PDA

View Full Version : พระศรีอาริยเมตไตรย


ยะธาพุทโมนะ
07-08-2007, 03:09 AM
พระอนาคตวงศ์ กัณฑ์ที่ ๑

( เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิสาขาย สตฺตวีสติโกฏิธนปริจฺจาเคน การิเต ปุพฺพาราเม วสฺสาวาสํ วสนฺโต อชิตตฺเถรํ อารพฺภ ทส โพธิสตฺตาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ กเถสีติฯ )
( บัดนี้ จะได้วิสัชนาในเรื่อง พระอนาคตวงศ์ โดยพุทธภาษิตปริยาย มีเนื้อความตามพระบาลีว่า เอกํ สมยํ )
***บาลีและข้อความในวงเล็บทุกแห่งได้เพิ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ เพื่อให้เทศน์ได้สะดวก***



-------------------------------------------------------------


พระศรีอาริยเมตไตร (พระอชิตเถระ)

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้าเสด็จยับยั้งอาศัยใกล้กรุงสาวัตถีมหานคร วสนฺโต เมื่อสมเด็จพระชินวรผู้ทรงญาณสำราญพระอิริยาบถ เข้าพรรษาอยู่ในบุพพาราม อันพระวิสาขา สร้างถวายสิ้นทรัพย์ ๒๗ โกฏิฯ

ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภซึ่งพระอชิตเถระ ผู้หน่อบรมพุทธางกูรอริยเมตไตรยเจ้าให้เป็นเหตุ พระโลกเชษฐ์จึงตรัสพระธรรมเทศนา สำแดงซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ องค์ อันจะมาตรัสเป็น องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลฯ ครั้งนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถรเจ้า จึงกราบทูลอาราธนา พระองค์ก็นำมาซึ่งอดีตนิทาน แห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐ พระองค์ ที่จะลงมาตรัสในอนาคตกาลเบื้องหน้าต่อไป

เป็นใจความว่า เมื่อศาสนาพระตถาคตครบ ๕๐๐๐ ปีแล้ว ฝูงสัตว์ก็มีอายุถอยลง คงอยู่ ๑๐ ปีเป็นอายุขัย ครั้งนั้นแล จะบังเกิดมหาภัยเป็นอันมาก มีสัตถันตะระกัปป์ มนุษย์ทั้งหลายจะวุ่นวายเป็นโกลาหล เกิดรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จะจับไม้และใบหญ้าก็กลับกลายเป็นหอก ดาบ แหลน หลาว อาวุธน้อยใหญ่ ไล่ทิ่มแทงกัน ถึงซึ่งความฉิบหายเป็นอันมาก ฝูงมนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญา ก็หนีไปซุกซ่อนตัวอยู่ในซอกห้วย หุบเขา เมื่อพ้น ๗ วันล่วงไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่เร้นซ่อนอยู่นั้น เห็นสงบสงัดเสียงคนก็ออกมาจากที่ซ่อนเร้น ครั้นเห็นซึ่งกันและกัน ก็มีความสงสารรักใคร่เป็นอันมาก เข้าสวมสอดกอดรัดร้องไห้กันไปมา บังเกิดมีความเมตตากรุณากันมากขึ้นไป ครั้นตั้งอยู่ในเมตตาพรหมวิหาร แล้วก็อุตสาหะรักษาศีล ๕ จำเริญกรรมฐานภาวนาว่า อยํ อตฺตภาโว อันว่าร่างกายของอาตมานี้ อนิจฺจํ หาจริงมิได้ ทุกฺขํ เป็นกองแห่งทุกข์ฝ่ายเดียว อนตฺตา หาสัญญา สำคัญมั่นหมายมิได้ ด้วยกายอาตมาไม่มีแก่นสารฯ
…..เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย ปลงสัญญาเห็นในกระแสพระกรรมฐานภาวนาดังนี้เนืองๆ อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็วัฒนาจำเริญขึ้นไป ที่มีอายุ ๑๐ ปีเป็นอายุขัยนั้น ค่อยทวีขึ้นไปถึง ๒๐ ปีเป็นอายุขัย ค่อยทวีขึ้นไปทุกชั้นทุกชั้น จนอายุได้ ร้อย พัน หมื่น แสน โกฏิ จนถึงอสงไขยหนึ่ง ครั้นนานไปเห็นว่าไม่รู้จักความตายแล้ว ก็มีความประมาท มิได้ปลงใจลงในกอง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อายุก็ถอยน้อยลงมาทุกทีจนถึง ๘ หมื่นปี ฝนก็ตกเป็นฤดูคือ ๕ วันตก ๑๐ วันตก ในชมพูทวีปทั้งปวงมีพื้นแผ่นดินราบคาบสม่ำเสมอเป็นอันดีฯ

ครั้งนั้น กรุงพาราณสีเปลี่ยนนาม ชื่อว่า เกตุมมะดี โดยยาวได้ ๑๖ โยชน์ โดยกว้างได้ ๑ โยชน์ มีไม้กัลปพฤกษ์เกิดทั้ง ๔ ประตูเมือง มีแก้ว ๗ ประการ ประกอบเป็นกำแพงแก้ว ๗ ชั้นโดยรอบพระนคร ครั้งนั้น มหานฬกาลเทวบุตร ก็จุติลงมาเกิดเป็นสมเด็จบรมจักรพรรตราธิราช ทรงพระนามว่า พระยาสังขจักร เสวยศิริราชสมบัติในเกตุมมะดีมหานคร ในท่ามกลางเมืองนั้นมีปรางค์ปราสาททองอันแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคา ลอยมายังนภาดลอากาศเวหา มาตั้งอยู่ในท่ามกลางพระนคร ปรางค์ปราสาทนี้ แต่กาลก่อนเป็นปรางค์ปราสาทแห่งสมเด็จพระเจ้ามหาปะนาท ครั้นสิ้นบุญพระเจ้ามหาปะนาทแล้ว ปรางค์ปราสาทนั้นก็จมลงไปในคงคา เมื่อสมเด็จบรมจักรจอมทวีปผู้ทรงพระนามว่า พระยาสังขจักร ได้เสวยราชสมบัติในเกตุมมะดีนั้น ปรางค์ปราสาทก็ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคาด้วยอานุภาพแห่งบรมจักร ประดับไปด้วยหมู่พระสนมแสนสาวสุรางค์ทั้งหลายประมาณ ๘ หมื่น ๔ พัน พระองค์มีพระราชโอรสประมาณพันพระองค์ พระราชโอรสผู้ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่า อชิตราชกุมาร เจ้าอชิตราชกุมารนั้น เป็นปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดาผู้เป็นพระยาบรมสังขจักร อันบริบูรณ์ไปด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ
จักรแก้ว ๑
นางแก้ว ๑
แก้วมณีโชติ ๑
ช้างแก้ว ๑
ม้าแก้ว ๑
คฤหบดีแก้ว ๑
ปรินายกแก้ว ๑
อันว่าสมบัติบรมจักรนั้นย่อมมีทุกสิ่งทุกประการ เป็นที่เกษมสานต์ยิ่งนัก เหลือที่จะพรรณนาในกาลนั้นฯ

ฝ่ายว่า มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าสังขจักรนั้น เป็นมหาพราหมณ์ประกอบไปด้วยอิสริยยศเป็นอันมาก หาผู้จะเปรียบเสมอมิได้ มีนามปรากฏว่า สุตพราหมณ์ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยานั้นมีนามว่า นางพราหมณวดีฯ ในกาลนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า รับอาราธนานิมนต์แห่งฝูงเทพยดาทั้งหลาย ก็จุติลงมาจากสวรรค์เทวโลก ลงมาถือเอาปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางพราหมณวดี ภรรยาแห่งมหาปุโรหิตพราหมณ์ผู้ใหญ่ ในวันบัณณสี อุโบสถ เพ็ญเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลาย ๑๒ ประการ เทพยดาพากันกระทำสักการบูชาดังห่าฝนตกลงในกลางอากาศ แล้วก็มีปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ผุดขึ้นมา เพื่อจะให้เป็นที่สำราญ แห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้า
ปราสาท ๑ ชื่อว่า ศิริวัฒนะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่า สิทธัตถะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่า จันทกะ
ปรางค์ปราสาททั้ง ๓ นี้เป็นที่จำเริญพระศิริสวัสดิมงคล ควรจะให้สำเร็จประโยชน์ทุกประการ ปรากฏงามดังดวงพระจันทร์ แล้วหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นอันหอมมิรู้ขาด เดียรดาษไปด้วยนางนาฏพระสนมประมาณ ๗ แสน ส่วนสมเด็จพระอัครมเหสีแห่งสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย บรมโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงพระนามว่า พระจันทมุขี เป็นประธานแห่งนางบริวารทั้ง ๗ แสน มีพระราชโอรสองค์ ๑ ทรงพระนามว่า พราหมณ์วัฒนกุมาร เมื่อพระมหาบุรุษผู้ประเสริฐ ทรงพระสำราญแรมอยู่ในปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ควรแก่ฤดูโดยนิยมดังนี้ฯ จนพระองค์มีพระชนม์ได้ ๘ หมื่นปี แล้วจึงเสด็จขึ้นสู่รถแก้วอันเป็นทิพย์วิมานมีศิริหาเสมอมิได้ เสด็จไปประพาสอุทยานทอดพระเนตรเห็นจตุรนิมิตทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นเทวทูตยังธรรมสังเวชให้เกิดขึ้น ก็มีพระทัยน้อมไปในบรรพชา พิจารณาเห็นเพศสมณะนั้นเป็นอารมณ์ ในขณะนั้นอันว่าปรางค์ปราสาทแก้วซึ่งทรงพระสำราญยับยั้งอยู่นั้น ก็ลอยไปในอากาศเวหา พร้อมทั้งพระราชโอรส และหมู่นิกรอนงค์นางกัลยาทั้งหลายก็ไปกับปรางค์ปราสาทนั้น

ครั้งนั้นเปรียบประดุจดังว่า พระยาสุวรรณราชหงส์ทองอันบินไปในอากาศเวหา ฝ่ายฝูงเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ก็ชวนกันถือเครื่องสักการบูชา เหาะตามกันมากระทำสักการบูชาในอากาศเวหา แน่นเนื่องกันมาเป็นอเนกอสงไขย ทั้งท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลาย ๘ หมื่น ๔ พัน พระนครก็ดี และชาวนิคมประจันตประเทศชนบททั้งหลายก็ดี ก็ชวนกันมากระทำสักการบูชาด้วยดอกไม้และของหอม มีประการต่างๆเต็มเดียรดาษ กลาดเกลื่อนไปทั้งชมพูทวีป เหล่าพวกอสูรทั้งหลาย ก็เข้าแวดล้อมพิทักษ์รักษาปรางค์ปราสาทฯ ฝ่ายพระยานาคราชนั้น กระทำสักการบูชาด้วยแก้วมณี พระยาสุวรรณราชปักษีกระทำสักการบูชาด้วยแก้ว อันเป็นเครื่องประดับตน พระยาคนธรรพ์ทั้งหลายนั้น กระทำสักการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ดุริยางค์ ฟ้อนรำ มีประการต่างๆ ฯ

ปางเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้าเสด็จออกบรรพชานั้น ฝูงเทพยดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ และ มนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลาย กระทำสักการบูชา ทั้งพระยาบรมจักรพรรตราธิราชเจ้าผู้ประเสริฐ ก็พร้อมด้วยแสนสาวสนมในทั้งปวง และโยธาหาญ หมู่จตุรงค์องค์พยุหะเสนาอเนกนับมิได้ เสด็จไปที่ใกล้แห่งสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์

