ยะธาพุทโมนะ
06-25-2007, 01:01 AM
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=69259&d=1142290076
พระพุทธานุภาพ
โดยยศ วัชรเสถียร
พระพุทธานุภาพ หรือ อานุภาพของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสามารถบันดาลสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ อันเป็นเรื่องที่อัศจรรย์นั้น ชนชาติไทยเชื่อถือว่ามีจริงมาตั้งแต่พากันเป็นพุทธมามกะยึดถือพระพุทธศาสนาประจำชาตก็ว่าได้โดยไม่ผิด เพราะได้รู้ถึงพระประวัติขององค์พระบรมศาสดากันทั่วไป ซึ่งในพระพุทธประวัติบอกไว้ถึงที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงอานุภาพของพระองค์ให้ประจักษ์กันหลายครั้งหลายคราว แต่ละคราวเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง เหลือวิสัยที่สามัญชนคนธรรมดาจะบันดาลให้เป็นไปได้
ข้าพเจ้าขอนำมาเล่าในโอกาสนี้เท่าที่นึกได้คือ
ครั้งแรก เมื่อพระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระราชบิดา และ บรรดาพระประยูรญาติ เมื่อปรากฏว่าบรรดาพระประยูรญาติที่สูงอายุมีทิษฐิ ไม่ยอมอภิวันทนากราบไหว้เพราะพระองค์มีพระชนมายุเยาว์กว่ามาก พระองค์จึงแสดงอานุภาพของพระองค์เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ให้เห็นประจักษ์กันทั่ว โดยบันดาลให้พระสรีระของพระองค์ลอยขึ้นไปบนอากาศเสมือนจะยังละอองธุลีพระบาทเรี่ยรายลงบนเศียรเกล้าของบรรดาพระประยูรยาติที่มีทิษฐิเหล่านั้น ยังผลให้ทิษฐิสิ้นไปต่างก้มวันทากราบไหว้พระองค์ทั่วกันสิ้น
ครั้งต่อมา เมื่อพระเทวทัตซึ่งเป็นพระญาติของพระองค์เอง ได้ร่วมคิดกับพระเจ้าอชาตศัตรูวางแผนการสังหารพระองค์ด้วยความริษยา โดยอาศัยช้างชื่อ นาฬาคิรี ซึ่งกำลังตกมันปล่อยออกไปให้ขยี้พระองค์ ในเวลาที่พระองค์เสด็จบิญฑบาตในนครราชคฤห์ พอถึงเวลากำหนดตามแผนก็ปล่อยช้างออก ช้างนี้นนอกจากจะเมามันตามธรรมชาติแล้วยังถูกมอมให้คลั่งดุร้ายยิ่งขึ้นอีก ด้วยเหล้าอย่างแรงถึง 16 หม้อใหญ่ ๆ ขณะที่สมเด็จพระพุทธองค์กำลังรับอาหารจากผู้ศรัทธาอยู่นั้น เสียงร้องแปร๋น ๆ ของช้างเมามันดังขึ้น ผู้คนที่คอยตักถวายอาหารพระองค์ต่างขวัญหายทิ้งภาชนะอาหารวิ่งแตกกระจายหนีเอาตัวรอด
ส่วนสมเด็จพระพุทธองค์ทรงมันพระวรกายมาทางที่ช้างวิ่งมา ประทับยืนนิ่งอยู่ด้วยพระอาการสงบ พระอานนท์ พุทธอนุชา ซึ่งเป็นพุทธอุปฐากที่โดยเสด็จดุจเงาตามตัว ถลันออกไปยืนเบื้องหน้าพระพุทธองค์ ด้วยความตั้งใจป้องกันชีวิตของพระบรมศาสดาด้วยชีวิตของท่านเอง พระพุทธองค์ตรัสบอกด้วยพระอาการและพระสุรเสียงปกติว่า หลีกไปเถิด อานนท์ อย่าป้องกันเราเลย บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใคร สามารถปลงตถาคตลงจากชีวิตได้เลย ไม่ว่าสัตว์เดรัจฉาน หรือมนุษย์ หรือ เทวดา มาร พรหมใด ๆ
