓๕.วัจฉนขชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020905.htm)
๒๓๖.พกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020906.htm)
๒๓๗.สาเกตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020907.htm)
๒๓๘.เอกปทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020908.htm)
๒๓๙.หริตมาตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020909.htm)
๒๔๐.มหาปิงคลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-020910.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู10--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๑๐.สิคาลวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู10---------------------------------------------------> ๒๔๑.สัพพทาฐิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021001.htm)
๒๔๒.สุนขชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021002.htm)
๒๔๓.คุตติลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021003.htm)
๒๔๔.วิคติจฉชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021004.htm)
๒๔๕.มูลปริยายชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021005.htm)
๒๔๖.พาโลวาทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021006.htm)
๒๔๗.ปาทัญชลิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021007.htm)
๒๔๘.กิงสุโกปมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021008.htm)
๒๔๙.สาลกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021009.htm)
๒๕๐.กปิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-02-02/chadok-021010.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:28 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
ติกนิบาต
<!----------------------------------------------------------------เมนู1--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๑.สังกัปปวรรค
<!----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู1----------------------------------------------------> ๒๕๑.สังกัปปราคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030101.htm)
๒๕๒.ติลมุฏฐิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030102.htm)
๒๕๓.มณิกัณฐชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030103.htm)
๒๕๔.กุณฑกกุจฉสินธวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030104.htm)
๒๕๕.สุกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030105.htm)
๒๕๖.ชรูทปานชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030106.htm)
๒๕๗.คามณิจันทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030107.htm)
๒๕๘.มันธาตุราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030108.htm)
๒๕๙.ติรีติวัจฉชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030109.htm)
๒๖๐.ทูตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030110.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู2--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๒.ปทุมวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู2---------------------------------------------------> ๒๖๑.ปทุมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030201.htm)
๒๖๒.มุทุปาณิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030202.htm)
๒๖๓.จุลลปโลภนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030203.htm)
๒๖๔.มหาปนาทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030204.htm)
๒๖๕.ขุรัปปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030205.htm)
๒๖๖.วาตัคคสินธวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030206.htm)
๒๖๗.สุวรรณกักกฏกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030207.htm)
๒๖๘.อารามทูสกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030208.htm)
๒๖๙.สุชาตาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030209.htm)
๒๗๐.อุลูกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030210.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู3--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๓.อุทปานทูสกวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู3---------------------------------------------------> ๒๗๑.อุทปานทูสกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030301.htm)
๒๗๒.พยัคฆชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030302.htm)
๒๗๓.กัจฉปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030303.htm)
๒๗๔.โลลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030304.htm)
๒๗๕.รุจิรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030305.htm)
๒๗๖.กุรุธรรมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030306.htm)
๒๗๗.โรมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030307.htm)
๒๗๘.มหิสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030308.htm)
๒๗๙.สตปัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030309.htm)
๒๘๐.ปูฏทูสกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030310.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู4--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๔.อัพภันตรวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู4---------------------------------------------------> ๒๘๑.อัพภันตรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030401.htm)
๒๘๒.เสยยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030402.htm)
๒๘๓.วัฑฒกีสูกรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030403.htm)
๒๘๔.สิริชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030404.htm)
๒๘๕.มณิสูกรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030405.htm)
๒๘๖.สาลุกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030406.htm)
๒๘๗.ลาภครหิกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030407.htm)
๒๘๘.มัจฉทานชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030408.htm)
๒๘๙.นานาฉันทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030409.htm)
๒๙๐.สีลวีมังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030410.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู5--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๕.กุมภวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู5---------------------------------------------------> ๒๙๑.ภัทรฆฏเภทกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030501.htm)
๒๙๒.สุปัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030502.htm)
๒๙๓.กายนิพพินทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030503.htm)
๒๙๔.ชัมพุขาทกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030504.htm)
๒๙๕.อันตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030505.htm)
๒๙๖.สมุททชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030506.htm)
