PDA

View Full Version : พระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ


kkk23m
07-19-2007, 06:18 PM
ความหมายของคำว่าพระบรมสารีริกธาตุ

"พระบรมสารีริกธาตุ" คือ พระธาตุส่วนย่อยที่บังเกิดแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ มิได้เป็นคำที่ใช้เรียก พระธาตุของพระอรหันตสาวก หรือพระธาตุเจดีย์ต่างๆ (บางทีเรียกว่า"พระบรมธาตุ" หรือ "พระสารีริกธาตุ" ก็ได้)
"พระธาตุ" คือ กระดูก หรือ ส่วนของร่างกายต่างๆ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โลหิต ฯลฯ ที่มีคุณลักษณะเป็นที่แตกต่างจากสามัญชนทั่วไป โดยมีลักษณะคล้าย ' ธาตุ ' ซึ่งหากมองโดย ไม่สังเกตให้ดีแล้ว ก็คล้าย กรวด หิน แก้ว เพชร ฯลฯ
คำว่า พระบรมธาตุ และ พระธาตุ ยังอาจหมายถึงสถูปเจดีย์ต่างๆได้อีกด้วย เช่น พระบรมธาตุไชยา พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุพนม ฯลฯ

ประเภทของพระบรมสารีริกธาตุ
เนื่องจากพระบรมสารีริกธาตุที่พบนั้น มีความแตกต่างจากอัฐิของบุคคลธรรมดาทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามยังพบลักษณะของ พระบรมสารีริกธาตุที่มีลักษณะเหมือนกระดูกคนเช่นกัน เท่าที่พบเห็นได้ตามพระธาตุเจดีย์ทั่วไป หรือตามพิพิธภัณฑสถานต่างๆทั้งในประเทศไทย ศรีลังกา อินเดีย และ ที่ต่างๆ ทั่วโลก สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

พระบรมสารีริกธาตุ ลักษณะ 'พระธาตุ'
พระบรมสารีริกธาตุลักษณะนี้ จะพบมากในประเทศไทย ศรีลังกา จีน พม่า ฯลฯ มีลักษณะตรงตามพระไตรปิฎก ในประเทศไทยมีประดิษฐานอยู่ที่เจดีย์พระธาตุ ตามวัดต่างๆทั่วไป

พระบรมสารีริกธาตุ ลักษณะ 'กระดูกคน'
พระบรมสารีริกธาตุลักษณะนี้ จะพบเฉพาะในประเทศอินเดีย ตามโบราณสถานต่างๆ ที่ขุดค้น สำหรับในประเทศไทย รัฐบาลอังกฤษได้มอบให้แก่ประเทศไทย 2 ครั้ง ครั้งแรกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานอยู่ ณ เจดีย์ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และครั้งที่ 2 รัฐบาลได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน

คุณลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุ
คุณลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน และได้รับการยอมรับจากพุทธศาสนิกชนและพระภิกษุสงฆ์โดยทั่วไป พบว่ามีลักษณะที่มองจากภายนอกคร่าวๆได้ดังนี้