พระองค์ประทับยืนอยู่ด้วยพระอาการสงบเช่นนั้น และช้างเมามันบ้าคลั่งก็วิ่งลิ่วตรงมายังพระองค์ ลักษณาการเป็นที่หวาดเสียวยิ่งนัก รูปการณ์บ่งบอกว่า พระสรีระของพระศาสดาต้องเหลวแหลกแน่ แต่สิ่งมหัศจรรย์พลันบังเกิด เมื่อช้างร้ายเข้ามาใกล้พระองค์ได้หยุดชะงักเหมือนปะทะเข้ากับพะเนินเหล็กมหึมา ในเวลาเดียวกันความเมามันอันทำให้มันเกิดอารมณ์ดุร้ายก็มลายไปสิ้น ดังหนึ่งดวงอัคคีน้อยตกลงในท้องอุทกธาราที่กว้างใหญ่ ยิ่งกว่านั้นมันหมอบลงแทบพระมงคลบาทของพระศาสดาใช้งวงเคล้าเคลียพระชงฆ์ของพระองค์
ครั้งต่อมาอีก ขณะที่สมเด็จพระพุทธองค์ประดับอยู่ ณ พระอารามในเมืองสาวัตถี นางมัลลิกาผู้เป็นภริยาของท่านพัลธุลเสนาบดี ผู้สามีขอให้นางกลับไปอยู่บ้านเดิมของนางที่เมืองกุสินารา เหตุเพราะนางอยู่กับเขามาช้านานแล้วแต่นางไม่มีบุตรเพราะนางเป็นหมัน เขาจึงจะมีภริยาใหม่เพื่อได้บุตรไว้สืบสกุล นางไม่ต้องการไปเพราะนางมีความเลื่อมใสพระพุทธองค์ และ เมืองสาวัตถีนั้นสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่เสมอ ครั้งละนาน ๆ ด้วย แต่นางก็จำต้องไปตามคำขอร้องของสามี นางจึงนำดอกไม้ธูปเทียนและข้าวยาคูไปเฝ้าสมเด็จพระพุทธองค์เพื่อบูชาและถวายและนมัสการลาพระองค์
เมื่อพระองค์ทรงได้ฟังเรื่องราวและเหตุผลที่จะต้องไปอยู่เมืองกุสินาราที่นางเล่าแล้ว ก็ตรัสบอกแก่นางว่า ถ้าเพียงเท่านี้อย่าไปเลย อยู่ที่สาวัตถีต่อไปเถิด บอกท่านเสนาบดีตามคำขอตถาคตก็แล้วกัน เขาจะเปลี่ยนใจยอมให้อุบาสิกาอยู่ที่เมืองนี้กับเขาต่อไป
นางกลับมาบ้าน บอกท่านพัลธุลเสนาบดีตามที่พระพุทธองค์ตรัส อัศจรรย์พลันบังเกิด นั้นคือท่านเสนาบดียอมให้นางอยู่กับเขาต่อไป ด้วยความปิติเต็มใจและต่อมาไม่ช้า นางก็ผลิตบุตรให้เขาราวกับตัวนางได้กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในการผลิตลูก กล่าวคือ นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรครั้งละ 2 คน ถึง 16 ครั้ง เป็นบุตรทั้งหมด 32 คน
ต่อมาอีก...ในระหว่างที่สมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระอารามเชตวัน ซึ่งอนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายในนครสาวัตถีพร้อยด้วยพุทธสาวก วันหนึ่ง นางสุปปิยา ซึ่งเป็นเพื่อนรักของนางวิสาขาผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นมหาอุบาสิกาเที่ยวเดินเยี่ยมบรรดาภิกษุทั้งหลายที่พำนักอยู่ ณ เชตวันอารามไปถึงกุฏิภิกษุรูปหนึ่งซึ่งอาพาธอยู่ นางนมัสการถามว่าต้องการสิ่งใดบ้าง ภิกษุรูปนั้นตอบว่า อยากได้ฉันน้ำต้มเนื้อ แต่วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ ไม่มีการฆ่าสัตว์เอาเนื้อขาย นางจึงกลับมาบ้าน และ ด้วยศรัทธาแรงกล้าเข้าห้องแล้วเอามีดคมกริบเฉือนเนื้อที่ขาของนางเอง ให้คนใช้ต้มนำน้ำไปถวายภิกษุอาพาธรูปนั้น ตัวนางเอาผ้าพันแผลไว้ นอนซมด้วยพิษไข้เนื้องจากแผลอักเสบอยู่ในห้อง สามีนางกลับมารู้เรื่องเข้าแทนที่จะโกรธ กลับชื่นชมโสมนัสที่เมียตนมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธองค์ และ สาวกของพระองค์ รีบออกจากบ้านไปสู่เชตวันอาราม ทูลอารธนาพระบรมศาสดาและภิกษุสาวกเพื่อรับภัตตหารที่บ้านตนในวันรุ่งขึ้น