ครั้งนั้นมหาชนทั้งหลายทั้งปวง มีความปรารถนาจะทรงบรรพชาแล้วก็ลอยไปในอากาศ กับด้วยพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ด้วยเดชานุภาพแห่งบรมจักร และอานุภาพแห่งพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์นั้น ครั้นเสด็จถึงควงไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ์ คือไม้กากะทิงแล้ว ปรางค์ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศใกล้ในที่ปริมณฑลไม้มหาโพธินั้น ฝ่ายท้าวมหาพรหมก็เชิญซึ่งพานผ้ากาสาวพัสตร์ กับเครื่องบริขารทั้ง ๘ น้อมเข้าไปถวายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ แล้วพระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้วตัดพระเกศเกล้าให้ขาด แล้วก็โยนขึ้นไปในอากาศเวหา ถือเครื่องบริขารทั้ง ๘ ประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว ส่วนว่าบริวารทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ชวนกันบรรพชา บวชตามสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก ฝ่ายพระมหาบุรุษราช องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้านั้น กระทำความเพียรอยู่ที่ใกล้พระศรีมหาโพธิสิ้นประมาณ ๗ วัน ในเมื่อเวลาเย็นพระองค์ก็เสด็จเข้าไปสู่ควงไม้พระมหาโพธิ ขึ้นทรงนั่งเหนือรัตนอปราชิตบัลลังค์พระที่นั่งแก้ว แล้วทรงพระคำนึงระลึกถึงบุพพชาติของพระองค์ด้วย บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงเห็นโดยลำดับกัน ประจักษ์แจ้งในปฐมยามฯ ครั้นล่วงเข้ามัชฌิมยามทรงเห็นซึ่ง จุติ-ปฏิสนธิ แห่งสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพย์จักษุญาณฯ ครั้นล่วงไปในปัจฉิมยามที่สุดนั้น พระองค์พิจารณาซึ่งปัจจัยการ อันประกอบไปด้วยองค์ ๒ ประการ ตามกระแสพระปฏิจจสมุปบาทธรรม ด้วยสามารถอนุโลม ตรัสรู้ตลอดกัน ในลำดับนั้นก็ได้สำเร็จแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ทรงพระนามว่า อรหังสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอาทิ ปรากฏเป็นพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ แล้วพระองค์ก็ยังมนุษย์ทั้งหลายประมาณแสนโกฏิ ให้ดื่มกินซึ่งน้ำอมฤตรสคือพระสัทธรรม เห็นพระนิพพานอันมิได้รู้แก่ รู้ตาย เป็นธรรมาภิสมัย ให้บังเกิดแก่ฝูงเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ได้ตรัสรู้มรรคและผลหาประมาณมิได้ฯ - และองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าผู้ทรงพระภาคมีประเภทเป็นอันงามนั้น
- พระองค์มีพระวรกายสูงได้ ๘๘ ศอก
- พระองค์ใหญ่กว้างได้ ๒๕ ศอก
- ตั้งแต่พระบาทถึงพระชานุมณฑลมีประมาณ ๒๒ ศอก
- ตั้งแต่พระชานุมณฑลขึ้นไปถึงพระนาภีประมาณ ๒๒ ศอก
- ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไปถึงพระรากขวัญทั้ง ๒ ประมาณ ๒๒ ศอก
- ตั้งแต่พระรากขวัญขึ้นไปถึงพระเศียรเกล้า ที่สุดยอดพระอุณหิส เปลวพระพุทธรัศมีนั้น ประมาณ ๒๒ ศอก เสมอกันทั้ง ๔ส่วน
- พระรากขวัญทั้ง ๒ แต่ละอันนั้นยาวได้ ๕ ศอก
- อันว่าพระหัตถ์ทั้ง ๒ ซ้าย-ขวานั้น ยาวได้ ๔๐ ศอก ( เข้าใจว่าความยาวจากหัวไหล่ถึงปลายนิ้วมือแต่ละข้าง ยาวได้ ๔๐ ศอก…..พีรจักร )
- ในระหว่างภายในแห่งพระพาหาทั้ง ๒ ซ้าย-ขวา นั้นมีประมาณ ๒๕ ศอก
- พระอังคุลีแต่ละอันยาวได้ ๕ ศอก
- ฝ่าพระหัตถ์แต่ละข้างกว้างได้ ๕ ศอก
- พระศอโดยกลมรอบมีประมาณ ๕ ศอก โดยยาวก็ ๕ ศอก
- พระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องล่างกว้าง ๑๐ ศอกเสมอกัน เป็นอันดี
- พระชิวหาอยู่ภายในพระโอษฐ์ยาว ๑๐ ศอก
- พระนาสิกสูงยาวลงมาได้ ๗ ศอก
- ดวงพระเนตรทั้ง ๒ โดยกว้างได้ ๗ ศอก
- แววพระเนตรทั้ง ๒ ที่ดำ กลม เป็นปริมณฑลอยู่นั้น มีประมาณ ๕ ศอก
- พระขนงแต่ละข้าง ยาวได้ ๕ ศอก
- ในระหว่างพระขนงทั้ง ๒ กว้างได้ ๔ ศอก
- พระกรรณทั้ง ๒ แต่ละข้าง ยาวได้ ๗ ศอก
- ดวงพระพักตร์นั้นเป็นปริมณฑล กลมดังดวงพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญ มีประมาณกลมได้ ๒๕ ศอก
- พระอุณหิสที่เวียนเป็นทักขิณาวัฏรอบพระเศียร เป็นเปลวพระพุทธรัศมีขึ้นไปนั้น โดยกลมรอบได้ ๒๕ ศอกฯ
…..ลำดับนี้ จะพรรณนาไม้พระศรีรัตนมหาโพธิต่อไป อันว่า ต้นไม้กากะทิง ที่เป็นไม้ศรีมหาโพธินั้น
- มีปริมณฑลไปได้ ๑๒๐ ศอก
- มีกิ่งทั้ง ๕ โดยรอบครอบนั้นก็ได้ ๑๒๐ ศอก
- แต่ต้นขึ้นไปปลายสุดกิ่งนั้นได้ ๒๔๐ ศอก โดยสูง โดยสะกัดเป็นปริมณฑลเหมือนกัน
- มีใบสดเขียวอยู่เป็นนิจจกาล
- ทรงดอกและเกสรหอมฟุ้งขจรมิรู้ขาด เปรียบประดุจดอกปาริชาติ ในดาวดึงสาสวรรค์ก็เหมือนกันฯ
สมเด็จพระสัพพัญญูองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ทรงทวัตติงสามหาปุริสลักษณะประกอบไปด้วยพระฉัพพรรณรังสี พระพุทธรัศมี ๖ ประการ สว่างออกจากพระสรีรกายเป็นอันงาม ประดุจดังท่อธารสุวรรณ ธาราน้ำทองอันไหลหลั่งออกมา เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ไปด้วยสุขทุกเมื่อ มีสติระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์เนืองๆ ด้วยเดชานุภาพพระพุทธคุณนั้น มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคซึ่งโภชนาหารแต่เนื้อแห่งข้าวสาลี อันบังเกิดมีมาเอง ได้ประดับประดาสรีรกายและผ้านุ่งผ้าห่ม เครื่องอาภรณ์ต่างๆ แต่ต้นไม้กัลปพฤกษ์ ประพฤติเลี้ยงชีวิตเป็นบรมสุขฯ ปางเมื่อพระองค์ผู้ทรงสวัสดิภาคเป็นอันงาม ทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ตรัสแสดงพระสัทธรรมเทศนา พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น มนุษย์และเทพยดาทั้งหลายได้ซึ่งธรรมาภิสมัย มรรคและผลธรรมวิเศษ ประมาณ ๓ แสนโกฏิฯ

อันว่าองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ทรงสร้างพระบารมีมาสิ้นกาลช้านานถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนมหากัปป์ มีศีลบารมี ทานบารมี เป็นต้น เต็มบริบูรณ์ กองพระบารมีทั้งหลายที่สำเร็จเป็นองค์พระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้า นั้นคือ พระบารมีจองพระองค์ครั้ง ๑ ปรากฏชัดเจนเป็นปรมัตถบารมี อันยิ่งยอดกว่าพระบารมีทั้งปวงฯ สมเด็จพระพุทธเจ้าของเราจึงนำมาซึ่งอดีตนิทาน แห่งกองพระบารมีของสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยมาตรัสพระสัทธรรมเทศนาแก่พระสารีบุตรเถรเจ้าว่า อตีเต กาเล ในกาลล่วงลับมาแล้วช้านาน มีองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระสิริมิตร ได้ตรัสในโลก

ครั้งนั้น องค์พระศรีอาริยเมตไตรย ได้เสวยศิริราชสมบัติ ในเมืองอินทปัตต์มหานคร ทรงพระนามว่าบรมสังขจักร มีแก้ว ๗ ประการ อยู่มาในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าสังขจักรเสด็จทรงนั่งอยู่ภายใต้เศวตฉัตร มีพระทัยปรารถนาว่า ผู้ใดมาบอกข่าวว่า พระพุทธรัตนะพระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ บังเกิดมีแล้ว พระองค์จะสละศิริราชสมบัติบรมจักร พระราชทานให้แก่บุคคลผู้นั้นแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ในกาลนั้น ยังมีกุลบุตรเข็ญใจผู้หนึ่ง ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในพระพุทธศาสนา ด้วยมารดาของสามเณรเป็นทาสทาสีอยู่ในตระกูลหนึ่ง สามเณรนั้นคิดแสวงหาทรัพย์จะไปให้แก่มารดา ให้พ้นจากทาสทาสี จึงเที่ยวไปโดยลำดับจนถึงกรุงอินทปัตต์มหานคร ฝูงมหาชนชาวพระนคร ไม่รู้จักว่าสามเณรเป็นอย่างไร ครั้นเห็นเข้าก็สงสัยว่าเป็นมหายักษ์ ก็พากันจับไม้ไล่ทุบตีสามเณรฯ สามเณรนั้นก็กลัว วิ่งหนีมหาชนเข้าไปจนถึงพระราชวัง ไปยืนอยู่ตรงพระพักตร์ของพระองค์ พระองค์จึงตรัสถามว่ามาณพนี้มีนามชื่อใด เจ้าสามเณรกราบทูลว่า อาตมภาพมีนามว่าสามเณร จึงตรัสถามว่าสามเณรนั้นด้วยเหตุดังฤา สามเณรจึงทูลว่าข้าพเจ้ามีนามว่าสามเณรนั้น ด้วยเหตุว่าข้าพเจ้ามิได้กระทำบาปในภายนอก แล้วตั้งอยู่ภายในแห่งกุศล เหตุดังนั้นจึงมีนามว่าสามเณร พระองค์ก็ทรงตรัสถามว่า นามกรของท่านนั้นบุคคลผู้ใดให้แก่ท่าน สามเณรจึงทูลว่า พระอาจารย์ของข้าพเจ้าให้แก่ข้าพเจ้า พระองค์จึงตรัสถามว่า อาจารย์ของท่านนั้นชื่อดังฤา สามเณรจึงทูลว่าอาจารย์ของอาตมามีนามว่าภิกษุ จึงทรงตรัสถามต่อไปว่าพระอาจารย์ของท่านนั้นมีนามว่าภิกษุนั้นด้วยเหตุดังฤา สามเณรจึงทูลว่าอาจารย์ของข้าพเจ้านั้น ชื่อรัตนะเป็นแก้วอันหาค่ามิได้

ครั้นทรงสดับว่าพระสังฆรัตนะในพระพุทธศาสนาหาได้เป็นอันยากยิ่งนัก พระองค์ก็มีความชื่นชมยินดีหาที่จะอุปมามิได้ คำนึงอยู่ในพระราชหฤทัยว่า จะเสด็จลงจากอาสน์ไปนมัสการเจ้าสามเณรที่ใกล้ ด้วยความปิติกายของพระองค์ก็ลอยไปตกลงตรงหน้าเจ้าสามเณร เดชะที่พระองค์มีพระราชหฤทัยเลื่อมใสในพระสังฆรัตนะ ดอกประทุมชาติก็บังเกิดผุดขึ้นรองรับพระองค์ไว้มิได้เป็นอันตราย จึงถวายนมัสการเจ้าสามเณรโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึงตรัสถามเจ้าสามเณรต่อไปว่า พระสังฆรัตนะอาจารย์ของท่านนั้นบุคคลผู้ใดให้นามกร เจ้าสามเณรก็ทูลว่า อาจารย์ของข้าพเจ้านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงนามว่า พระสิริมิตรสัพพัญญู พระองค์โปรดประทานให้นามว่าพระสังฆรัตนะแก่อาจารย์ของข้าพเจ้า

เมื่อสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ผู้ทรงอุตสาหะในพระศาสนา ได้ทรงฟังสามเณรออกวาจาว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ถึงวิสัญญีภาพลงอยู่กับที่ ครั้นพระองค์ได้พระสติขึ้นมา จึงตรัสถามสามเณรอีกว่า ดูก่อนเจ้าสามเณรผู้เจริญ บัดนี้องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จยับยั้งอยู่ในที่ดังฤา สามเณรจึงทูลว่า สมเด็จพระมหากรุณาธิคุณเจ้าเสด็จยับยั้งอยู่ในบุพพารามวิหาร อันมีอยู่ในอุตตรทิศแต่กรุงอินทปัตต์มหานครนี้ไปไกลกันมีประมาณ ๑๖ โยชน์ ได้ทรงฟังสามเณรแจ้งความว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าบังเกิดแล้วในโลก จึงตรัสว่าดูก่อนสามเณร ผิว่าองค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าเสด็จอยู่ในฐานทิศใด เราก็จะไปในประเทศทิศนั้นฯ

สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมบพิตรผู้ประเสริฐ หาความเอื้อเฟื้อในศิริราชสมบัติบรมจักรของพระองค์มิได้ ด้วยมีพระทัยนั้นผูกพันอยู่ในการที่จะได้พบเห็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่งอย่างอุกฤษฏ์ ก็กระทำการราชาภิเษกเจ้าสามเณรนั้น ให้สึกออกเสวยศิริราชสมบัติแทนพระองค์ เป็นพระยาอันประเสริฐ ครั้นกระทำการราชาภิเษกเจ้าสามเณรแล้ว ก็เสด็จออกแต่พระองค์เดียวโดยอุตตราภิมุขมีพระทัยเฉพาะต่ออุตตรทิศ ตั้งพระทัยไปสู่บุพพารามวิหาร อันเป็นที่ประทับแห่งองค์สมเด็จพระสิริมิตรสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมเด็จบรมสังขจักรจอมทวีปเป็นสุขมาลชาติ พระสรีรกายนั้นละเอียดอ่อนเป็นอันดี เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปตามมรรคาหนทางแต่พระบาทเปล่า เวลาวันเดียวพระบาททั้ง ๒ ข้างก็ภินทนาการแตกออก จนพระโลหิตไหลตามฝ่าพระบาททั้ง ๒ เมื่อพระบาททั้ง ๒ ทำลาย จะเดินไปมิได้แล้ว ในกาลนั้น พระองค์ก็ลงนั่งคุกเข่าคลานไปทีละน้อยค่อยคมนาการไปตามหนทางที่เจ้าสามเณรชี้แจงบอกมานั้น จะได้ละความเพียรเสียหามิได้ ครั้นล่วงไปถึง ๔ วัน พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระชงฆ์ทั้ง ๒ ข้างนั้นก็แตกช้ำโลหิตไหลออกมา จะคลุกคลานไปก็มิได้ ให้เจ็บปวดแสนสาหัส เห็นขัดสนพระทัยนักแล้ว ถึงกระนั้นพระองค์จะได้คิดท้อถอยย้อนรอยกลับคืนมาหามิได้ อาตมาต้องไปให้ถึงสำนักองค์สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคเจ้าให้จงได้ ครั้นพระองค์คุกคลานไปมิได้แล้วก็ลงพังพาบไถลไปแต่ทีละน้อยด้วยพระอุระของพระองค์ ประกอบไปด้วยทุกขเวทนาเหลือที่จะอดกลั้น พระองค์ยึดหน่วงเอาพระพุทธคุณของสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ด้วยพระเจตนาจะใคร่พบเห็นพระผู้เป็นอธิบดีอันใหญ่ยิ่ง แล้วก็ทรงอดกลั้นซึ่งทุกขเวทนานั้นเสีย หาเอื้อเฟื้ออาลัยในร่างกายของพระองค์ไม่ ฯ