๒๙๗.กามวิลาปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030507.htm)
๒๙๘.อุทุมพรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030508.htm)
๒๙๙.โกมาริยปุตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030509.htm)
๓๐๐.พกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-03/chadok-030510.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:28 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
จตุกกนิบาต
<!----------------------------------------------------------------เมนู1--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๑.กาลิงควรรค
<!----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู1----------------------------------------------------> ๓๐๑.จุลลกาลิงคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040101.htm)
๓๐๒.มหาอัสสาโรหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040102.htm)
๓๐๓.เอกราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040103.htm)
๓๐๔.ทัททรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040104.htm)
๓๐๕.สีลวีมังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040105.htm)
๓๐๖.สุชาตาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040106.htm)
๓๐๗.ปลาสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040107.htm)
๓๐๘.ชวสกุณชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040108.htm)
๓๐๙.ฉวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040109.htm)
๓๑๐.สัยหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040110.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู2--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๒.ปุจิมันทวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู2---------------------------------------------------> ๓๑๑.ปุจิมันทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040201.htm)
๓๑๒.กัสสปมันทิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040202.htm)
๓๑๓.ขันติวาทิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040203.htm)
๓๑๔.โลหกุมภิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040204.htm)
๓๑๕.มังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040205.htm)
๓๑๖.สสปัณฑิตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040206.htm)
๓๑๗.มตโรทนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040207.htm)
๓๑๘.กณเวรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040208.htm)
๓๑๙.ติตติรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040209.htm)
๓๒๐.สุจจชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040210.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู3--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๓.กุฏิทูสกวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู3---------------------------------------------------> ๓๒๑.กุฏิทูสกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040301.htm)
๓๒๒.ทุททุภายชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040302.htm)
๓๒๓.พรหมทัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040303.htm)
๓๒๔.จัมมสาฏกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040304.htm)
๓๒๕.โคธชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040305.htm)
๓๒๖.กักการุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040306.htm)
๓๒๗.กากาติชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040307.htm)
๓๒๘.อนนุโสจิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040308.htm)
๓๒๙.กาฬพาหุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040309.htm)
๓๓๐.สีลวิมังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040310.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู4--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๔.โกกิลวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู4---------------------------------------------------> ๓๓๑.โกกาลิกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040401.htm)
๓๓๒.รถลัฏฐิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040402.htm)
๓๓๓.โคธชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040403.htm)
๓๓๔.ราโชวาทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040404.htm)
๓๓๕.ชัมพุกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040405.htm)
๓๓๖.พรหาฉัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040406.htm)
๓๓๗.ปีฐชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040407.htm)
๓๓๘.ถุสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040408.htm)
๓๓๙.พาเวรุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040409.htm)
๓๔๐.วิสัยหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040410.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู5--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๕.จุลลกุณาลวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู5---------------------------------------------------> ๓๔๑.กุณฑลิกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040501.htm)
๓๔๒.วานรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040502.htm)
๓๔๓.กุนตินีชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040503.htm)
๓๔๔.อัมพชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040504.htm)
๓๔๕.คชกุมภชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040505.htm)
๓๔๖.เกสวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040506.htm)
๓๔๗.อยกูฏชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040507.htm)
๓๔๘.อรัญญชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040508.htm)
๓๔๙.สันธิเภทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040509.htm)
๓๕๐.เทวตาปัญหาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-04/chadok-040510.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:29 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
ปัญจกนิบาต
<!----------------------------------------------------------------เมนู1--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๑.มณิกุณฑลวรรค
<!----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู1----------------------------------------------------> ๓๕๑.มณิกุณฑลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050101.htm)
๓๕๒.สุชาตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050102.htm)
๓๕๓.เวนสาขชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050103.htm)
๓๕๔.อุรคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050104.htm)
๓๕๕.ธังกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050105.htm)
๓๕๖.การันทิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050106.htm)
๓๕๗.ลฏุกิกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050107.htm)