พระองค์ทรงรับนิมนต์ รุ่งขึ้น เสด็จไปยังบ้านสามีนางสุปปิยาโดยมีสงฆ์สาวกเป็นบริวารจำนวนมาก เมื่อไม่ทรงเป็นนางสุปปิยาจึงถามอุบาสกสามีนาง เมื่อทรงทราบว่านางป่วยเพราะเหตุใดแล้ว จึงตรัสให้ประคองนางมาเฝ้าเมื่อนางนมัสการบังคม พระองค์ตรัสว่า จงเป็นสุขเถิดอุบาสิกา ฉับพลันแผลใหญ่ที่ขาของนางก็หายสนิท ซ้ำทั่วสรรพางค์ของนางยังมีผิวผ่องยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
นางสุปปวาสา ซึ่งเป็นเพื่อนรักอีกผู้หนึ่งของนางวิสาขา มหาอุบาสิกา รายนี้มีครรภ์อยู่ถึง 7 ปี เมื่อจะคลอดบุตรก็ปวดครรภ์อยู่ถึง 7 วัน ทารกไม่ยอมคลอด ทำให้นางทุกขเวทนาแสนสาหัส นางจึงขอให้สามี ไปนมัสการทูลให้พระบรมศาสดาทรงทราบ เมื่อพระผู้เป็นนาถะของโลกทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า อนางสุปปวาสา จงมีความสุขหาโรคมิได้เถิด
ทันทีที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสจบ บุตรในครรภ์ของนางสุปปวาสาที่อยู่ทางบ้านก็คลอดออกมาโดยง่ายดาย
ความมหัศจรรย์แห่งพุทธานุภาพที่ชาวพุทธในสมัยปัจจุบันรู้กันทั่วไป ก็เห็นจะเป็นตอนที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงคราวเสด็จไปโปรดอสิงสกะ หรือ จอมโจรองคุลีมาล ให้พ้นจากมหันตกรรมมาตุฆาต เพราะเป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังสือแบบเรียน ทั้งมีการสร้างขึ้นเป็นภาพยนตร์นั่นคือ ตอนที่จอมโจรวิ่งไล่พระองค์เพื่อสังหาร แต่ทั้งที่พระองค์ทรงพระราชดำเนินเรื่อย ๆ ตามปกติ ส่วมจอมโจรซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์วิ่งไล่สุดฝีเท้า ก็หาทันพระองค์ไม่
ในปีสุดท้ายแห่งพระชนน์ชีพของพระองค์ พระองค์ทรงพระประชวรหนักด้วย โรคปักขันทิกาพาธ คือมีพระบังคนเป็นโลหิต แต่ทรงพิจารณาเห็นว่า ยังไม่ถึงกาลอันสมควรที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพาน พระองค์จึงอาศัยอานุภาพของพระองค์กำจัดอาการพาธนั้นปลาสนาการไป โดยมิได้อาศัยโอสถและหมอเลย เป็นที่ประจักษ์แก่พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าทั้งในสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนน์และสมัยนี้ซึ่งพระองค์เสด็จสู่ปรินิพพานแล้วและเป็นที่ทราบกันว่าอานุภาพนั้น พระองค์ทรงได้จาก สมาธิอิทธิบาทภาวนา
อานุภาพที่ได้จากสมาธิอิทธิบาทภาวนานี่เองในกาลล่วงเลยมา 2500 ปี ท่านธมมวิตกโกก็ได้ประสบความสำเร็จในการใช้ขจัดความเจ็บปวดอันเกิดจากพิษจากสัตว์ร้ายที่ขบกัดท่าน ตลอดจนตัวเชื้อโรคที่มาเกาะกินเลือดเนื้อของท่าน