ครั้งนั้น สมเด็จพระสิริมิตรสัพพัญญูผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงพระมหากรุณาเล็งดูสัตว์โลกทั้งหลายด้วยสัพพัญญุตาญาณ ก็รู้แจ้งเห็นด้วยกำลังความเพียรแห่งบรมสังขจักรนั้นเป็นอุกฤษฏ์ยิ่งโดยวิเศษ แล้วก็มิใช่อื่นมิใช่ไกล เป็นหน่อพุทธางกูร พุทธพงศ์อันเดียวกันกับพระตถาคต สมควรที่พระตถาคตจักเสด็จไปสู่ที่ใกล้แห่งบรมสังขจักร เมื่อพระองค์ทรงพระดำริแล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเนินมาด้วยพระศิริวิลาสเป็นอันงาม แล้วพระองค์กระทำอิทธิฤทธิ์นิรมิต พระบวรกายของพระองค์ให้อันตรธานสูญหายกลับกลายเป็นมาณพหนุ่มน้อย ขึ้นขับรถทวนมรรคามาเฉพาะหน้าแห้งสมเด็จบรมสังขจักรนั้น แล้วพระพุทธสัพพัญญูเจ้าจึงร้องถามไปว่า ผู้ใดมานอนอยู่กลางทางขวางหน้ารถเราจงหลีกไปเสียเราจะขับรถไปฯ ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์จึงตรัสตอบพระพุทธฎีกาว่า ดูก่อนนายสารถีผู้ขับรถ ท่านจะมาขับเราไปให้พ้นจากหนทางนั้นด้วยเหตุดังฤา ตัวเราผู้รู้จักคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ยิ่งนัก ชอบแต่นายสารถีจะยั้งรถของท่านให้หลีกเราเสียจึงจะสมควร ถ้าท่านไม่หลีกก็ให้ท่านขับรถไปเหนือหลังเราเถิด ซึ่งจะให้เราหลีกนั้นเราหาหลีกไม่ แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาว่าถ้าแหละท่านจะไปยังสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว จงมาขึ้นรถไปกับเราเถิด เราจะพาท่านไปให้ถึงสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้าให้สมดังความปรารถนา พระจอมขัตติยาจึงตอบว่า ถ้าท่านเอ็นดูกรุณาแก่เรา เราก็มีความยินดีสาธุอนุโมทนาด้วยท่าน ว่าแล้วหน่อพระพิชิตมารก็อุตสาหะดำรงทรงพระกายขึ้นสู่รถแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หันหน้ารถไปตามมรรคา พาพระยาสังขจักรไป

ครั้นถึงกึ่งกลางมรรคาหนทางแล้ว สมเด็จพระอมรินทราธิราชกับองค์ดวงสุชาดาผู้เป็นอัครมเหสีนั้น นำเอาโภชนาหารอันเป็นทิพย์กับทั้งน้ำทิพย์ลงมา จำแลงเพศเป็นบุรุษยืนอยู่ตรงหน้ารถแล้วร้องว่า ดูก่อนนายสารถีผู้เจริญเอ๋ย ท่านอยากข้าวน้ำโภชนาหารหรือ เราจะให้ เมื่อโกสีย์อมรินทราธิราชกับนางสุชาดากล่าวดังนั้น สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าซึ่งแปลงเพศเป็นนายสารถีขับรถจึงว่า มาณพผู้เจริญ บุรษทุพลภาพผู้หนึ่งมาในรถด้วยเรา มีความลำบากเวทนานัก ท่านจะให้ข้าวน้ำโภชนาหารแก่เราก็ให้เถิด เราจะได้ให้แก่บุรุษทุพลภาพนั้นบริโภค ท้าวโกสีย์อมรินทร์กับนางสุชาดาก็ให้ข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์แก่องค์สมเด็จพระมหาบุรุษสัทธรรมสารถีผู้ประเสริฐ พระองค์ก็ประธานให้แก่พระบรมโพธิสัตว์บรมสังขจักรเสวยข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์ ครั้นพระองค์เสวยอิ่มหนำสำเร็จแล้ว ด้วยเดชะข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์อุปัทวโทมนัสทุกขเวทนาในสรีรกาย ก็อันตรธานหาย พระองค์ก็มีสรีรกายเป็นสุขเสมอเหมือนแต่ก่อน

องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าก็พาพระยาสังขจักรไปใกล้บุพพารามวิหาร แล้วพระองค์ก็นิสีทนาการนั่งบนพระบวรพุทธอาสน์ในพระวิหาร ส่วนสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ก็เสด็จลงจากรถ เข้าไปสู่บุพพารามวิหาร ทอดพระเนตรแลไปได้ทัศนาการเห็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้ประกอบไปด้วยทวัตติงสมหาบุรุษลักษณะอสีตยานุพยัญชนะประดับ ทั้งพระพุทะรัศมีอันโอภาสสว่างรุ่งเรืองออกจากพระวรกายอันเสด็จทรงนั่งอยู่ในที่นั้น พระองค์ก็ทรงวิสัญญีภาพลงตรงพระพักตร์แห่งสมเด็จพระผู้ทรงพระภาคด้วยความโสมนัสสาการ เกิดความปิติยินดีหาที่สุดมิได้ ส่วนสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูก่อนมหาบุรุษราชผู้เป็นอภิชาตชายอันประเสริฐ พระตถาคตเสด็จอยู่ในที่นี้แล้ว

ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมสังขจักรก็ได้ซึ่งอัสสาสประสาท เกิดความยินดีชื่นชมก้มเศียรเกล้า คลานเข้าไปในสำนักสมเด็จพระพุทธองค์เจ้า เสด็จนั่งยังที่อันสมควรแล้วจึงยกพระกรขึ้นประนมบังคมเหนือศิโรตม์กระทำอภิวาทนมัสการ กราบทูลว่า ภนฺเต ภควา ข้าแต่สมเด็จพระพุทธองค์เจ้า บัดนี้ข้าพระบาทถึงสำนักพระองค์เจ้าแล้ว ขอจงทรงพระกรุณาเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า โปรดตรัสแสดงพระธรรมเทศนาอันอุดม ให้ข้าพระบาทฟังในกาลบัดนี้ฯ

ปางนั้น สมเด็จพระชินศรีจึงตรัสพระสัทธรรมเทศนาโปรดแก่พระยาสังขจักร เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับพระสัทธรรมเทศนาบทหนึ่งสิ้นเนื้อความลงแล้ว ก็ทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าว่า ขอพระองค์จงหยุดพระธรรมเทศนาเสียเถิด อย่าทรงสำแดงต่อไปเลยฯ
***มีปุจฉาว่า เหตุไฉนพระเจ้าสังขจักรจึงทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสียดังนี้ เดิมทีสิมีพระทัยผูกพันในพระพุทธศาสนา ระลึกถึงซึ่งคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้าเป็นอันมาก ทรงสู้สละศิริราชสมบัติบรมจักรเสด็จมาด้วยความลำบากแทบถึงซึ่งชีวิต ครั้นมาประสพพบพระภควันตบพิตร พระองค์ประทานธรรมเทศนาแล้วห้ามเสียด้วยเหตุประการใดฯ

***วิสัชนาว่า สมเด็จบรมสังขจักรทรงคิดเห็นว่า ถ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาเป็นอันมาก แล้วพระองค์ก็เสด็จมาแต่พระองค์เดียวเปลี่ยวพระทัยนัก จะหาเครื่องไทยธรรมอันสมควรที่จะสักการบูชา ให้สมควรแก่รสพระสัทธรรมนั้นหามีไม่ บัดนี้เราได้สดับรับรสพระธรรมเทศนาแต่บทเดียว เครื่องสักการบูชาของอาตมานี้มิพอสมควรกันกับพระสัทธรรมแล้ว พระองค์ทรงคิดดังนี้ จึงทรงห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสีย


พระองค์จึงกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าเกล้ากระหม่อมฉันได้สดับฟังพระสัทธรรมของพระองค์ในกาลบัดนี้ พระองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสพระสัทธรรมเทศนาสำแดงพระนิพพานอันเดียวเป็นที่สุดพระสัทธรรมอยู่แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจะตัดเศียรเกล้า อันเป็นที่สุดแห่งสรีรกายแห่งข้าพเจ้า ออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระพุทธองค์ก่อน ตรัสดังนั้นแล้ว พระเจ้าสังขจักรผู้มีอัธยาศัยอันยิ่ง จึงทรงอธิษฐานขอให้เล็บของพระองค์คมดังพระแสงดาบ เด็ดซึ่งพระศอให้ขาดแล้ววางไว้บนฝ่าพระหัตถ์ ตั้งปณิธานความปรารถนา ออกพระโอษฐ์ตรัสด้วยวาจาว่า ภนฺเต ภควา ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงศิริเป็นที่เฉลิมโลก เชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เมืองแก้วอันเกษมสานต์ คือพระอมตมหานิพพานอันสำราญก่อนข้าพระบาทเถิด ข้าพระบาทจะขอตามเสด็จไปสู่พระนิพพานอันสำราญต่อภายหลัง ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้ถวายเศียรเกล้าบูชาพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ในกาลบัดนี้ ในที่สุดขาดพระวาจาปณิธานปรารถนาลง พระบรมโพธิสัตว์ก็จุติจิตต์สิ้นชีวิตไปบังเกิดในดุสิตาสวรรค์เทวโลกฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ครั้นเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้าได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงมีพระองค์สูงได้ ๘๘ ศอก ด้วยผลทานที่เด็ดพระเศียรกระทำสักการบูชาพระสัทธรรม พระองค์ทรงพระรัศมีสิ้นทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาดนั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์ทรงอุตสาหไปในมรรคาหนทาง ปรารถนาจะพบเห็นสมเด็จพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตไหลออกจากพระบาท และพระชงฆ์ พระหัตถ์ พระอุระของพระองค์เมื่อเป็นบรมสังขจักรนั้นฯ อนึ่ง พระพุทธรัศมีของพระองค์แผ่ซ่านตลอดไปเบื้องบนจนถึงพรหมโลก เบื้องต่ำตลอดลงไปจนถึงมหาอเวจีนรก ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เด็ดพระเศียรออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรมโลหิตไหลออกจากพระเศียร อนึ่ง ในพระศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า บังเกิดมีไม้กัลปพฤกษ์นึกได้สำเร็จความปรารถนานั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เสด็จไปตามมรรคหนทาง จะใคร่พบองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ถ้วนถึง ๗ วันเป็นกำหนด จึงได้ประสพพบปะฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ผู้เป็นพระยาธรรมของพระตถาคต ฝูงคนทั้งหลายที่มิได้เห็นรูปกายของพระตถาคตนี้ แล้วได้กระทำทานรักษาศีลจำเริญเมตตาภาวนาด้วยเดชะผลานิสงส์ ฝูงคนทั้งหลายเหล่านั้นจักได้บังเกิดทันพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระศรีอาริยะเมตไตรย อันจะมาบังเกิดเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตฯ สำแดงมาด้วยเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ก็ยุติแต่เท่านี้ฯ
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

ยะธาพุทโมนะ
07-08-2007, 03:10 AM
มหาปณิธานของพระศรีอาริย์

พระศรีอริยเมตตรัยทรงมีมหาปณิธานจะแปรเปลี่ยนโลกโลกีย์ให้เป็นดินแดนบริสุทธิ์ผุดผ่องดังดอกบัวบาน ให้ทุกคนมีจิตใจใสสะอาดเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นมหาปณิธานอันเหลือเชื่อ

ปัจจุบันประชากรของโลกมีมากกว่าหกพันล้านคนแล้ว และกำลังทวีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว พลโลกจำนวนมหาศาลขนาดนี้ แต่ละคน ต่างชีวิตต่างความคิดจิตใจ ต่างอนุสัยสันดาน ต่างเวร ต่างกรรม ต่างสภาพ ความเป็นอยู่ ต่างอารมณ์ความพอใจ ต่างแบบอย่างในการดำรงชีวิต ตัวใครตัวมัน เช่นนี้จะให้ทุกคนดีเหมือนกันได้อย่างไร