๓๕๘.จุลลธรรมปาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050108.htm)
๓๕๙.สุวรรณมิคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050109.htm)
๓๖๐.สุสันธีชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050110.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู2--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๒.วรรณาโรหวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู2---------------------------------------------------> ๓๖๑.วรรณาโรหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050201.htm)
๓๖๒.สีลวีมังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050202.htm)
๓๖๓.หิริชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050203.htm)
๓๖๔.ขัชโชปนกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050204.htm)
๓๖๕.อหิตุณฑิกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050205.htm)
๓๖๖.คุมพิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050206.htm)
๓๖๗.สาลิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050207.htm)
๓๖๘.ตจสารชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050208.htm)
๓๖๙.มิตตวินทุกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050209.htm)
๓๗๐.ปลาสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050210.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู3--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๓.อัฑฒวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู3---------------------------------------------------> ๓๗๑.ทีฆีติโกสลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050301.htm)
๓๗๒.มิคโปตกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050302.htm)
๓๗๓.มูสิกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050303.htm)
๓๗๔.จุลลธนุคคหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050304.htm)
๓๗๕.กโปตกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-05/chadok-050305.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:30 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
ฉักกนิบาต
<!----------------------------------------------------------------เมนู1--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๑.อาวาริยวรรค
<!----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู1----------------------------------------------------> ๓๗๖.อาวาริยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060101.htm)
๓๗๗.เสตเกตุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060102.htm)
๓๗๘.ทรีมุขชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060103.htm)
๓๗๙.เนรุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060104.htm)
๓๘๐.อาสังกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060105.htm)
๓๘๑.มิคาโลปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060106.htm)
๓๘๒.สิริกาฬกัณณิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060107.htm)
๓๘๓.กุกกุฏชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060108.htm)
๓๘๔.ธัมมัทธชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060109.htm)
๓๘๕.นันทิยมิคราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060110.htm)
<!----------------------------------------------------------------เมนู2--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๒.ขุรปุตตวรรค
<!-----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู2---------------------------------------------------> ๓๘๖.ขุรปุตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060201.htm)
๓๘๗.สูจิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060202.htm)
๓๘๘.ตุณฑิลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060203.htm)
๓๘๙.สุวรรณกักกฏชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060204.htm)
๓๙๐.มัยหกสกุณชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060205.htm)
๓๙๑.ปัพพชิตวิเหฐกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060206.htm)
๓๙๒.อุปสิงฆปุปผกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060207.htm)
๓๙๓.วิฆาสาทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060208.htm)
๓๙๔.วัฏฏกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060209.htm)
๓๙๕.มณิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-06/chadok-060210.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:31 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
สัตกนิบาต
<!----------------------------------------------------------------เมนู1--------------------------------------------------------------->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๑.กุกกุวรรค
<!----------------------------------------------------กำหนดเมนูย่อยของเมนู1----------------------------------------------------> ๓๙๖.กุกกุชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070101.htm)
๓๙๗.มโนชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070102.htm)
๓๙๘.สุตนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070103.htm)
๓๙๙.มาตุโปสกคิชฌชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070104.htm)
๔๐๐.ทัพพปุปผกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070105.htm)
๔๐๑.ทสรรณกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070106.htm)
๔๐๒.เสนกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070107.htm)
๔๐๓.อัฏฐิเสนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070108.htm)
๔๐๔.กปิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070109.htm)
๔๐๕.พกพรหมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070110.htm)
<!--เมนู2-->http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok/open.gif ๒.คันธารวรรค
<!--กำหนดเมนูย่อยของเมนู2--> ๔๐๖.คันธารชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070201.htm)
๔๐๗.มหากปิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070202.htm)
๔๐๘.กุมภการชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070203.htm)
๔๐๙.ทัฬหธรรมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070204.htm)
๔๑๐.โสมทัตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070205.htm)
๔๑๑.สุสีมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070206.htm)
๔๑๒.โกฏสิมพลิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070207.htm)
๔๑๓.ธูมการีชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070208.htm)
๔๑๔.ชาครชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070209.htm)
๔๑๕.กุมมาสบิณฑชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070210.htm)
๔๑๖.ปรันตปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-07/chadok-070211.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:32 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๐๘.อัฏฐกนิบาต