โดยเหตุที่ พระพุทธานุภาพ เป็นสิ่งที่มีจริง ฉะนั้น พระเถระที่สืบศาสนาของสมเด็จพระพุทธองค์ที่บำเพ็ญเพียรจนบรรลุญาณแก่กล้า จึงได้สร้างรูปปฏิมาของสมเด็จพระพุทธองค์และพระอรหันต์สาวกบางองค์ขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ แล้วอัญเชิญพระพุทธานุภาพบรรจุลงกันมาตั้งแต่โบราณกาล เพื่อให้บรรดาพุทธมามกะทั้งหลายทีไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองผองภัยอันตรายที่จะเกิดจากมนุษย์ อมนุษย์ และ เดรัจฉาน ตลอดจน อุปัทวเหตุ และ ภัยธรรมชาติ ทั้งนำโชคลาภสิริมงคลมาให้ และ ได้สืบต่อการสร้างกันมาจนทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะมีปรากฏการณ์แห่งอภินิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพุทธานุภาพที่มีบรรจุอยู่ ในรูปพุทธปฏิมาที่สร้างขึ้นนั้น เหลือที่นับรายได้
ฉะนั้น หากท่านซึ่งเป็นพุทธมามกะ แล้วมีทัศนคติว่าพระพุทธานุภาพไม่มีจริง พระพุทธปฏิมาในลักษณะพระบูชา และ พระเครื่องตลอดจนรูปเหมือนพระเถระผู้มีอินทรีย์แก่กล้าทางญาณที่สร้างขึ้นโดยถูกต้องตามพิธีการและได้ประจุพระพุทธานุภาพแล้ว ไม่มีอภินิหารอันศักดิ์สิทธิ์อันควรแก่การนับถือบูชานั่นก็คือท่านเป็นดอกปทุมชาติที่ไม่ยอกผุดขึ้นพ้นผิวชลธาร.
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=30673
พระพุทธานุภาพ
โดยยศ วัชรเสถียร
พระพุทธานุภาพ หรือ อานุภาพของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสามารถบันดาลสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ อันเป็นเรื่องที่อัศจรรย์นั้น ชนชาติไทยเชื่อถือว่ามีจริงมาตั้งแต่พากันเป็นพุทธมามกะยึดถือพระพุทธศาสนาประจำชาตก็ว่าได้โดยไม่ผิด เพราะได้รู้ถึงพระประวัติขององค์พระบรมศาสดากันทั่วไป ซึ่งในพระพุทธประวัติบอกไว้ถึงที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงอานุภาพของพระองค์ให้ประจักษ์กันหลายครั้งหลายคราว แต่ละคราวเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง เหลือวิสัยที่สามัญชนคนธรรมดาจะบันดาลให้เป็นไปได้
ข้าพเจ้าขอนำมาเล่าในโอกาสนี้เท่าที่นึกได้คือ
ครั้งแรก เมื่อพระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระราชบิดา และ บรรดาพระประยูรญาติ เมื่อปรากฏว่าบรรดาพระประยูรญาติที่สูงอายุมีทิษฐิ ไม่ยอมอภิวันทนากราบไหว้เพราะพระองค์มีพระชนมายุเยาว์กว่ามาก พระองค์จึงแสดงอานุภาพของพระองค์เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ให้เห็นประจักษ์กันทั่ว โดยบันดาลให้พระสรีระของพระองค์ลอยขึ้นไปบนอากาศเสมือนจะยังละอองธุลีพระบาทเรี่ยรายลงบนเศียรเกล้าของบรรดาพระประยูรยาติที่มีทิษฐิเหล่านั้น ยังผลให้ทิษฐิสิ้นไปต่างก้มวันทากราบไหว้พระองค์ทั่วกันสิ้น