- มีด้วยกันหลายสี ตั้งแต่ใสดั่งแก้วจนกระทั่งขุ่น สีขาวดุจสีสังข์ สีทอง สีดำ สีชมพู สีแดง ฯลฯ
- มีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ ลักษณะเมล็ดข้าวสาร พันธุ์ผักกาด เมล็ดถั่วแตก แก้วใส ฯลฯ
- หากมีขนาดเล็กมักสามารถลอยน้ำได้ เมื่อลอยด้วยกันจะสามารถดึงดูดเข้าหากันได้ และลอยติดกันเป็นแพ
- สามารถเสด็จมาเพิ่มจำนวนขึ้นหรือลดลงได้เอง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพระธาตุ
- เปลี่ยนขนาดและสีสันเองได้
- ส่วนมากมักมีน้ำหนักค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกับขนาดพระบรมสารีริกธาตุลักษณะต่างๆ
คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี ซึ่งเป็นอรรถกถาอธิบายความพระสูตรทีฆนิกาย ในพระสุตตันตปิฎกนั้น พระอรรถกถาจารย์ได้แบ่งลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
1.นวิปฺปกิณฺณา ธาตุ คือ พระบรมสารีริกธาตุที่ยังคงรูปร่างเดิมอยู่เป็นชิ้นเป็นอัน มิได้แตกย่อยลงไป มีทั้งหมด 7 องค์ ได้แก่ พระนลาฏ (กระดูกหน้าผาก) 1องค์ พระเขี้ยวแก้ว 4 องค์ และพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) 2 องค์
2.วิปฺปกิณฺณา ธาตุ คือ พระบรมสารีริกธาตุส่วนต่างๆขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มิได้คงรูปร่างอยู่เป็นชิ้น แต่แตกย่อยลงเป็นเป็นจำนวนมาก กระจายไปประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ
ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ท่านได้จำแนกลักษณะและขนาดของพระบรมสารีริกธาตุชนิด วิปฺปกิณฺณา ธาตุ ต่อไปอีกดังนี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะภายนอก แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. (สี)เหมือนดอกมะลิตูม (สีพิกุล)
[อรรถกถาบาลีว่า สุมนมกุลสทิสา]
ท่านว่าพระบรมสารีริกธาตุลักษณะนี้ ตวงได้ 6 ทะนาน
2. (สี)เหมือนแก้วมุกดาที่เจียระไนแล้ว (สีผลึก)
[อรรถกถาบาลีว่า โธตมุตฺตสทิสา]
ท่านว่าพระบรมสารีริกธาตุลักษณะนี้ ตวงได้ 5 ทะนาน
3. (สี)เหมือนจุณ หรือ ผงทองคำ (สีทองอุไร)
[อรรถกถาบาลีว่า สุวณฺณจุณฺณา]
ท่านว่าพระบรมสารีริกธาตุลักษณะนี้ ตวงได้ 5 ทะนาน
และเมื่อพิจารณาจากขนาด ท่านแบ่งได้เป็น 3 ขนาด ได้แก่
1.ขนาดเล็ก ประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาด
[อรรถกถาบาลีอธิบายว่า สพฺพขุทฺทกา ธาตุ สาสปวีชมตฺตา]
บางท่านก็เรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุลักษณะเมล็ดพันธุ์ผักกาด
*บางตำราระบุว่าพระบรมสารีริกธาตุขนาดนี้จะมีสีดั่งมะลิตูม
2.ขนาดเขื่อง คือมีขนาดใหญ่ขึ้นมา ประมาณเมล็ดข้าวสารหักกึ่ง
[อรรถกถาบาลีอธิบายว่า มหาธาตุ มชฺเฌ ภินฺนตณฺฑุลมตฺตา]
บางท่านก็เรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุลักษณะข้าวสาร
*บางตำราระบุว่าพระบรมสารีริกธาตุขนาดนี้จะมีสีดั่งแก้วมุกดา
3.ขนาดใหญ่ คือมีขนาดใหญ่ที่สุด ประมาณเมล็ดถั่วเขียวผ่ากลาง
[อรรถกถาบาลีอธิบายว่า อติมหตี มชฺเฌ ภินฺนมุคฺคามตฺตา]
บางท่านก็เรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุลักษณะเมล็ดถั่ว
*บางตำราระบุว่าพระบรมสารีริกธาตุขนาดนี้จะมีสีดั่งทองอุไร
*หมายเหตุ บางตำราที่ระบุขนาด ได้แก่ คำนมัสการพระบรมสารีริกธาตุของโบราณ; ตำนานพระเจ้าเลียบโลก