๑.กัจจานิวรรค
๔๑๗. กัจจานิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080101.htm)
๔๑๘. อัฏฐสัททชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080102.htm)
๔๑๙. สุลสาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080103.htm)
๔๒๐. สุมังคลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080104.htm)
๔๒๑. คังคมาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080105.htm)
๔๒๒. เจติยราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080106.htm)
๔๒๓. อินทริยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080107.htm)
๔๒๔. อาทิตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080108.htm)
๔๒๕. อัฏฐานชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080109.htm)
๔๒๖. ทีปิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-080110.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:32 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๐๙.นวกนิบาต
๔๒๗. คิชฌชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090101.htm)
๔๒๘. โกสัมพิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090102.htm)
๔๒๙. มหาสุวราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090103.htm)
๔๓๐. จุลลสุวกราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090104.htm)
๔๓๑. หริตจชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090105.htm)
๔๓๒. ปทกุสลมาณวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090106.htm)
๔๓๓. โลมสกัสสปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090107.htm)
๔๓๔. จักกวากชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090108.htm)
๔๓๕. หลิททราคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090109.htm)
๔๓๖. สมุคคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090110.htm)
๔๓๗. ปูติมังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090111.htm)
๔๓๘. ทัททรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-090112.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:33 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๐.ทสกนิบาต
๔๓๙. จตุทวารชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100101.htm)
๔๔๐. กัณหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100102.htm)
๔๔๑. จตุโปสถชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100103.htm)
๔๔๒. สังขชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100104.htm)
๔๔๓. จุลลโพธิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100105.htm)
๔๔๔. มัณฑัพยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100106.htm)
๔๔๕. นิโครธชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100107.htm)
๔๔๖. ตักกลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100108.htm)
๔๔๗. มหาธรรมปาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100109.htm)
๔๔๘. กุกกุฏชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100110.htm)
๔๔๙. มัฏฐกุณฑลิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100111.htm)
๔๕๐. พิลารโกสิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100112.htm)
๔๕๑. จักกวากชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100113.htm)
๔๕๒. ภูริปัญหาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100114.htm)
๔๕๓. มหามังคลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100115.htm)
๔๕๔. ฆตปัณฑิตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-100116.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:34 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๑.เอกาทสกนิบาต
๔๕๕. มาตุโปสกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110101.htm)
๔๕๖. ชุณหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110102.htm)
๔๕๗. ธรรมเทวปุตตกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110103.htm)
๔๕๘. อุทยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110104.htm)
๔๕๙. ปานียชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110105.htm)
๔๖๐. ยุธัญชยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110106.htm)
๔๖๑. ทสรถชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110107.htm)
๔๖๒. สังวรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110108.htm)
๔๖๓. สุปปารกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-110109.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:34 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๒.ทวาทสนิบาต
๔๖๔. จุลลกุณาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120101.htm)
๔๖๕. ภัททสาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120102.htm)
๔๖๖. สมุททวาณิชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120103.htm)
๔๖๗. กามชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120104.htm)
๔๖๘. ชนสันธชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120105.htm)
๔๖๙. มหากัณหชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120106.htm)
๔๗๐. โกสิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120107.htm)
๔๗๑. เมณฑกปัญหาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120108.htm)
๔๗๒. มหาปทุมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120109.htm)
๔๗๓. มิตตามิตตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-120110.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:35 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๓.เตรสนิบาต
๔๗๔. อัมพชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130101.htm)
๔๗๕. ผันทนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130102.htm)
๔๗๖. ชวนหังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130103.htm)
๔๗๗. จุลลนารทกัสสปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130104.htm)
๔๗๘. ทูตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130105.htm)
๔๗๙. กาลิงคโพธิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130106.htm)
๔๘๐. อกิตติชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130107.htm)
๔๘๑. ตักการิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130108.htm)
๔๘๒. รุรุมิคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130109.htm)
๔๘๓. สรภชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-08-13/chadok-130110.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:36 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๔.ปกิณณกนิบาต
๔๘๔. สาลิเกทารชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140101.htm)
๔๘๕. จันทกินนรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140102.htm)
๔๘๖. มหาอุกกุสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140103.htm)
๔๘๗. อุททาลกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140104.htm)