ครั้งต่อมา เมื่อพระเทวทัตซึ่งเป็นพระญาติของพระองค์เอง ได้ร่วมคิดกับพระเจ้าอชาตศัตรูวางแผนการสังหารพระองค์ด้วยความริษยา โดยอาศัยช้างชื่อ นาฬาคิรี ซึ่งกำลังตกมันปล่อยออกไปให้ขยี้พระองค์ ในเวลาที่พระองค์เสด็จบิญฑบาตในนครราชคฤห์ พอถึงเวลากำหนดตามแผนก็ปล่อยช้างออก ช้างนี้นนอกจากจะเมามันตามธรรมชาติแล้วยังถูกมอมให้คลั่งดุร้ายยิ่งขึ้นอีก ด้วยเหล้าอย่างแรงถึง 16 หม้อใหญ่ ๆ ขณะที่สมเด็จพระพุทธองค์กำลังรับอาหารจากผู้ศรัทธาอยู่นั้น เสียงร้องแปร๋น ๆ ของช้างเมามันดังขึ้น ผู้คนที่คอยตักถวายอาหารพระองค์ต่างขวัญหายทิ้งภาชนะอาหารวิ่งแตกกระจายหนีเอาตัวรอด
ส่วนสมเด็จพระพุทธองค์ทรงมันพระวรกายมาทางที่ช้างวิ่งมา ประทับยืนนิ่งอยู่ด้วยพระอาการสงบ พระอานนท์ พุทธอนุชา ซึ่งเป็นพุทธอุปฐากที่โดยเสด็จดุจเงาตามตัว ถลันออกไปยืนเบื้องหน้าพระพุทธองค์ ด้วยความตั้งใจป้องกันชีวิตของพระบรมศาสดาด้วยชีวิตของท่านเอง พระพุทธองค์ตรัสบอกด้วยพระอาการและพระสุรเสียงปกติว่า หลีกไปเถิด อานนท์ อย่าป้องกันเราเลย บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใคร สามารถปลงตถาคตลงจากชีวิตได้เลย ไม่ว่าสัตว์เดรัจฉาน หรือมนุษย์ หรือ เทวดา มาร พรหมใด ๆ
พระองค์ประทับยืนอยู่ด้วยพระอาการสงบเช่นนั้น และช้างเมามันบ้าคลั่งก็วิ่งลิ่วตรงมายังพระองค์ ลักษณาการเป็นที่หวาดเสียวยิ่งนัก รูปการณ์บ่งบอกว่า พระสรีระของพระศาสดาต้องเหลวแหลกแน่ แต่สิ่งมหัศจรรย์พลันบังเกิด เมื่อช้างร้ายเข้ามาใกล้พระองค์ได้หยุดชะงักเหมือนปะทะเข้ากับพะเนินเหล็กมหึมา ในเวลาเดียวกันความเมามันอันทำให้มันเกิดอารมณ์ดุร้ายก็มลายไปสิ้น ดังหนึ่งดวงอัคคีน้อยตกลงในท้องอุทกธาราที่กว้างใหญ่ ยิ่งกว่านั้นมันหมอบลงแทบพระมงคลบาทของพระศาสดาใช้งวงเคล้าเคลียพระชงฆ์ของพระองค์
ครั้งต่อมาอีก ขณะที่สมเด็จพระพุทธองค์ประดับอยู่ ณ พระอารามในเมืองสาวัตถี นางมัลลิกาผู้เป็นภริยาของท่านพัลธุลเสนาบดี ผู้สามีขอให้นางกลับไปอยู่บ้านเดิมของนางที่เมืองกุสินารา เหตุเพราะนางอยู่กับเขามาช้านานแล้วแต่นางไม่มีบุตรเพราะนางเป็นหมัน เขาจึงจะมีภริยาใหม่เพื่อได้บุตรไว้สืบสกุล นางไม่ต้องการไปเพราะนางมีความเลื่อมใสพระพุทธองค์ และ เมืองสาวัตถีนั้นสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่เสมอ ครั้งละนาน ๆ ด้วย แต่นางก็จำต้องไปตามคำขอร้องของสามี นางจึงนำดอกไม้ธูปเทียนและข้าวยาคูไปเฝ้าสมเด็จพระพุทธองค์เพื่อบูชาและถวายและนมัสการลาพระองค์
เมื่อพระองค์ทรงได้ฟังเรื่องราวและเหตุผลที่จะต้องไปอยู่เมืองกุสินาราที่นางเล่าแล้ว ก็ตรัสบอกแก่นางว่า ถ้าเพียงเท่านี้อย่าไปเลย อยู่ที่สาวัตถีต่อไปเถิด บอกท่านเสนาบดีตามคำขอตถาคตก็แล้วกัน เขาจะเปลี่ยนใจยอมให้อุบาสิกาอยู่ที่เมืองนี้กับเขาต่อไป