พระธาตุลอยน้ำ
ตามโบราณาจารย์ต่างๆท่านกล่าวว่า พระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุที่มีขนาดไม่ใหญ่นักนั้น สามารถที่จะลอยน้ำได้ ส่วนการลอยน้ำของพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุนั้น จะลอยน้ำโดยที่น้ำจะเป็นแอ่งบุ๋มลงไปรองรับพระบรมสารีริกธาตุไว้ นอกจากนี้อาจปรากฏรัศมีของน้ำรอบๆพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วย ทั้งนี้หากทำการลอยพร้อมๆกันหลายๆองค์ พระบรมสารีริกธาตุจะค่อยๆลอยเข้าหากันและติดกันในที่สุด ไม่ว่าจะลอยห่างกันสักเพียงใด
นี่เองจึงเป็นเหตุให้มีผู้กล่าวว่า หากมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใดแล้ว หากมีการถวายความเคารพเป็นอย่างดีและเหมาะสมแล้ว ท่านก็สามารถที่จะดึงดูดองค์อื่นๆให้เสด็จมาประทับรวมกันได้
อย่างไรก็ตาม ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ได้ห้ามมิให้ทำการทดสอบพระบรมสารีริกธาตุด้วยการลอยน้ำ โดยถือว่าเป็นการดูหมิ่นคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเหตุการณ์นี้ คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ได้เล่าไว้ในงานเขียนของท่านที่เกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ และภายหลังท่านจึงได้ทำการขอขมาต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้
หมายเหตุ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2546 มีรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ได้มาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ เธอได้ติดต่อมายังผมและถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอ ขณะที่ได้นำพระบรมสารีริกธาตุไปสรงน้ำ คือเมื่ออัญเชิญท่านลงในน้ำ ท่านก็จมลงไปยังก้นภาชนะที่ใช้สำหรับสรงท่านทันที เพื่อนๆของเธอที่ดูอยู่จึงถามว่าไหนว่าพระธาตุท่านลอยน้ำมิใช่หรือ ไหนเล่า? เธอจึงอธิษฐานขอให้ท่านลอย ทันใดนั้นท่านก็ลอยขึ้นมาจากก้นภาชนะนั้น จะเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ เห็นว่าแปลกดีและเกิดกับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ด้วย ทั้งที่มิเคยได้เห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน จึงได้นำมาให้อ่านกัน
ตำนานการเกิดพระบรมสารีริกธาตุ
เหตุที่เกิดพระบรมสารีริกธาตุจำนวนมากขึ้นนั้น พระโบราณาจารย์อธิบายว่า เกิดจากพุทธประสงค์ ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน ดังต่อไปนี้
โดยปกติที่พระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระชนมายุยืนยาว สามารถประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคง จะมีพระบรมสารีริกธาตุที่มีลักษณะรวมกันเป็นแท่งเดียว ดุจทองแท่งธรรมชาติ ซึ่งมหาชนในสมัยนั้นไม่สามารถแบ่งปัน นำไปประดิษฐานตามที่ต่างๆได้ จึงจำต้องสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ในที่แห่งเดียว ซึ่งพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน (พระสมณโคดม) ทรงเล็งเห็นว่า พระองค์มีเวลาปฏิบัติพุทธกิจเพียง 45 ปี นับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ศาสนาของพระองค์ยังไม่แพร่หลาย และหมู่สัตว์ทั้งหลายเกิดมาไม่ทันสมัยพระองค์มีมากนัก หากได้อัฐิธาตุของพระองค์ไปอุปัฎฐากบูชา จะได้บุญกุศลเป็นอันมาก จึงทรงอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ แตกย่อยลงเป็น 3 สัณฐาน เว้นแต่ธาตุทั้ง 7 ประการ คือ พระนลาฏ (กระดูกหน้าผาก)1 พระเขี้ยวแก้ว4 และพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า)2 นอกจากนั้นให้กระจายไปทั่วทิศานุทิศ เพื่อยังประโยชน์แก่หมู่สัตว์ทั่วไป
ซึ่งความทั้งหมดพ้องกันจากตำราหลายๆ ตำรา ที่พระอาจารย์สมัยต่างๆได้รจนาไว้ ดังเช่น "คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี" "ปฐมสมโพธิกถา" ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส "ตำนานมูลศาสนา" "ชินกาลมาลีปกรณ์" และ "พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก" เป็นต้น