นอกเสียจากว่าทุกคนจะได้เข้าถึงธาตุแท้ธรรมญาณอันมาจาก เอกองค์ธรรมมารดาหนึ่งเดียวกัน ธาตุแท้ธรรมญาณกลับคืนไปสู่ภาวะเดิมที่หนึ่งเดียวกัน พฤติกรรมที่เกิดจากอารมณ์ ความคิด จิตใจ เป็นเพียงเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก เหมือนสีที่ฉาบทาย้อมไว้ มิใช่ธาตุแท้ธรรมญาณ ท่านปราชญ์เมิ่งจื้อจึงได้แสดงสัจธรรมว่า ด้วยคุณสมบัติของคนไว้ว่า
“เดิมทีของชีวิต ดวงจิตนั้นดีงาม”
ความผิดบาปหยาบช้าทั้งหลายชำระขัดเกลาให้หมดไปได้ด้วยจิตสำนึกดีของตนเองทุกคน บัดนี้เป็นมหาบุญวาระที่พระแม่องค์ธรรมได้โปรดประทานวิถีธรรมเป็นทางเข้าถึงจิตเดิมแท้ธรรมญาณเข้าถึงเอกองค์ธรรมมารดาหนึ่งเดียวกัน

ฉะนั้นเมื่อพุทธภาวะหรือดวงจิตชีวิตสว่างอันเปรียบได้ ดั่งประทีปคบไฟของใครคนหนึ่งจำรัสแสงสำแดงคุณก็จะส่งผลเป็นคุณต่อไปถึงอีกหลายคน เมื่อพุทธภาวะของคนร้อยคน พันคน หมื่นคน แสนคน สำแดงคุณก็จะส่งผลเป็นคุณ เนื่องกันไปอีก ไม่รู้จบดังคำที่ว่า

"หนึ่งคบไฟ กระจายจุด มิหยุดยั้ง
จะสว่าง ทั้งโลกา มิช้านั่น
ทุกคบไฟ ให้แสงส่อง ต้องแก่กัน
มินานพลัน ชวาลใส ใจทุกดวง"

ยะธาพุทโมนะ
07-08-2007, 03:14 AM
คำสอนของพระศรีอาริย์เมตไตรย

ผู้ถาม : "แนะนำแล้วทุกอย่าง แต่ว่าไม่รู้ข้อเจาะจง ให้เจาะจงไปว่าทำบุญอย่างไร….จึงจะทันศาสนาพระศรีอาริย์?"
หลวงพ่อ : "นี่…สำหรับคนมี “บารมีอ่อน” นะ ตั้งใจไปนิพพานชาติพระศรีอาริย์ หรือวางแผนไว้ 2 อย่างก็ได้ว่า ตั้งใจไปนิพพานชาตินี้ ถ้าพลาดชาตินี้ ขอให้ได้นิพพานสมัยพระศรีอาริย์ก็ได้ ท่านบอกว่า

ให้ทุกคนที่ต้องการเกิดทันสมัยผม ให้รักษาศีล 5 เป็นปกติ รักษา กรรมบถ 10 เป็นปกติทุกวัน ไม่คลาดเคลื่อนอย่างนี่เป็น อุคฆฏิตัญญู ไปเกิดในสมัยผมฟังเทศน์แค่หัวข้อเล็กๆ สั้นๆ ก็บรรลุมรรคผลทันที

ถ้าบางท่านปฏิบัติอ่อนกว่านั้น รักษาได้ กรรมบถ 10 เหมือนกัน ศีล 5 ก็ครบ แต่ว่าบางทีก็มีอาการเผลอเล็กน้อย อย่างนี้เป็นวิปจิตัญญู หมายความว่า ไปเกิดสัมยผมเทศน์หัวข้อฟังไม่เข้าใจต้องอธิบายเล็กน้อยจึงบรรลุอรหันต์

บางท่านที่มีบารมีอ่อนกว่านั้น วันธรรมดาๆ อาจจะบกพร่องบ้างเป็นธรรมดา แต่สำหรับวันพระต้องรักษาให้ครบถ้วนทั้งศีล 5 และกรรมบถ 10 หมายความว่า ตามธรรมดา คนเรามีอาชีพต่างกัน บางคนปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ต้องฉีดยาฆ่าเพลี้ยฆ่าสัตว์ที่มารบกวน พืชพันธุ์ธัญญาหารบ้าง บางคนมีอาชีพไปในทางการประมง ต้องทำการประมงฆ่าปลาสัตว์บ้าง ถ้าอย่างนี้ถือวันธรรมดาบกพร่องได้ และวันพระต้องครบถ้วนบริบูรณ์ อย่างนี้ถ้าเกิดในสมัยผม เขาเรียกว่า เนยยะ เทศน์ครั้งเดียวสองครั้งยังไม่มีผล ต้องฟังเทศน์หลายๆหนจึงสามารถเป็นพระอริยะได้

เอาละ…บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านทั้งหลายมานั่งอยู่กันที่ตรงนี้และฟังเทศน์แล้ว เรื่องของ พระศรีอาริยเมตไตรย ถ้าจะว่ากันไปก็คงไม่แตกต่างกับเรื่องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าทุกท่านรักษา ศีล 5 ครบถ้วน กรรมบถ 10 ครบถ้วน ที่มีบารมีเข้มข้นสามารถจะไปนิพพานได้ในชาตินี้ ถ้าบังเอิญชาตินี้พลาดไปนิพพาน ไปเกิดเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี หรือพรหมก็ตาม อีกไม่นานนักพระศรีอาริย์ก็ตรัส เราก็ฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์ภายในไม่ช้าก็บรรลุอรหันต์สามารถไปนิพพานได้

หมายเหตุ :หลวงพ่อบอกว่าอีกประมาณ ล้านปีเศษๆ พระศรีอาริย์ จึงจะมาตรัสทางอาณาเขตประเทศพม่า และจากหนังสือประวัติ การสร้างสมเด็จองค์ปฐมตอนหนึ่งกล่าวว่า

copy from : หนังสือประวัติการสร้างพระศรีอาริยเมตไตรย (โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

ยะธาพุทโมนะ
07-08-2007, 03:16 AM
พระมาลัยพบพระศรีอาริย์


ขณะนั้น ปรากฏร่างเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ทรงเครื่องสรรพอาภรณ์อันวิจิตร มีนางฟ้าแวดล้อมจำนวนมากเหลือคณานับ เหาะมาทางอากาศ ส่งรัศมีสว่างไสวเจิดจ้า ไม่ต่างอะไรกับพระจันทร์หมื่นดวง ตรงมายังพระจุฬามณีเจดีย์สถานแห่งนั้น ฝ่ายพระเถระครั้นเหลือบเห็น ก็นึกได้ทันทีว่า องค์นี้คงจะเป็นพระศรีอาริย์แน่ แต่เพื่อความแน่ใจ จึงหันมาถามพระอินทร์

"เทพบุตรองค์ในใช่ไหม คือพระศรีอาริย์ มหาบพิตร?"
"ถูกแล้ว พระคุณเจ้า"
"แหม! นางฟ้าบริวารของพระองค์มากเหลือเกิน"
พระมาลัยกล่าวชม
"เออ! พวกนางฟ้าที่เหาะมาข้างหน้าพระศรีอาริย์นั้น นุ่งผ้าอาภรณ์ขาวสะอาด และหนำซ้ำรัศมีที่พวยพุ่งออกมา ยังเป็นสีขาวเสียด้วย มหาบพิตรทราบไหมว่า เมื่อก่อนนางพวกนี้ ทำบุญอะไรไว้"
"นางพวกนี้เมื่อชาติก่อน ถึงวันอุโบสถนุ่งผ้าขาว ห่มผ้าขาว สมาทานศีลแปด และทำบุญด้วยข้าวของสะอาด อีกทั้งจิตใจยังใสสะอาดาด้วยขอรับ"
"แล้วพวกนางฟ้าที่เหาะมาทางขาว มีรัศมีและเครื่องประดับสีเหลือง ก็คงจะทำบุญด้วยของสีเหลืองละซี มหาบพิตร"
"ถูกแล้ว พระคุณเจ้า พวกนี้ส่วนมาก มักจะถวายผ้าสบงจีวร หรือข้าวของสีเหลืองอื่นๆ ส่วนพวกที่มีรัศมีและเครื่องประดับสีแดง สีม่วง สีอื่น ๆ อีก ก็ดุจเดียวกัน ล้วนแต่เป็นผู้รักษาศีล และถวายของที่มีสีนั้นๆ ทั้งนั้น ครั้นตาย ก็มาบังเกิดเป็นบริวารของพระศรีอาริย์ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตขอรับ"
ขณะที่พระมาลัย จะไต่ถามพระอินทร์ต่อไปนั้นเอง พระศรีอาริย์พร้อมด้วยนางฟ้าบริวาร ก็เสด็จมาถึงที่ลานพระเจดีย์ และเมื่อจัดแจงกระทำการสักการบูชา กราบไหว้ถวายเครื่องของหอมเสร็จแล้ว พอดีเหลือบมาเห็นพระมาลัยเถระ จึงเข้านมัสการ แล้วตรัสถามว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้ามาจากที่ไหนขอรับ?"
"อาตมา มาจากชมพูทวีป"
พระมาลัยตอบ

เมื่อทราบว่า พระเถระมาจากชมพูทวีป ดังนั้นพระศรีอาริย์ ก็ดีพระทัย รับสั่งถามข่าวคราวของมวลมนุษย์ต่อไปว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า ชมพูทวีปขณะนี้ พวกมนุษย์พากันทำมาหากินยังไงบ้างขอรับ?"
"บางพวกก็ค้าขายตามความรู้ความสามารถของตน บางพวกก็ออกเงินให้กู้กินดอกเบี้ย บางพวกก็เข็ญใจ ไร้ทรัพย์ บางพวกก็สุขสบาย บางพวกก็เดือดร้อนทุกข์ยากปากแห้งขนาดหนัก มหาบพิตร"
"แล้วส่วนมากพวกเขาทำบุญกันบ้างหรือเปล่า พระคุณเจ้า หรือว่าทำแต่บาปหยาบช้า?"
"พวกที่ทำบุญนั้น รู้สึกจะน้อยมาก มหาบพิตร ส่วนคนที่ทำบาปหยาบช้านั้น นับไม่ถ้วนเลย"
"คนที่เขาทำบุญ เขาทำกันอย่างไร พระคุณเจ้า?"
"บางพวกก็ให้ทาน รักษาศีล บางพวก ก็จัดให้มีพระธรรมเทศนา พร้อมทั้งป่าวประกาศ ให้เพื่อนๆ บ้านใกล้เรือนเคียง มาร่วมด้วย บางพวกสร้างวัดวาอาราม พระพุทธรุป พระสถูปเจดีย์ ถวายจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ ยารักษาโรคแก่พระภิกษุสงฆ์ บางพวกก็เลี้ยงพ่อแม่ บางพวกก็สร้างพระไตรปิฎก ทั้งนี้สุดแล้วแต่กำลังทรัพย์ กำลังปัญญาของพวกเขา มหาบพิตร"
"แล้วพวกเขาปรารถนาสิ่งใดบ้าง พระคุณเจ้า มนุษย์สมบติ สวรรค์สมบัติ หรือว่านิพพานสมบัติ?"
"เห็นจะไม่ตรงความจริงนัก มหาบพิตร เพราะส่วนมาก เมื่อทำบุญแล้ว ล้วนแต่ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เกิดทันศาสนา ของพระองค์ทั้งนั้น"
พระศรีอาริย์ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงพระสรวล พลางรับสั่งต่อไป
"ถ้าหากเขาอยากเกิดทันศาสนาของข้าพเจ้า ก็จงอุตส่าห์ฟังธรรมมหาเวสสันดรชาดก ให้จบในวันเดียว แล้วบูชาด้วยธูปเทียน ดอกไม้อย่างละพันฉัตร ดอกบัวหลวง บัวเขียว บังขาว ดอกสามหาวอย่างละพัน ถ้าทำได้ดังนี้ ก็จะพบศาสนาของข้าพเจ้า และเมื่อข้าพเจ้าตรัสรู้ ผู้นั้นก็จะได้บรรลุพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ส่วนที่ทำบาปหนัก เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า พระภิกษุสงฆ์ ทำลายหมู่คณะให้แตกแยกกัน ทำลายเจดีย์สถาน และคนที่ตระหนี่ขี้เหนียว ไม่รู้จักทำบุญให้ทาน ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เป็นคนโง่ มีความประมาทอยู่เสมอ คนพวกนี้ จะไม่มีโอกาสได้พบศาสนาของข้าพเจ้า"
"แล้วพระองค์จะลงไปตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไรเล่า มหาบพิตร?"
"อีกไม่นานหรอก พระคุณเจ้า เมื่อครบถ้วนห้าพันปี สิ้นศาสนาของพระพุทธโคดมแล้ว ตอนนั้น พวกสัตว์ทั้งหลายจะมืดมัว ไม่รู้จักทำบุญกุศลจริต มีแต่จะกระทำกรรมอันบาปหนา หยาบช้า ไม่รู้จักละอายต่อบาป แม่กับลูกจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามีภรรยา พี่สาวกับน้องชาย พี่ชายกับน้องสาว ทั้งพี่ป้าน้าอา ลุงหลาน จะสมสู่อยู่กินกันเป็นสามีภรรยากัน ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะหนาขึ้นมาก อายุของสัตว์ก็จะน้อยลง ตราบจนเหลือ 10 ปี เด็กเกิดได้ 5 ปี ก็จะแต่งงานกันแล้ว
และตอนนั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นเข้า ก็จะเข้าใจว่าเป็นเนื้อปลา จับอะไรได้เป็นต้นว่าท่อนไม้ผุ ก็จะกลับกลายเป็นอาวุธหอกดาบไป แล้วจะไล่ทิ่มแทงกันล้มตายเป็นอันมาก พ้นที่จะประมาณได้ ฝ่ายพวกคนที่มีสติปัญญานั้น รู้ว่าถึงวันนั้นคืนนั้น จะเกิดมิคสัญญี ฆ่าฟันกันและวุ่นวายหนักหนา คนที่ดีมีวิชา ก็จะไปซ่อนเร้นอยู่ตามซอยห้วยซอกเขา