นางกลับมาบ้าน บอกท่านพัลธุลเสนาบดีตามที่พระพุทธองค์ตรัส อัศจรรย์พลันบังเกิด นั้นคือท่านเสนาบดียอมให้นางอยู่กับเขาต่อไป ด้วยความปิติเต็มใจและต่อมาไม่ช้า นางก็ผลิตบุตรให้เขาราวกับตัวนางได้กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในการผลิตลูก กล่าวคือ นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรครั้งละ 2 คน ถึง 16 ครั้ง เป็นบุตรทั้งหมด 32 คน
ต่อมาอีก...ในระหว่างที่สมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระอารามเชตวัน ซึ่งอนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายในนครสาวัตถีพร้อยด้วยพุทธสาวก วันหนึ่ง นางสุปปิยา ซึ่งเป็นเพื่อนรักของนางวิสาขาผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นมหาอุบาสิกาเที่ยวเดินเยี่ยมบรรดาภิกษุทั้งหลายที่พำนักอยู่ ณ เชตวันอารามไปถึงกุฏิภิกษุรูปหนึ่งซึ่งอาพาธอยู่ นางนมัสการถามว่าต้องการสิ่งใดบ้าง ภิกษุรูปนั้นตอบว่า อยากได้ฉันน้ำต้มเนื้อ แต่วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ ไม่มีการฆ่าสัตว์เอาเนื้อขาย นางจึงกลับมาบ้าน และ ด้วยศรัทธาแรงกล้าเข้าห้องแล้วเอามีดคมกริบเฉือนเนื้อที่ขาของนางเอง ให้คนใช้ต้มนำน้ำไปถวายภิกษุอาพาธรูปนั้น ตัวนางเอาผ้าพันแผลไว้ นอนซมด้วยพิษไข้เนื้องจากแผลอักเสบอยู่ในห้อง สามีนางกลับมารู้เรื่องเข้าแทนที่จะโกรธ กลับชื่นชมโสมนัสที่เมียตนมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธองค์ และ สาวกของพระองค์ รีบออกจากบ้านไปสู่เชตวันอาราม ทูลอารธนาพระบรมศาสดาและภิกษุสาวกเพื่อรับภัตตหารที่บ้านตนในวันรุ่งขึ้น
พระองค์ทรงรับนิมนต์ รุ่งขึ้น เสด็จไปยังบ้านสามีนางสุปปิยาโดยมีสงฆ์สาวกเป็นบริวารจำนวนมาก เมื่อไม่ทรงเป็นนางสุปปิยาจึงถามอุบาสกสามีนาง เมื่อทรงทราบว่านางป่วยเพราะเหตุใดแล้ว จึงตรัสให้ประคองนางมาเฝ้าเมื่อนางนมัสการบังคม พระองค์ตรัสว่า จงเป็นสุขเถิดอุบาสิกา ฉับพลันแผลใหญ่ที่ขาของนางก็หายสนิท ซ้ำทั่วสรรพางค์ของนางยังมีผิวผ่องยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
นางสุปปวาสา ซึ่งเป็นเพื่อนรักอีกผู้หนึ่งของนางวิสาขา มหาอุบาสิกา รายนี้มีครรภ์อยู่ถึง 7 ปี เมื่อจะคลอดบุตรก็ปวดครรภ์อยู่ถึง 7 วัน ทารกไม่ยอมคลอด ทำให้นางทุกขเวทนาแสนสาหัส นางจึงขอให้สามี ไปนมัสการทูลให้พระบรมศาสดาทรงทราบ เมื่อพระผู้เป็นนาถะของโลกทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า อนางสุปปวาสา จงมีความสุขหาโรคมิได้เถิด
ทันทีที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสจบ บุตรในครรภ์ของนางสุปปวาสาที่อยู่ทางบ้านก็คลอดออกมาโดยง่ายดาย