สถานที่ประดิษฐาน
พระบรมสารีริกธาตุ แบบที่กระจัดกระจายนั้น หลังจากได้ทำการแบ่งออกเป็น 8 ส่วน แยกย้ายไปประดิษฐานตามเมืองต่างๆ หลังจากถวายพระเพลิงแล้ว ตามตำนานกล่าวว่า พระมหากัสสปะเถระ และ พระเจ้าอชาตศัตรู ได้ร่วมกันกระทำ 'ธาตุนิธาน' คือการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่แบ่งออกไปนั้นกลับมาประดิษฐานรวมกันไว้ในที่แห่งเดียว เพื่อป้องกันการสูญหาย จากการศึกและสงคราม และในตอนท้ายของตำนานกล่าวว่า บุคคลผู้มาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกไปและกระทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ยิ่งใหญ่ ก็คือ พระเจ้าอโศกมหาราช นั่นเอง
จากเนื้อความในพระปฐมสมโพธิกถา ได้มีการแจกแจงถึงสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แบบที่ไม่กระจัดกระจาย ทั้ง 7 ประการ สรุปได้ดังนี้
1. พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ประดิษฐานอยู่ที่ พระจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
(บางตำรากล่าวว่า ได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ประเทศศรีลังกา ในรัชสมัยของพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัย)
2. พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐานอยู่ที่ เมืองคันธารราฏฐ
(แคว้นคันธาระ เป็นอาณาจักรในสมัยโบราณ กินอาณาเขตทางตอนเหนือของประเทศปากีสถาน และตะวันออกของประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน)
3. พระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างขวา ประดิษฐานอยู่ที่ ณ ประเทศศรีลังกา
(เชื่อกันว่า เป็นพระเขี้ยวแก้วองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีดาลาดามาลิกาวา เมืองเคนดี ในปัจจุบัน)
4. พระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างซ้าย ประดิษฐานอยู่ที่ นาคพิภพ
5. พระรากขวัญขวา ประดิษฐานอยู่ที่ พระเกศจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
(บางตำรากล่าวว่า ภายหลังได้อัญเชิญมาประดิษฐานยังพระเจดีย์ถูปาราม ประเทศศรีลังกา)
6. พระรากขวัญซ้าย ประดิษฐานอยู่ที่ ทุสสเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
(ทุสสเจดีย์ ประดิษฐานอยู่ ณ อกนิฏฐพรหมโลก ซึ่งเป็นภพภูมิหนึ่งในปัญจสุทธาวาส และเป็นชั้นสูงสุดของรูปพรหม)
7. พระอุณหิศ(กรอบหน้า) ประดิษฐาน ณ ทุสสเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
(บางตำรากล่าวว่า พระมหากัสสปะเถระเป็นผู้เก็บรักษาไว้ และมอบแก่สัทธิวิหาริกสืบต่อกันมา ภายหลังพระมหาเทวเถระ จึงได้เป็นผู้อัญเชิญไปประดิษฐานยังประเทศศรีลังกา)