ครั้นมนุษย์พวกบ้าดีเดือดทั้งหลาย ฆ่าฟันกันตายหมดแล้ว คนพวกนั้น ก็จะพากันออกจากที่ซ่อน ครั้นมาพบปะกันเข้า ก็จะพากันสวมกอดซึ่งกันและกัน ต่างหันหน้าเข้าปรึกษากันว่า ความฉิบหายที่เกิดแก่พวกเราในครั้งนี้ ก็เพราะผู้คนประมาท ก่อแต่บาปกรรมอันหยาบช้า แต่นี้ไปเบื้องหน้า เราจงอุตส่าห์กระทำความดี เว้นเสียจากฆ่าสัตว์ ประหัตประหารกันและกัน ลักขโมยของกัน ผิดผัวผิดเมียกัน พูดเท็จ และดื่มสุราเมรัย งดเว้นเสียจากการพูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เว้นจากความโลภ ความโกรธ ความเห็นผิด จากทำนองคลองธรรม เมื่อคนมีสติปัญญาปรึกษากันดังนั้นแล้ว ก็ตั้งหน้าบำเพ็ญบุญกุศล มีให้ทานรักษาศีลเป็นต้น

คนพวกนั้น ครั้นมีลูก ลูกมีอายุได้ 3 ปี ต่อมามีหลาน ก็จจะมีอายุมากขึ้นไป 5 ปี และเจริญขึ้นโดยลำดับ ตราบเท่าอายุของมนุษย์ เจริญขึ้นได้อสงไขยหนึ่งแล้ว ความแก่และความตาย ก็มิได้บังเกิดมี คราวนั้น คนทั้งหลายก็กลับประมาทอีก เมื่อเกิดความประมาทขึ้น อายุของพวกเขา ก็เสื่อมถอยลงมา เหลือเพียงแปดหมื่นปี ตอนนั้น ฝนจะตกทุก ๆ 15 วัน และส่วนมาก มักจะตกตอนใกล้รุ่ง ทำให้มนุษย์มีความชุ่มชื่นเจริญใน และพื้นดินอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำลำคลองมีกระแสน้ำไหลขึ้นข้างหนึ่ง ไหลลงข้างหนึ่ง เต็มเปี่ยมเพียบฝั่งไม่พร่อง ไม่ล้น อยู่อย่างนั้นเสมอ ดอกไม้ต่างชนิด ผลิดอกบานสะพรั่งตลอดกาล บ้านเรือนจะปลูกอยู่ใกล้ ๆ กัน พอไก่บินถึง ปราศจากโจรผู้ร้าย บริบูรณ์ด้วยน้ำ และข้าวปลาอาหาร ผัวเมียจะไม่รู้จักทะเลาะวิวาทกัน ผู้ชายไม่ต้องทำไร่นาค้าขาย ผู้หญิงก็ไม่ต้องทอหูกปั่นฝ้าย ผ้าที่จะนุ่งห่ม ก็ล้วนแต่เป็นของทิพย์ อำมาตย์ข้าราชการ จะตั้งอยู่สุจริตธรรม ไม่เบียดเบียนอาณาประชาราษฎรให้เดือดร้อน พระมหากษัตริย์ ก็จะไม่มีกริ้วโกรธ ถือลงโทษพระราชอาญา มีพระทัยรักใคร่กรุณาแก่ประชาชน พวกสัตว์ที่เป็นศัตรูกันทั้งหลาย เช่น กากับนกเค้า แมวกับหนู งูกับพังพอน หมีกับไม้สาค้อ ก็จะแผ่เผื่อเมตตาจิตต่อกัน เลิกเป็นคู่เวรคู่กรรมกันต่อไป เครื่องใช้ไม้สอย มีสมบูรณ์ทุกอย่าง แผ่นดินก็จะราบเรียบเป็นหน้ากลอง ไม่มีหลักตอเสี้ยนหนาม

คนทั้งหลายมีรูปร่างสวยงามเหมือนกันหมด ไม่มีคนใบ้ คนบ้า หูหนวก ตาบอด ง่อย เปลี้ย เสียขา เลย ทุกคนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน เห็นกันเข้าก็มีไมตรีรักใคร่กัน ในครั้นนั้น ชายจะมีภรรยารักคนเดียว สตรีก็จะมีสามีคนเดียว ไม่มีการล่วงประเวณีกัน และคนในยุคนั้น จะมีความผาสุกสมบูรณ์มาก ไม่ต้องทำมาหากิน ใช้สอยแต่เครื่องทิพย์ มีกิจอยู่แต่นั่งนอนฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ไพเราะยิ่งหนักหนา ทุกคนล้วนมีสมบัติเหมือนกันหมด ไม่มีคนกำพร้าอนาถา ไม่มีคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ จะได้วิวาทแก่งแย่งชิงเอาบ้านเรือนไร่นาของกันและกันนั้น ไม่มีเลย และยุคนั้น พืชข้าวกล้าเพียงเม็ดเดียว ถ้าตกลงพื้นดิน แล้วก็งอกขึ้นเป็นต้นเป็นลำปล้อง หน่อ และเป็นกอใหญ่ๆ ออกไปได้ร้อยเท่าพันทวี ทั้งหมดที่เป็นดังนี้ ก็เพราะข้าพเจ้า ได้สั่งสมบารมีไว้มาก

ในศาสนาของข้าพเจ้า
ไม่มีคนบ้าใบ้ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยพูดเท็จล่อลวงคนอื่น
ไม่มีคนตาบอด เพราะข้าพเจ้ามองสมณะผู้มีศีลและยาจกทั้งหลาย ด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่สงสาร
ไม่มีคนง่อยเปลี้ย เพราะในเวลาทำบุญให้ทาน ข้าพเจ้าจะยืดตัวตรงเสมอ
ไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะข้าพเจ้าเคยถวายยาเป็นทาน
ไม่มีมารผจญ เพราะข้าพเจ้า ไม่เคยทำให้สัตว์ตกใจ
ในศาสนาของข้าพเจ้าจะมีแต่คนรูปร่างงดงาม เพราะข้าพเจ้าให้สิ่งของที่รัก เป็นทานแก่สมณพราหมณ์ และยาจกวณิพกเสมอ
คนในศาสนาของข้าพเจ้า ได้ไปสวรรค์ทุกคน เพราะข้าพเจ้าเคยให้ช้างม้า ราชรถ ยวดยานพาหนะเป็นทาน
ในศาสนาของข้าพเจ้า แผ่นดินราบเรียบเสมอ เพราะข้าพเจ้าแผ่เมตตาจิต ไปยังสัตว์ทั้งหลายเสมอ
คนในศาสนาของข้าพเจ้ามั่นคงสมบูรณ์ด้วยความสุข เพราะข้าพเจ้าให้ทานแก่ขอทาน ด้วยทรัพย์สิ่งของเงินทอง ตามที่เขาปรารถนาโดยทั่วถึง

ข้าแต่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าบำเพ็ญบารมีมาช้านนานถึง 16 อสงไขยแสนกัปป์ บารมี 30 ทัส นั้น ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาอย่างพร้อมมูลแล้ว ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อโปรดสัตว์ทั้งหลาย โดยจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ มหาศาลบริบูรณ์ด้วยสมบัติ

พระบิดานั้น ทรงพระนามว่า สุพรหมพราหมณ์ เป็นปุโรหิต ของ พระเจ้าสังขจักรพัตราธิราช
พระชนนี นามว่า นางพราหมณ์วดีพราหมณี
อัครสาวกเบื้องขวา นามว่า พระอโสกเถระ
อัครสาวกเบื้องซ้าย นามว่า พระสุพรหมเถระ
อัครสาวิกาเบื้องขวา นามว่า ปทุมาเถรี
อัครสาวิกาเบื้องซ้าย นามว่า สุมนาเถรี
อุบาสกพุทธอุปัฎฐาก 2 คน นามว่า สุทัตตคหบดี และ สังฆหบดี
อุบาสิกาพุทธอุปัฏฐาก 2 คน นามว่า ยสปวดี และ สังฆอุบาสิกา

ไม้ที่ตรัสรู้ คือ ไม้กากะทิง ขนาดลำต้น จากพื้นไปถึงคาคบ 120 ศอก จากคาคบ ขึ้นไปถึงยอด 120 ศอก มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่ง ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ยาวได้กิ่งละ 120 ศอก รวม 480 ศอก มีดอกเท่ากงจักรถ แต่ละดอกนั้น มีเกสรได้ทะนานหนึ่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปไกลถึง 500 โยชน์ ตอนที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะมี พระกายสูงได้ 88 ศอก จากพื้นพระบาท ถึง พระชานุ 22 ศอก จากพระชานุ ถึง พระนาภี 22 ศอก จากพระนาภี ถึงรากขวัญ 22 ศอก จากพระรากขวัญ ถึง พระอุณหิส 22 ศอก พระชนมายุได้ 8 หมื่นปี ศาสนาของข้าพเจ้ายืนยาวถึง 8 พันปี"


ฝ่ายพระมาลัยเมื่อได้ฟังพระศรีอาริย์ บรรยาย ก็ถามต่อไปอีกว่า
"มหาบพิตร เท่าที่พระองค์ทรงเล่ามา อาตมายังกำหนดไม่ได้เลยว่า พระองค์จะลงไปโปรดมนุษย์ เมื่อใด?"
"ก็ตอนที่ข้าวสาลีเมล็ดเดียว บังเกิดเป็นข้าวสารร้อยเจ็ดสิบเมล็ด จุเต็มสองเล่มเกวียนกับสิบหกสัดใหญ่ ๆ เท่าสองกระบุงเมื่อใดนั่นแหล่ะ พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์ โดย ครั้งแรกจะเป็นมนุษย์ธรรมดาก่อน กระทำ สัตตสตกมหาทาน บริจาคลูกเมียเหมือนพระเวสสันดร แล้วจะกลับขึ้นมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตอีกระยะหนึ่ง จนถึงตอนที่สัตว์ทั้งหลาย มีอายุน้อยลงจากอสงไขย มาเป็น แปดหมื่นปี ชมพูทวีปบริบูรณ์ มีเมล็ดข้าวสาลีเพียงเมล็ดเดียวแต่ให้ผลมากมายดังก่อน ตอนนี้แหละ ข้าพเจ้าจะได้ไปจุติ ไปบังเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอรับ"
"ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะเสด็จไปเอง หรือมีผู้มาเชิญเสด็จไป?"
"เข้าใจว่าคงมีผู้มาเชิญขอรับ และผู้ที่จะเชิญก็คือ เทวดาในหมื่นจักรวาล มี ท้าวมหาพรหม เป็นประธาน สำหรับข้าพเจ้า เมื่อได้ฟังคำเชิญของเทวดาทั้งหลาย ก็จะแลเห็นโลก ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ กาล ประเทศ ทวีป ตระกูลมารดา และ สัตว์ทั้งหลาย ตามเยี่ยงอย่าง พระบรมโพธิสัตว์แต่ก่อน มาพิจารณาดู
กาล อายุสัตว์ ครั้งนั้น ไม่มากกว่าแสนปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยปีลงมา เพราะถ้าสัตว์มีอายุมากกว่าแสนปี ความแก่ความตาย ไม่ค่อยจะบังเกิดปรากฏให้เห็น บรรดาสรรพสัตว์ ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ไม่เห็นสังขาร เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะไม่เชื่อถือพระธรรม มรรคผลก็จะไม่บังเกิดขึ้น และพระธรรมเทศนา ก็จะไร้ประโยชน์ อีกประการหนึ่ง ถ้าสัตว์อายุน้อยกว่าร้อยปีลงมา ก็หาเป็นการสมควรที่พระพุทธเจ้า จะลงไปตรัสรู้ไม่ เพราะสรรพสัตว์พวกนี้ จะมีกิเลสหนากล้านัก จะรับโอวาท หรือเชื่อถือแต่เพียงต่อหน้าเท่านั้น พอลับหลัง ก็ลืมโอวาทสั่งสอนเสีย รับศีลไปประเดี๋ยวก็ทิ้งศีลเสีย ไม่ผิดอะไรกับรอยขีดในน้ำ ดังนั้นเวลาที่เหมาะสำหรับการลงไปตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็คือในระหว่างแสนปีลงมา และตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป

ทวีป ดูทวีปใหญ่ทั้งสี่ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวารนั้น โดยลงความเห็นว่า พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ผู้บังเกิดในชมพูทวีป อันเป็นมัชฌิมประเทศ ที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอสีติมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิ์ และชนผู้มีบุญญาธิการมาก มักบังเกิดเป็นส่วนมาก

ประเทศ ครั้งนั้น กรุงพาราณสี มีชื่อว่า มัณฑารนคร กว้างใหญ่ สิบสองโยชน์ พวกมนุษย์ถอนอายุลงมา จากอสงไขย ด้วยความประมาท มีอายุแปดหมื่นปีเป็นอายุขัย กรุงมัณฑารนครนั้น เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เกตุมบดีนคร บริบูรณ์ด้วยวัตถุสิ่งของทั้งปวง สมควรที่จะบังเกิดในกรุงเกตุมบดีนครนี้