ความมหัศจรรย์แห่งพุทธานุภาพที่ชาวพุทธในสมัยปัจจุบันรู้กันทั่วไป ก็เห็นจะเป็นตอนที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงคราวเสด็จไปโปรดอสิงสกะ หรือ จอมโจรองคุลีมาล ให้พ้นจากมหันตกรรมมาตุฆาต เพราะเป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังสือแบบเรียน ทั้งมีการสร้างขึ้นเป็นภาพยนตร์นั่นคือ ตอนที่จอมโจรวิ่งไล่พระองค์เพื่อสังหาร แต่ทั้งที่พระองค์ทรงพระราชดำเนินเรื่อย ๆ ตามปกติ ส่วมจอมโจรซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์วิ่งไล่สุดฝีเท้า ก็หาทันพระองค์ไม่
ในปีสุดท้ายแห่งพระชนน์ชีพของพระองค์ พระองค์ทรงพระประชวรหนักด้วย โรคปักขันทิกาพาธ คือมีพระบังคนเป็นโลหิต แต่ทรงพิจารณาเห็นว่า ยังไม่ถึงกาลอันสมควรที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพาน พระองค์จึงอาศัยอานุภาพของพระองค์กำจัดอาการพาธนั้นปลาสนาการไป โดยมิได้อาศัยโอสถและหมอเลย เป็นที่ประจักษ์แก่พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าทั้งในสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนน์และสมัยนี้ซึ่งพระองค์เสด็จสู่ปรินิพพานแล้วและเป็นที่ทราบกันว่าอานุภาพนั้น พระองค์ทรงได้จาก สมาธิอิทธิบาทภาวนา
อานุภาพที่ได้จากสมาธิอิทธิบาทภาวนานี่เองในกาลล่วงเลยมา 2500 ปี ท่านธมมวิตกโกก็ได้ประสบความสำเร็จในการใช้ขจัดความเจ็บปวดอันเกิดจากพิษจากสัตว์ร้ายที่ขบกัดท่าน ตลอดจนตัวเชื้อโรคที่มาเกาะกินเลือดเนื้อของท่าน
โดยเหตุที่ พระพุทธานุภาพ เป็นสิ่งที่มีจริง ฉะนั้น พระเถระที่สืบศาสนาของสมเด็จพระพุทธองค์ที่บำเพ็ญเพียรจนบรรลุญาณแก่กล้า จึงได้สร้างรูปปฏิมาของสมเด็จพระพุทธองค์และพระอรหันต์สาวกบางองค์ขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ แล้วอัญเชิญพระพุทธานุภาพบรรจุลงกันมาตั้งแต่โบราณกาล เพื่อให้บรรดาพุทธมามกะทั้งหลายทีไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองผองภัยอันตรายที่จะเกิดจากมนุษย์ อมนุษย์ และ เดรัจฉาน ตลอดจน อุปัทวเหตุ และ ภัยธรรมชาติ ทั้งนำโชคลาภสิริมงคลมาให้ และ ได้สืบต่อการสร้างกันมาจนทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะมีปรากฏการณ์แห่งอภินิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพุทธานุภาพที่มีบรรจุอยู่ ในรูปพุทธปฏิมาที่สร้างขึ้นนั้น เหลือที่นับรายได้
ฉะนั้น หากท่านซึ่งเป็นพุทธมามกะ แล้วมีทัศนคติว่าพระพุทธานุภาพไม่มีจริง พระพุทธปฏิมาในลักษณะพระบูชา และ พระเครื่องตลอดจนรูปเหมือนพระเถระผู้มีอินทรีย์แก่กล้าทางญาณที่สร้างขึ้นโดยถูกต้องตามพิธีการและได้ประจุพระพุทธานุภาพแล้ว ไม่มีอภินิหารอันศักดิ์สิทธิ์อันควรแก่การนับถือบูชานั่นก็คือท่านเป็นดอกปทุมชาติที่ไม่ยอกผุดขึ้นพ้นผิวชลธาร.
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=30673