kkk23m
07-19-2007, 06:47 PM
พุทธเจดีย์
เจดีย์ที่สร้างขึ้นมาในพระพุทธศาสนา มีไว้เพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัยทั้งสิ้น สามารถแบ่งได้ เป็น 4 ประเภท นั่นคือ
1. พระธาตุเจดีย์
คือ เจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระธาตุ เช่น พระธาตุพนม พระธาตุดอยสุเทพ บรมบรรพต(ภูเขาทอง) ฯลฯ
2. พระธรรมเจดีย์
มีผู้สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจากการที่ทรงมีพุทธดำรัสก่อนพุทธปรินิพพานว่า พระธรรมวินัยจักเป็นศาสดาแทนพระองค์ จึงเกิดมีการคิดจารึกพระธรรมลงบนวัตถุแล้วนำมาบูชาแทนพระธรรม เช่น พระไตรปิฎก หนังสือธรรมะ ฯลฯ
3. บริโภคเจดีย์
คือ สถานที่หรือสิ่งของทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า เช่น สังเวชนียสถานทั้งสี่ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธบริขาร รอยพระพุทธบาท ฯลฯ
4. อุเทสิกเจดีย์
คือสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย โดยไม่มีการกำหนดรูปแบบอย่างชัดเจน เช่น พระพุทธรูป พระผง พระเครื่อง พระพุทธบาท(จำลอง) ฯลฯ ทั้งนี้ รวมถึงพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุจำลองด้วย

บุคคลที่สมควรสร้างสถูปไว้บูชา (ถูปารหบุคคล)
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา นั้นเป็นมงคลข้อหนึ่งในมงคลสูตร 38 ประการ การบูชา คือ การยกย่อง เลื่อมใส ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เสแสร้งแกล้งทำ นั่นหมายถึง กิริยาอาการสุภาพที่แสดงต่อผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งการบูชาในทางปฏิบัตินั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ การบูชาด้วยสิ่งของ เรียกว่า อามิสบูชา และ การบูชาด้วยการตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนหรือแบบอย่างที่ดีของท่าน เรียกว่า ปฏิบัติบูชา ซึ่งอย่างหลังนี้เองเป็นการบูชาสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง
บุคคลที่ควรบูชา คือ บุคคลที่มีคุณงามความดี ควรค่าแก่การระลึกถึง และยึดถือเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตาม มีอยู่ด้วยกันจำนวนมาก เช่น พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ พ่อ แม่ ฯลฯ อย่างไรก็ดีพระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่สมควรแก่การสร้างสถูปไว้บูชาไว้เพียง 4 จำพวก ได้แก่
1.พระพุทธเจ้า
เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี่เป็นสถูปของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
2.พระปัจเจกพุทธเจ้า
เหตุที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี่เป็นสถูปของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
3.พระอรหันต์ (ในพระสูตรกล่าวเป็น "พระตถาคตสาวก" ซึ่งปกติ หมายถึง "พระอรหันต์")
เหตุที่พระสาวกของพระพุทธเจ้าทรงเป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี่เป็นสถูปของพระสาวกของผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
4.พระเจ้าจักรพรรดิ์
เหตุที่พระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงเป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี่เป็นสถูปของพระธรรมราชาผู้ทรงธรรมนั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