๔๘๘. ภิสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140105.htm)
๔๘๙. สุรุจิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140106.htm)
๔๙๐. ปัญจุโปสถิกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140107.htm)
๔๙๑. มหาโมรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140108.htm)
๔๙๒. ตัจฉกสูกรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140109.htm)
๔๙๓. มหาวาณิชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140110.htm)
๔๙๔. สาธินราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140111.htm)
๔๙๕. ทสพราหมณ์ชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140112.htm)
๔๙๖. ภิกขาปรัมปรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-140113.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:36 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๕.วิสตินิบาต
๔๙๗. มาตังคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150101.htm)
๔๙๘. จิตตสัมภูตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150102.htm)
๔๙๙. สีวิราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150103.htm)
๕๐๐. ศิริมันทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150104.htm)
๕๐๑. โรหนมิคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150105.htm)
๕๐๒. หังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150106.htm)
๕๐๓. สัตติคุมพชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150107.htm)
๕๐๔. ภัลลาติยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150108.htm)
๕๐๕. โสมนัสสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150109.htm)
๕๐๖. จัมเปยยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150110.htm)
๕๐๗. มหาโลภนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150111.htm)
๕๐๘. ปัญจปัณฑิตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150112.htm)
๕๐๙. หัตถิปาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150113.htm)
๕๑๐. อโยฆรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-150114.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:37 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๖.ติงสตินิบาต
๕๑๑. กิงฉันทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160101.htm)
๕๑๒. กุมภชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160102.htm)
๕๑๓. ชัยทิศชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160103.htm)
๕๑๔. ฉัททันตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160104.htm)
๕๑๕. สัมภวชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160105.htm)
๕๑๖. มหากปิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160106.htm)
๕๑๗. ทกรักขสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160107.htm)
๕๑๘. ปัณฑรกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160108.htm)
๕๑๙. สัมพุลาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160109.htm)
๕๒๐. ภัณฑุติณฑกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-160110.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:37 PM
ขุททกนิกายภาค ๑
๑๗.จัตตาฬีสนิบาต
๕๒๑. เตสกุณชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-170101.htm)
๕๒๒. สรภังคชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-170102.htm)
๕๒๓. อลัมพุสาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-170103.htm)
๕๒๔. สังขปาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-170104.htm)
๕๒๕. จุลลสุตโสมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-170105.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:38 PM
ขุททกนิกายภาค ๒
๑๘.ปัญญาสนิบาต
๕๒๖. นฬินิกาชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-180101.htm)
๕๒๗. อุมมาทันตีชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-180102.htm)
๕๒๘. มหาโพธิชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-180103.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:38 PM
ขุททกนิกายภาค ๒
๑๙.สัฏฐินิบาต
๕๒๙. โสณกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-190101.htm)
๕๓๐. สังกิจจชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-190102.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:39 PM
ขุททกนิกายภาค ๒
๒๐.สัตตตินิบาต
๕๓๑. กุสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-200101.htm)
๕๓๒. โสณนันทชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-200102.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:40 PM
ขุททกนิกายภาค ๒
๒๑.อสีตินิบาต
๕๓๓. จุลลหังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-210101.htm)
๕๓๔. มหาหังสชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-210102.htm)
๕๓๕. สุธาโภชนชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-210103.htm)
๕๓๖. กุณาลชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-210104.htm)
๕๓๗. มหาสุตโสมชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-14-22/chadok-210105.htm)
อาวุโสพรรคมาร
11-18-2007, 11:40 PM
ขุททกนิกายภาค ๒
๒๒.มหานิบาต
๕๓๘. เตมิยชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-temee-01.htm)
๕๓๙. มหาชนกชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-chanok-01.htm)
๕๔๐. สุวรรณสามชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-suwansarm-01.htm)
๕๔๑. เนมิราชชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-nemiraj-01.htm)
๕๔๒. มโหสถชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-mahosot-01.htm)
๕๔๓. ภูริทัตชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-puritat.htm)
๕๔๔. จันทกุมารชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-chanta-01.htm)
๕๔๕. มหานารทกัสสปชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-narth.htm)
๕๔๖. วิธุรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-vitoon.htm)
๕๔๗. มหาเวสสันตรชาดก (http://www.dharma-gateway.com/buddha/chadok-10/chadok-vessandorn.htm)
พอชูเดช
03-07-2008, 08:24 AM
สาธุครับ ท่านอาวุโสฯ นี่ขยันจริงๆ ถือว่าเป็นกระทู้ที่มีข้อความต่อเนื่องยาวที่สุดของเว็ป ต้องให้ท่าน ผอ.เม มาอ่านนำไปสอนเด็กๆ หรือเผยแผ่แก่สมาชิกต่างแดน มหาโมทนาครับ สาธุ
ปัจเจกภูมิ
03-08-2008, 03:20 AM
อายันตุ โภนโต อิธะ ทานะ สีละ เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจาธิฏฐานะเมตตุเปกขา ยุทธายะ โว คัณหะถะอาวุธานีติ.
ดูก่อนพระบารมีทั้งหลาย ขอเชิญพระบารมีคือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฐานะ เมตตา และอุเบกขา จงมาที่นี่โดยเร็วพลัน แล้วพากันถือเอาอาวุธ เพื่อยุทธ์กับพญามาร (กิเลส) เถิด.
อนุโมทนาครับ.
บริจาคเงินช่วยวัดพระบาทน้ำพุ
โทร.1900-222-200 6บาท/นาที
<!-- / message -->
<!-- / message -->
อนุโมทนา สาธุครับ.......:o
vBulletin v3.6.0 Beta 2, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.