ตระกูล พิจารณาถึงตระกูลอันสมควรว่า ประเพณีสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมบังเกิดในตระกูล ซึ่งโลกนับถือ คือ ตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตอนนั้นโลก นับถือตระกูลพราหมณ์ ว่าประเสริฐ สมควรที่จะลงไปบังเกิดในตระกูลพราหมณื ซึ่งเป็นปุโรหิตผู้ใหญ่ ของพระเจ้าสังขจักร บิดามารดา พิจารณาดูว่า สุพรหมพราหมณ์ สมควรจะเป็นบิดา นางพราหมณี ชื่อ วดี สมควรจะเป็นมารดา รวมเป็นห้าประการด้วยกัน ขอรับ พระคุณเจ้า"

"แล้วนางผู้เป็นคู่บุญบารมีของมหาบพิตร ชื่ออะไร และพระกุมารองค์ไหน จะได้เป็นพระโอรสของพระองค์?"
"ข้าแต่พระคุณเจ้า นางอนุลาเทวี เป็นคู่สร้างบารมีของข้าพเจ้า ซึ่งจะได้เป็นอัครมเหสี นามว่า นางจันทมุขีเจ้าสาลี ราชโอรสของพระเจ้าอภัยทุฏฐคามินี จะได้เป็นโอรส มีนามว่า พรหมวดีกุมาร ขอรับ"
"ตอนที่พระองค์จะเสด็จออกผนวช พระองค์เห็นบุพพนิมิตประการใดหรือไม่ และกระทำบำเพ็ญเพียรมากน้อยเท่าใด มหาบพิตร?"
"ข้าพเจ้า จะเห็น บุพพนิมิต สี่ประการ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ นักบวช ขอรับ พระคุณเจ้า และวันนั้น ปราสาทที่อยู่ของข้าพเจ้า จะลอยไปกลางอากาศ เมื่อข้าพเจ้าผนวชแล้ว จะบำเพ็ญเพียรประมาณเจ็ดวัน ตกเย็นวันที่เจ็ด จะไปนั่งที่ควงไม้กากะทิง แล้วได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"
เมื่อพระศรีอาริย์บรมโพธิสัตว์ ได้ตรัสกับพระมาลัยมามากมาย ถึงตอนนี้แล้ว ก่อนจะจากลา จึงสั่งพระเถระว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้ากลับไปโลกมนุษย์แล้ว จงบอกแก่ชาวชมพูทวีปด้วยว่า อย่าได้สร้างเวรทั้งห้า คือ
อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
อย่าลักขโมยเข้าของเงินทองผู้อื่น
อย่าล่วงละเมิดลูกเมียผู้อื่น
อย่าเจรจาโกหกหลอกลวง
อย่าเสพสุราเมรัย
ให้สมาทานอุโบสถศีล และเว้นจากอนันตริยกรรม ทั้ง 5 ประการ มี ฆ่าพ่อแม่ เป็นต้น แล้วก็จะได้พบศาสนาของข้าพเจ้ดั่งประสงค์ ขอพระคุณเจ้าจงบอกเล่าให้พวกเขาทราบ ตามที่ข้าพเจ้าสั่งนี้ด้วยเถิดขอรับ"
ครั้นสั่งเสร็จ พระศรีอาริย์ ก็ถวายนมัสการลาพระเถระ ลุกขึ้น กระทำอภิวาท ประทักษิณพระจุฬามณีเจดีย์ แล้วเสด็จกลับ พร้อมด้วยบริวาร เหาะลอยขึ้นสู่นภาอากาศ ตรงไปยังดุสิตพิภพ อันเป็นที่อยู่ของพระองค์ โดยไม่รอช้า

ฝ่ายพระมาลัยมองตามพระศรีอาริย์ไปด้วยความชื่นชม ในบุญบารมีจนลับตา แล้วก็หันมาถวายพระพรลา พระอินทร์ แล้วถวายอภิวาทนมัสการพระจุฬามณีเจดีย์ 3 ครั้ง จึงกลับลงสู่โลกมนุษย์ดังเดิม

ครั้นวันรุ่งขึ้น พระเถระได้เข้าบิณฑบาตในบ้านกัมโพชคาม พร้อมทั้งบอกชาวบ้านทั้งมวลว่า พระศรีอาริย์สั่งมาว่าดังนี้ หากท่านปรารถนาจะพบศาสนาพระศรีอาริย์ จงตั้งใจทำบุญกุศล เพิ่มพูนบารมีให้มาก ๆ เข้าเถิด แล้วจะได้เกิดในศาสนาของพระองค์สมประสงค์

ฝ่ายมหาชนชาวบ้าน ครั้นได้ฟังคำบอกเล่าของพระเถระแล้ว ต่างก็มีกำลังใจมุ่งมั่นในการทำบุญกุศลมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ และครั้นสิ้นชีพแล้ว ก็ไปบังเกิดบนสวรรค์โดยทั่วกัน แล

สิ่งที่พวกเขาหวังกันมากที่สุด คือ การได้พบศาสนาพระศรีอาริย์นั้น คงจะอยู่ใกล้เขาเพียงแค่เอื้อมเท่านั้นเอง ยังไง ๆ พวกเขาต้องได้พบแน่ ขณะนี้เพียงแต่เสวยสุขบนสวรรค์ รอการมาตรัสรู้ของพระองค์เท่านั้นเอง

ยะธาพุทโมนะ
07-08-2007, 03:26 AM
พระศรีอาริยเมตไตรยปรารถนาพระโพธิญาณจึงไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต

“..พระศรีอาริยเมตไตรย ในสมัยพระพุทธเจ้าท่านบวชเป็นพระมีนามว่า อชิตะภิกขุ เดิมทีท่านเป็นลูกศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ท่านไปบวชเพื่อสร้างเสริมบารมี ต่อมาเมื่อ พระนางกีสา โคตมี ได้ทอจีวรด้วยมือของตนเองปรารถนาจะถวายพระพุทธเจ้า เมื่อเวลาพระนางไปถวาย พระพุทธเจ้าเรียกพระมาหมด นั่งเรียงแถวกันตามลำดับอาวุโสและคุณสมบัติ เมื่อพระนางกีสาโคตมีถวายผ้าแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ส่งให้พระสารีบุตร ท่านพระสารีบุตรก็ส่งให้พระโมคคัลลาน์ ท่านพระโมคคัลลาน์ก็ส่งต่อๆ กันไปหมดจนถึงองค์สุดท้ายคือท่านอชิตะภิกขุ ท่านไม่รู้จะส่งให้ใครเพราะนั่งอยู่ท้ายสุด เป็นอันว่าท่านก็รับไว้ พระนางกีสา โคตมีก็เสียใจว่าอุตสาห์ทำเองเลือกด้ายชั้นดีมาทอกับมือเองเพื่อถวายพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ไม่รับกลับไปให้กับพระที่ไม่ได้แม้แต่ฌานสมาบัติมากมายอะไรนัก คือว่ายังเป็นพระปุถุชนคนธรรมดา องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบอัธยาศัยจึงเทศนาโปรดว่า พระองค์สุดท้ายไม่ใช่พระธรรมดา ท่านอชิตะภิกขุผู้นี้ต่อไปข้างหน้าจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มีพระนามว่า “สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรย”

ปัจจุบันนี้ท่านมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต วิมานท่านสวยสดงดงามมาก ท่านมีรัศมีกายสว่างมาก หน้าตาผ่องใสยิ้มระรื่นน่าชื่นใจ ท่านได้บอกกับอาตมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ ว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อีก ๑ ล้านกับ ๒ ปี ท่านจะลงมาเกิดในเมืองมนุษย์แล้วเป็นปุโรหิต หลังจากนั้นเกิดความเบื่อหน่ายก็ออกแสวงหาพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะเทียบพื้นที่ในสมัยนี้ พระองค์จะตรัสทางทิศเหนือของพม่า แต่ตามตำราเขาไม่ได้เขียนไว้

ยะธาพุทโมนะ
07-08-2007, 03:37 AM
กำเนิดของศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย์ และผู้ที่มีสิทธิ์ไปเกิดในยุคนั้น

*จากคำภีร์วิสุทธิมรรค "พระมาลัยพบพระศรีอาริย์ บนสวรรค์ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ"

ขณะนั้น ปรากฏร่างเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ทรงเครื่องสรรพอาภรณ์อันวิจิตร มีนางฟ้าแวดล้อมจำนวนมากเหลือคณานับ เหาะมาทางอากาศ ส่งรัศมีสว่างไสวเจิดจ้า ไม่ต่างอะไรกับพระจันทร์หมื่นดวง ตรงมายังพระจุฬามณีเจดีย์สถานแห่งนั้น
ฝ่ายพระเถระครั้นเหลือบเห็น ก็นึกได้ทันทีว่า องค์นี้คงจะเป็นพระศรีอาริย์แน่ แต่เพื่อความแน่ใจ จึงหันมาถามพระอินทร์

"เทพบุตรองค์ในใช่ไหม คือพระศรีอาริย์ มหาบพิตร?"
"ถูกแล้ว พระคุณเจ้า"
"แหม! นางฟ้าบริวารของพระองค์มากเหลือเกิน" พระมาลัยกล่าวชม "เออ! พวกนางฟ้าที่เหาะมาข้างหน้าพระศรีอาริย์นั้น นุ่งผ้าอาภรณ์ขาวสะอาด และหนำซ้ำรัศมีที่พวยพุ่งออกมา ยังเป็นสีขาวเสียด้วย มหาบพิตรทราบไหมว่า เมื่อก่อนนางพวกนี้ ทำบุญอะไรไว้"
"นางพวกนี้เมื่อชาติก่อน ถึงวันอุโบสถนุ่งผ้าขาว ห่มผ้าขาว สมาทานศีลแปด และทำบุญด้วยข้าวของสะอาด อีกทั้งจิตใจยังใสสะอาดาด้วยขอรับ"

"แล้วพวกนางฟ้าที่เหาะมาทางขาว มีรัศมีและเครื่องประดับสีเหลือง ก็คงจะทำบุญด้วยของสีเหลืองละซี มหาบพิตร"
"ถูกแล้ว พระคุณเจ้า พวกนี้ส่วนมาก มักจะถวายผ้าสบงจีวร หรือข้าวของสีเหลืองอื่นๆ ส่วนพวกที่มีรัศมีและเครื่องประดับสีแดง สีม่วง สีอื่นๆ อีก ก็ดุจเดียวกัน ล้วนแต่เป็นผู้รักษาศีล และถวายของที่มีสีนั้นๆ ทั้งนั้น ครั้นตาย ก็มาบังเกิดเป็นบริวารของพระศรีอาริย์ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตขอรับ"

ขณะที่พระมาลัย จะไต่ถามพระอินทร์ต่อไปนั้นเอง พระศรีอาริย์พร้อมด้วยนางฟ้าบริวาร ก็เสด็จมาถึงที่ลานพระเจดีย์ และเมื่อจัดแจงกระทำการสักการบูชา กราบไหว้ถวายเครื่องของหอมเสร็จแล้ว พอดีเหลือบมาเห็นพระมาลัยเถระ จึงเข้านมัสการ แล้วตรัสถามว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้ามาจากที่ไหนขอรับ?"
"อาตมา มาจากชมพูทวีป" พระมาลัยตอบ
เมื่อทราบว่า พระเถระมาจากชมพูทวีป ดังนั้นพระศรีอาริย์ ก็ดีพระทัย รับสั่งถามข่าวคราวของมวลมนุษย์ต่อไปว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า ชมพูทวีปขณะนี้ พวกมนุษย์พากันทำมาหากินยังไงบ้างขอรับ?"
"บางพวกก็ค้าขายตามความรู้ความสามารถของตน บางพวกก็ออกเงินให้กู้กินดอกเบี้ย บางพวกก็เข็ญใจ ไร้ทรัพย์ บางพวกก็สุขสบาย บางพวกก็เดือดร้อนทุกข์ยากปากแห้งขนาดหนัก มหาบพิตร"
"แล้วส่วนมากพวกเขาทำบุญกันบ้างหรือเปล่า พระคุณเจ้า หรือว่าทำแต่บาปหยาบช้า?"
"พวกที่ทำบุญนั้น รู้สึกจะน้อยมาก มหาบพิตร ส่วนคนที่ทำบาปหยาบช้านั้น นับไม่ถ้วนเลย"
"คนที่เขาทำบุญ เขาทำกันอย่างไร พระคุณเจ้า?"
"บางพวกก็ให้ทาน รักษาศีล บางพวก ก็จัดให้มีพระธรรมเทศนา พร้อมทั้งป่าวประกาศ ให้เพื่อนๆ บ้านใกล้เรือนเคียง มาร่วมด้วย บางพวกสร้างวัดวาอาราม พระพุทธรุป พระสถูปเจดีย์ ถวายจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ ยารักษาโรคแก่พระภิกษุสงฆ์ บางพวกก็เลี้ยงพ่อแม่ บางพวกก็สร้างพระไตรปิฎก ทั้งนี้สุดแล้วแต่กำลังทรัพย์ กำลังปัญญาของพวกเขา มหาบพิตร"
"แล้วพวกเขาปรารถนาสิ่งใดบ้าง พระคุณเจ้า มนุษย์สมบติ สวรรค์สมบัติ หรือว่านิพพานสมบัติ?"
"เห็นจะไม่ตรงความจริงนัก มหาบพิตร เพราะส่วนมาก เมื่อทำบุญแล้ว ล้วนแต่ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เกิดทันศาสนา ของพระองค์ทั้งนั้น"

พระศรีอาริย์ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงพระสรวล พลางรับสั่งต่อไป
"ถ้าหากเขาอยากเกิดทันศาสนาของข้าพเจ้า ก็จงอุตส่าห์ฟังธรรมมหาเวสสันดรชาดก ให้จบในวันเดียว แล้วบูชาด้วยธูปเทียน ดอกไม้อย่างละพันฉัตร ดอกบัวหลวง บัวเขียว บังขาว ดอกสามหาวอย่างละพัน ถ้าทำได้ดังนี้ ก็จะพบศาสนาของข้าพเจ้า และเมื่อข้าพเจ้าตรัสรู้ ผู้นั้นก็จะได้บรรลุพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ส่วนที่ทำบาปหนัก เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า พระภิกษุสงฆ์ ทำลายหมู่คณะให้แตกแยกกัน ทำลายเจดีย์สถาน และคนที่ตระหนี่ขี้เหนียว ไม่รู้จักทำบุญให้ทาน ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เป็นคนโง่ มีความประมาทอยู่เสมอ คนพวกนี้ จะไม่มีโอกาสได้พบศาสนาของข้าพเจ้า"

"แล้วพระองค์จะลงไปตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไรเล่า มหาบพิตร?"
"อีกไม่นานหรอก พระคุณเจ้า เมื่อครบถ้วนห้าพันปี สิ้นศาสนาของพระพุทธโคดมแล้ว ตอนนั้น พวกสัตว์ทั้งหลายจะมืดมัว ไม่รู้จักทำบุญกุศลจริต มีแต่จะกระทำกรรมอันบาปหนา หยาบช้า ไม่รู้จักละอายต่อบาป แม่กับลูกจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามีภรรยา พี่สาวกับน้องชาย พี่ชายกับน้องสาว ทั้งพี่ป้าน้าอา ลุงหลาน จะสมสู่อยู่กินกันเป็นสามีภรรยากัน ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะหนาขึ้นมาก

อายุของสัตว์ก็จะน้อยลง ตราบจนเหลือ 10 ปี เด็กเกิดได้ 5 ปี ก็จะแต่งงานกันแล้ว และตอนนั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นเข้า ก็จะเข้าใจว่าเป็นเนื้อปลา จับอะไรได้เป็นต้นว่าท่อนไม้ผุ ก็จะกลับกลายเป็นอาวุธหอกดาบไป แล้วจะไล่ทิ่มแทงกันล้มตายเป็นอันมาก พ้นที่จะประมาณได้ ฝ่ายพวกคนที่มีสติปัญญานั้น รู้ว่าถึงวันนั้นคืนนั้น จะเกิดมิคสัญญี ฆ่าปันกันและวุ่นวายหนักหนา คนที่ดีมีวิชา ก็จะไปซ่อนเร้นอยู่ตามซอยห้วยซอกเขา

ครั้นมนุษย์พวกบ้าดีเดือดทั้งหลาย ฆ่าฟันกันตายหมดแล้ว คนพวกนั้น ก็จะพากันออกจากที่ซ่อน ครั้นมาพบปะกันเข้า ก็จะพากันสวมกอดซึ่งกันและกัน ต่างหันหน้าเข้าปรึกษากันว่า ความฉิบหายที่เกิดแก่พวกเราในครั้งนี้ ก็เพราะผู้คนประมาท ก่อแต่บาปกรรมอันหยาบช้า แต่นี้ไปเบื้องหน้า เราจงอุตส่าห์กระทำความดี เว้นเสียจากฆ่าสัตว์ ประหัตประหารกันและกัน ลักขโมยของกัน ผิดผัวผิดเมียกัน พูดเท็จ และดื่มสุราเมรัย งดเว้นเสียจากการพูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เว้นจากความโลภ ความโกรธ ความเห็นผิด จากทำนองคลองธรรม เมื่อคนมีสติปัญญาปรึกษากันดังนั้นแล้ว ก็ตั้งหน้าบำเพ็ญบุญกุศล มีให้ทานรักษาศีลเป็นต้น คนพวกนั้น ครั้นมีลูก ลูกมีอายุได้ 3 ปี ต่อมามีหลาน ก็จจะมีอายุมากขึ้นไป 5 ปี และเจริญขึ้นโดยลำดับ

ตราบเท่าอายุของมนุษย์ เจริญขึ้นได้อสงไขยหนึ่งแล้ว ความแก่และความตาย ก็มิได้บังเกิดมี คราวนั้น คนทั้งหลายก็กลับประมาทอีก เมื่อเกิดความประมาทขึ้น อายุของพวกเขา ก็เสื่อมถอยลงมา เหลือเพียงแปดหมื่นปี ตอนนั้น ฝนจะตกทุกๆ 15 วัน และส่วนมาก มักจะตกตอนใกล้รุ่ง ทำให้มนุษย์มีความชุ่มชื่นเจริญใน และพื้นดินอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำลำคลองมีกระแสน้ำไหลขึ้นข้างหนึ่ง ไหลลงข้างหนึ่ง เต็มเปี่ยมเพียบฝั่งไม่พร่อง ไม่ล้น อยู่อย่างนั้นเสมอ ดอกไม้ต่างชนิด ผลิดอกบานสะพรั่งตลอดกาล บ้านเรือนจะปลูกอยู่ใกล้ๆ กัน พอไก่บินถึง ปราศจากโจรผู้ร้าย บริบูรณ์ด้วยน้ำ และข้าวปลาอาหาร ผัวเมียจะไม่รู้จักทะเลาะวิวาทกัน ผู้ชายไม่ต้องทำไร่นาค้าขาย ผู้หญิงก็ไม่ต้องทอหูกปั่นฝ้าย ผ้าที่จะนุ่งห่ม ก็ล้วนแต่เป็นของทิพย์ อำมาตย์ข้าราชการ จะตั้งอยู่สุจริตธรรม ไม่เบียดเบียนอาณาประชาราษฎรให้เดือดร้อน พระมหากษัตริย์ ก็จะไม่มีกริ้วโกรธ ถือลงโทษพระราชอาญา มีพระทัยรักใคร่กรุณาแก่ประชาชน พวกสัตว์ที่เป็นศัตรูกันทั้งหลาย เช่น กากับนกเค้า แมวกับหนู งูกับพังพอน หมีกับไม้สาค้อ ก็จะแผ่เผื่อเมตตาจิตต่อกัน เลิกเป็นคู่เวรคู่กรรมกันต่อไป เครื่องใช้ไม้สอย มีสมบูรณ์ทุกอย่าง แผ่นดินก็จะราบเรียบเป็นหน้ากลอง ไม่มีหลักตอเสี้ยนหนาม คนทั้งหลายมีรูปร่างสวยงามเหมือนกันหมด ไม่มีคนใบ้ คนบ้า หูหนวก ตาบอด ง่อย เปลี้ย เสียขา เลย ทุกคนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน เห็นกันเข้าก็มีไมตรีรักใคร่กัน ในครั้นนั้น ชายจะมีภรรยารักคนเดียว สตรีก็จะมีสามีคนเดียว ไม่มีการล่วงประเวณีกัน และคนในยุคนั้น จะมีความผาสุกสมบูรณ์มาก ไม่ต้องทำมาหากิน ใช้สอยแต่เครื่องทิพย์ มีกิจอยู่แต่นั่งนอนฟังเสียงอันเป็นทิพย์ ไพเราะยิ่งหนักหนา ทุกคนล้วนมีสมบัติเหมือนกันหมด ไม่มีคนกำพร้าอนาถา ไม่มีคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ จะได้วิวาทแก่งแย่งชิงเอาบ้านเรือนไร่นาของกันและกันนั้น ไม่มีเลย และยุคนั้น พืชข้าวกล้าเพียงเม็ดเดียว ถ้าตกลงพื้นดิน แล้วก็งอกขึ้นเป็นต้นเป็นลำปล้อง หน่อ และเป็นกอใหญ่ๆ ออกไปได้ร้อยเท่าพันทวี ทั้งหมดที่เป็นดังนี้ ก็เพราะข้าพเจ้า ได้สั่งสมบารมีไว้มาก

ในศาสนาของข้าพเจ้า ไม่มีคนบ้าใบ้ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยพูดเท็จล่อลวงคนอื่น
ไม่มีคนตาบอด เพราะข้าพเจ้ามองสมณะผู้มีศีลและยาจกทั้งหลาย ด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่สงสาร
ไม่มีคนง่อยเปลี้ย เพราะในเวลาทำบุญให้ทาน ข้าพเจ้าจะยืดตัวตรงเสมอ
ไม่มีคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะข้าพเจ้าเคยถวายยาเป็นทาน
ไม่มีมารผจญ เพราะข้าพเจ้า ไม่เคยทำให้สัตว์ตกใจ
ในศาสนาของข้าพเจ้าจะมีแต่คนรูปร่างงดงาม เพราะข้าพเจ้าให้สิ่งของที่รัก เป็นทานแก่สมณพราหมณ์ และยาจกวณิพกเสมอ
คนในศาสนาของข้าพเจ้า ได้ไปสวรรค์ทุกคน เพราะข้าพเจ้าเคยให้ช้างม้า ราชรถ ยวดยานพาหนะเป็นทาน
ในศาสนาของข้าพเจ้า แผ่นดินราบเรียบเสมอ เพราะข้าพเจ้าแผ่เมตตาจิต ไปยังสัตว์ทั้งหลายเสมอ
คนในศาสนาของข้าพเจ้ามั่นคงสมบูรณ์ด้วยความสุข เพราะข้าพเจ้าให้ทานแก่ขอทาน ด้วยทรัพย์สิ่งของเงินทอง ตามที่เขาปรารถนาโดยทั่วถึง

ข้าแต่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าบำเพ็ญบารมีมาช้านนานถึง 16 อสงไขยแสนกัปป์ บารมี 30 ทัส นั้น ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาอย่างพร้อมมูลแล้ว ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อโปรดสัตว์ทั้งหลาย โดยจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ มหาศาลบริบูรณ์ด้วยสมบัติ

พระบิดานั้น ทรงพระนามว่า สุพรหมพราหมณ์ เป็นปุโรหิต ของ พระเจ้าสังขจักรพัตราธิราช
พระชนนี นามว่า นางพราหมณ์วดีพราหมณี
อัครสาวกเบื้องขวา นามว่า พระอโสกเถระ
อัครสาวกเบื้องซ้าย นามว่า พระสุพรหมเถระ
อัครสาวิกาเบื้องขวา นามว่า ปทุมาเถรี
อัครสาวิกาเบื้องซ้าย นามว่า สุมนาเถรี
อุบาสกพุทธอุปัฎฐาก 2 คน นามว่า สุทัตตคหบดี และ สังฆหบดี
อุบาสิกาพุทธอุปัฏฐาก 2 คน นามว่า ยสปวดี และ สังฆอุบาสิกา
ไม้ที่ตรัสรู้ คือ ไม้กากะทิง ขนาดลำต้น จากพื้นไปถึงคาคบ 120 ศอก จากคาคบ ขึ้นไปถึงยอด 120 ศอก มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่ง ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ทอดออกไปในทิศทั้ง 4 ยาวได้กิ่งละ 120 ศอก รวม 480 ศอก มีดอกเท่ากงจักรถ แต่ละดอกนั้น มีเกสรได้ทะนานหนึ่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปไกลถึง 500 โยชน์
ตอนที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะมี พระกายสูงได้ 88 ศอก จากพื้นพระบาท ถึง พระชานุ 22 ศอก จากพระชานุ ถึง พระนาภี 22 ศอก จากพระนาภี ถึง รากขวัญ 22 ศอก จากพระรากขวัญ ถึง พระอุณหิส 22 ศอก พระชนมายุได้ 8 หมื่นปี
ศาสนาของข้าพเจ้ายืนยาวถึง 8 พันปี"

ฝ่ายพระมาลัยเมื่อได้ฟังพระศรีอาริย์ บรรยาย ก็ถามต่อไปอีกว่า
"มหาบพิตร เท่าที่พระองค์ทรงเล่ามา อาตมายังกำหนดไม่ได้เลยว่า พระองค์จะลงไปโปรดมนุษย์ เมื่อใด?"
"ก็ตอนที่ข้าวสาลีเมล็ดเดียว บังเกิดเป็นข้าวสารร้อยเจ็ดสิบเมล็ด จุเต็มสองเล่มเกวียนกับสิบหกสัดใหญ่ๆ เท่าสองกระบุงเมื่อใดนั่นแหล่ะ พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในโลกมนุษย์ โดย ครั้งแรกจะเป็นมนุษย์ธรรมดาก่อน กระทำ สัตตสตกมหาทาน บริจาคลูกเมียเหมือนพระเวสสันดร แล้วจะกลับขึ้นมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตอีกระยะหนึ่ง จนถึงตอนที่สัตว์ทั้งหลาย มีอายุน้อยลงจากอสงไขย มาเป็น แปดหมื่นปี ชมพูทวีปบริบูรณ์ มีเมล็ดข้าวสาลีเพียงเมล็ดเดียวแต่ให้ผลมากมายดังก่อน ตอนนี้แหละ ข้าพเจ้าจะได้ไปจุติ ไปบังเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ขอรับ"

"ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะเสด็จไปเอง หรือมีผู้มาเชิญเสด็จไป?"
"เข้าใจว่าคงมีผู้มาเชิญขอรับ และผู้ที่จะเชิญก็คือ เทวดาในหมื่นจักรวาล มี ท้าวมหาพรหม เป็นประธาน สำหรับข้าพเจ้า เมื่อได้ฟังคำเชิญของเทวดาทั้งหลาย ก็จะแลเห็นโลก ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ กาล ประเทศ ทวีป ตระกูลมารดา และ สัตว์ทั้งหลาย ตามเยี่ยงอย่าง พระบรมโพธิสัตว์แต่ก่อน มาพิจารณาดู
กาล อายุสัตว์ ครั้งนั้น ไม่มากกว่าแสนปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยปีลงมา เพราะถ้าสัตว์มีอายุมากกว่าแสนปี ความแก่ความตาย ไม่ค่อยจะบังเกิดปรากฏให้เห็น บรรดาสรรพสัตว์ ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ไม่เห็นสังขาร เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะไม่เชื่อถือพระธรรม มรรคผลก็จะไม่บังเกิดขึ้น และพระธรรมเทศนา ก็จะไร้ประโยชน์ อีกประการหนึ่ง ถ้าสัตว์อายุน้อยกว่าร้อยปีลงมา ก็หาเป็นการสมควรที่พระพุทธเจ้า จะลงไปตรัสรู้ไม่ เพราะสรรพสัตว์พวกนี้ จะมีกิเลสหนากล้านัก จะรับโอวาท หรือเชื่อถือแต่เพียงต่อหน้าเท่านั้น พอลับหลัง ก็ลืมโอวาทสั่งสอนเสีย รับศีลไปประเดี๋ยวก็ทิ้งศีลเสีย ไม่ผิดอะไรกับรอยขีดในน้ำ ดังนั้น เวลที่เหมาะสำหรับการลงไปตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็คือในระหว่างแสนปีลงมา และตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป
ทวีป ดูทวีปใหญ่ทั้งสี่ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวารนั้น โดยลงความเห็นว่า พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ผู้บังเกิดในชมพูทวีป อันเป็นมัชฌิมประเทศ ที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอสีติมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิ์ และชนผู้มีบุญญาธิการมาก มักบังเกิดเป็นส่วนมาก
ประเทศ ครั้งนั้น กรุงพาราณสี มีชื่อว่า มัณฑารนคร กว้างใหญ่ สิบสองโยชน์ พวกมนุษย์ถอนอายุลงมา จากอสงไขย ด้วยความประมาท มีอายุแปดหมื่นปีเป็นอายุขัย กรุงมัณฑารนครนั้น เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เกตุมบดีนคร บริบูรณ์ด้วยวัตถุสิ่งของทั้งปวง สมควรที่จะบังเกิดในกรุงเกตุมบดีนครนี้
ตระกูล พิจารณาถึงตระกูลอันสมควรว่า ประเพณีสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมบังเกิดในตระกูล ซึ่งโลกนับถือ คือ ตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตอนนั้นโลก นับถือตระกูลพราหมณ์ ว่าประเสริฐ สมควรที่จะลงไปบังเกิดในตระกูลพราหมณื ซึ่งเป็นปุโรหิตผู้ใหญ่ ของพระเจ้าสังขจักร
บิดามารดา พิจารณาดูว่า สุพรหมพราหมณ์ สมควรจะเป็นบิดา นางพราหมณี ชื่อ วดี สมควรจะเป็นมารดา
รวมเป็นห้าประการด้วยกัน ขอรับ พระคุณเจ้า"

"แล้วนางผู้เป็นคู่บุญบารมีของมหาบพิตร ชื่ออะไร และพระกุมารองค์ไหน จะได้เป็นพระโอรสของพระองค์?"
"ข้าแต่พระคุณเจ้า นางอนุลาเทวี เป็นคู่สร้างบารมีของข้าพเจ้า ซึ่งจะได้เป็นอัครมเหสี นามว่า นางจันทมุขีเจ้าสาลี ราชโอรสของพระเจ้าอภัยทุฏฐคามินี จะได้เป็นโอรส มีนามว่า พรหมวดีกุมาร ขอรับ"

"ตอนที่พระองค์จะเสด็จออกผนวช พระองค์เห็นบุพพนิมิตประการใดหรือไม่ และกระทำบำเพ็ญเพียรมากน้อยเท่าใด มหาบพิตร?"
"ข้าพเจ้า จะเห็น บุพพนิมิต สี่ประการ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ นักบวช ขอรับ พระคุณเจ้า และวันนั้น ปราสาทที่อยู่ของข้าพเจ้า จะลอยไปกลางอากาศ เมื่อข้าพเจ้าผนวชแล้ว จะบำเพ็ญเพียรประมาณเจ็ดวัน ตกเย็นวันที่เจ็ด จะไปนั่งที่ควงไม้กากะทิง แล้วได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

เมื่อพระศรีอาริย์บรมโพธิสัตว์ ได้ตรัสกับพระมาลัยมามากมาย ถึงตอนนี้แล้ว ก่อนจะจากลา จึงสั่งพระเถระว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้ากลับไปโลกมนุษย์แล้ว จงบอกแก่ชาวชมพูทวีปด้วยว่า อย่าได้สร้างเวรทั้งห้า คือ
อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
อย่าลักขโมยเข้าของเงินทองผู้อื่น
อย่าล่วงละเมิดลูกเมียผู้อื่น
อย่าเจรจาโกหกหลอกลวง
อย่าเสพสุราเมรัย
ให้สมาทานอุโบสถศีล และเว้นจากอนันตริยกรรม ทั้ง 5 ประการ มี ฆ่าพ่อแม่ เป็นต้น แล้วก็จะได้พบศาสนาของข้าพเจ้ดั่งประสงค์ ขอพระคุณเจ้าจงบอกเล่าให้พวกเขาทราบ ตามที่ข้าพเจ้าสั่งนี้ด้วยเถิดขอรับ"
ครั้นสั่งเสร็จ พระศรีอาริย์ ก็ถวายนมัสการลาพระเถระ ลุกขึ้น กระทำอภิวาท ประทักษิณพระจุฬามณีเจดีย์ แล้วเสด็จกลับ พร้อมด้วยบริวาร เหาะลอยขึ้นสู่นภาอากาศ ตรงไปยังดุสิตพิภพ อันเป็นที่อยู่ของพระองค์ โดยไม่รอช้า

ฝ่ายพระมาลัยมองตามพระศรีอาริย์ไปด้วยความชื่นชม ในบุญบารมีจนลับตา แล้วก็หันมาถวายพระพรลา พระอินทร์ แล้วถวายอภิวาทนมัสการพระจุฬามณีเจดีย์ 3 ครั้ง จึงกลับลงสู่โลกมนุษย์ดังเดิม
ครั้นวันรุ่งขึ้น พระเถระได้เข้าบิณฑบาตในบ้านกัมโพชคาม พร้อมทั้งบอกชาวบ้านทั้งมวลว่า พระศรีอาริย์สั่งมาว่าดังนี้ หากท่านปรารถนาจะพบศาสนาพระศรีอาริย์ จงตั้งใจทำบุญกุศล เพิ่มพูนบารมีให้มากๆ เข้าเถิด แล้วจะได้เกิดในศาสนาของพระองค์สมประสงค์

ฝ่ายมหาชนชาวบ้าน ครั้นได้ฟังคำบอกเล่าของพระเถระแล้ว ต่างก็มีกำลังใจมุ่งมั่นในการทำบุญกุศลมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ และครั้นสิ้นชีพแล้ว ก็ไปบังเกิดบนสวรรค์โดยทั่วกัน แล
สิ่งที่พวกเขาหวังกันมากที่สุด คือ การได้พบศาสนาพระศรีอาริย์นั้น คงจะอยู่ใกล้เขาเพียงแค่เอื้อมเท่านั้นเอง ยังไงๆ พวกเขาต้องได้พบแน่ ขณะนี้เพียงแต่เสวยสุขบนสวรรค์ รอการมาตรัสรู้ของพระองค์เท่านั้นเอง
----------------------------------------------------------------
“ พระเจ้าสังขจักรมีพระราชโอรส ๑ พันพระองค์ พระราชโอรสผู้ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่า อชิตราชกุมาร และมีตำแหน่งเป็น ปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดาอีกด้วยฝ่ายมหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระสังขจักรนั้น
มีนามว่า สุตพราหมณ์ ส่วนนางพราหมณีผู้เป็นภริยานั้น มีนามว่า นางพราหมณวดี ท่านทั้งสองนี้แหละเป็นผู้ให้กำเนิด พระศรีอาริยเมตไตรย ดังนี้ ”
-----------------------------------------------------------------

Attawat_Rx
07-08-2007, 05:48 PM
สาธุครับ

Nu_Bombam
07-08-2007, 11:27 PM
สาธุ~

LEOzenith
07-13-2007, 06:22 AM
สาธุ โมทนาครับ

Piyawoot_K
07-14-2007, 09:31 AM
กายเป็นสุข จิตเป็นสุข มีสมาธิ ปัญญาย่อมเกิดแล

นาคา
07-30-2007, 10:50 PM
ขออนุโมทนา ครับ

---ขอรบกวน ด้วยครับ ท่านใด มีภาพ พระศรีอาริยเมตไตรย์ ที่สวยๆ บ้างครับ... รบกวนโพสส์ ให้ ด้วยครับ...

---หรือ ไม่ทราบ ว่า ที่ไหน มีรูปหล่อ พระศรีอาริยเมตไตรย์ แบบ แก้ว ใส ไหมครับ ขนาด ประมาณ 5 - 9 นิ้ว

Nakamura
07-31-2007, 02:33 PM
http://www.pic2us.net/full/6be29048.jpg

KomAon11
07-31-2007, 08:04 PM
ขอโมทนาสาธุครับ

จริงๆแล้ว ท่านสวยสดงดงามกว่านี้มาก มีรายละเอียดบารมีของท่านละเอียดยิบและ กำลังกล้าแกร่งมาก...

แต่ว่าแสดงไว้ในรูปหล่อวัดท่าซุงยังไม่แสดงออกได้ชัดเจนเท่าใดนัก .. ก็ขอเล่าพอเป็นพิธี

taparon
08-01-2007, 01:50 AM
จำได้ว่าที่วัดไลย์ จังหวัดลพบุรี(ถ้าจำไม่ผิด)มีตำนานของท่านอยู่ครับ ท่านใดมีข้อมูลช่วยแนะนำด้วยครับ

c.sak
08-01-2007, 03:28 PM
:o อนุโมทนา สาธุ ~ :o

Nakamura
08-01-2007, 09:02 PM
http://www.watthummuangna.com/images/1515254.jpg

นาคา
08-02-2007, 09:24 PM
ขออนุโมทนา ครับ

จริงๆ ต้องการใด้ ภาพ พระศรีอาริยเมตไตรย์ ที่สวยงาม เฉพาะองค์ ท่าน ที่งดงามมาก น่ะครับ แต่ หายาก มากเลย (องค์ยืน มีพระขรรค์ และจักร์แก้ว ที่ชัดเจน)

ขอขอบคุณ มากครับ ที่กรุณา นำภาพมาลง ครับ ส่วนภาพ สมเด็จองค์จักร์พรรดิ์ ดูเด่น สง่า มากครับ

โอสถใจ
08-07-2007, 09:03 AM
สวัสดีครับ ท่านทั้งหลาย

นับว่าเราชาวเว็บถ้ำเมืองนะ เว็บพลังจิต มีบุญวาสนาต่อกันและกันจริงๆ
ข้อมูลข้างต้น มีหนังสือรวมเล่มหรือไม่ครับ ถ้าล้วนเป็นจริงดั่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เดี๋ยวรอให้กิจกรรม โอสถใจ ๓๙ จบแล้ว จะบอกบุญ ร่วมจัดสร้างหนัง ที่มีเนื้อหาทั้งหมดนี้แจกกัน ดีไหมครับ ผมอลงกตคิดว่า ต้องเป็นการดีแน่ๆๆ เลยครับ

ชมรมโอสถใจขออนุโมทนาสาธุการ กับท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้นำเสนอเรื่องนี้เข้ามาให้รับทราบกัน

โมทนาสาธุการ จากใจครับ

นายอลงกต สุ่นจันทร์

โอสถใจ
08-07-2007, 09:04 AM
สวัสดีครับ ท่านทั้งหลาย

นับว่าเราชาวเว็บถ้ำเมืองนะ เว็บพลังจิต มีบุญวาสนาต่อกันและกันจริงๆ
ข้อมูลข้างต้น มีหนังสือรวมเล่มหรือไม่ครับ ถ้าล้วนเป็นจริงดั่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เดี๋ยวรอให้กิจกรรม โอสถใจ ๓๙ จบแล้ว จะบอกบุญ ร่วมจัดสร้างหนังสือ ภาพสวยๆ ประกอบ ที่ตรงกับเนื้อหาครับ (แต่ยังไม่มีภาพเช่นองค์พระ ยันต์ เป็นต้น) ที่มีเนื้อหาทั้งหมดนี้แจกกัน เป็นธรรมทานดีไหมครับ ผมอลงกตคิดว่า ต้องเป็นการดีแน่ๆๆ เลยครับ

ชมรมโอสถใจขออนุโมทนาสาธุการ กับท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้นำเสนอเรื่องนี้เข้ามาให้รับทราบกันอย่างถ้วนทั่ว...สุดยอดจริงๆ

โมทนาสาธุการ จากใจครับ

นายอลงกต สุ่นจันทร์

thanoos
08-25-2007, 12:35 PM
ขออนุโมทนาครับ

จอร์จ
08-30-2007, 03:49 PM
โมทนาสาธุครับพี่นิก

ช้างน้อย
11-20-2007, 05:53 PM
โมทนาสาธุครับ

chirakon
11-20-2007, 08:52 PM
โมธนาสาธุด้ววยครับ