พระธาตุเจดีย์ประจำปีนักษัตร
ความเชื่อเรื่องพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดนี้ ไม่ใช่ข้อวัตรปฏิบัติหรือปรากฏในหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา แต่เป็นคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ความเชื่อนี้จะมีมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ พบว่ามีบันทึกอยู่ในตำราพื้นเมืองโบราณ สรุปใจความได้ว่า ก่อนที่วิญญาณจะมาปฏิสนธิในครรภ์ของผู้เป็นมารดานั้น วิญญาณจะลงมา ชุธาตุ ซึ่งหมายถึงการที่ดวงวิญญาณจะลงมาพักอยู่ที่เจดีย์แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมี ตั๋วเปิ้ง (สัตว์ประจำนักษัตร) พามาพักไว้ และเมี่อได้เวลา ดวงวิญญาณก็จะเคลื่อนจากพระเจดีย์ ไปสถิตอยู่บนกระหม่อมของผู้เป็นบิดาเป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์ของมารดา และเมื่อเสียชีวิตลงแล้ว ดวงวิญญาณก็จะกลับไปพักอยู่ที่เจดีย์นั้นๆตามเดิม
ดังนั้น บุคคลซึ่งเกิดในปีนักษัตรใดก็ตาม สมควรที่จะหาโอกาสไปกราบไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตน ให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต มีอานิสงส์สูงและจะทำให้มีอายุยืนนาน รวมถึงเชื่อว่าหากสิ้นชีพไป ดวงวิญญาณจะได้กลับไปยังพระธาตุองค์นั้น ไม่ต้องเร่ร่อนไปในทุคคติภพอื่นๆ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เองที่แพร่หลายไปสู่หลายๆพื้นที่ของประเทศ ก่อให้เกิดคติความเชื่อเช่นเดียวกันนี้ แต่จะแตกต่างกันบ้าง ในส่วนของเจดีย์ประจำปีนักษัตรต่างๆ อีกทั้งยังพบว่ามีคติความเชื่อเรื่องพระธาตุประจำวันเกิด ซึ่งเป็นเจดีย์ที่อยู่ในเขตจังหวัดนครพนมเพียงจังหวัดเดียวอีกด้วย
เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อเรื่องนี้แล้ว ถือได้ว่าเป็นความชาญฉลาดของบรรพชนชาวล้านนา ที่สอนให้ลูกหลานมีความเคารพในพระรัตนตรัย และเหตุที่ให้นับถือพระเจดีย์องค์ใดองค์หนึ่งเป็นพิเศษ อาจเป็นไปได้ว่า การเดินทางไปสักการะพระเจดีย์แต่ละองค์ในสมัยโบราณนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากการเดินทางที่ยากลำบาก จำเป็นต้องใช้ความวิริยะและอุตสาหะอย่างสูง ดังนั้นการได้ไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์แม้เพียงองค์ใดองค์หนึ่ง ย่อมก่อให้เกิดความชื่นอกชื่นใจแก่สาธุชนผู้มีความมุ่งมั่นในการเดินทางไปกราบไหว้ ภาพพระธาตุเจดีย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า จะก่อให้เกิดความปีติสุขและความอิ่มอกอิ่มใจเอ่อท้น ประทับติดตรึงตราอยู่ภายในใจ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายถึงกาละแตกดับไปตามธรรมชาติ จิตก่อนตายจะไขว่คว้าหาบุญกุศลที่เคยทำมา เมื่อนั้น ภาพการไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์ และความรู้สึกสุขใจในบุญกุศลจะปรากฏสว่างไสวในจิต ซึ่งจะเป็นเหตุปัจจัยให้ไปสู่สุคติภพได้โดยไม่ยากนัก
พระธาตุเจดีย์ประจำปีนักษัตร (ล้านนา) ตำราดูกำเนิดปี
1.คนเกิดปีใจ้ [ปีชวด นักษัตรหนู ธาตุน้ำ]
พระธาตุศรีจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
ประดิษฐาน :: พระทักษิณโมลีธาตุ(กระดูกกระหม่อมเบื้องขวา)
คำบูชาพระธาตุ
นะโมพุทธายะ นะมามิ ติโลกะโมลี โลหะกูเฏ ปะติฏฐิตัง ปูชิตัง สัพพะโลเกหิ กิตฺติมันตัง มะโนหะลัง อะหังวันทามิ สัพพะทาฯ อังคะวะหะเย ปุเรระมะเน โกวิลา ลัคฺคะปัพพะตา สะหิเหมะคูหา คัพฺเภ ทักขิณะโมลี ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะทาฯ

2.คนเกิดปีเป้า [ปีฉลู นักษัตรวัว ธาตุดิน]
พระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง
ประดิษฐาน :: พระเกศาธาตุ พระธาตุส่วนพระนลาฏ(หน้าผาก) และพระศอ(ลำคอ)
คำบูชาพระธาตุ
ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวาจีรัง ปะติฏฐาสัมภะ กัปปะปุเร เทเวนะคุตตา อุตตะราภิทัย ยานะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง

3.คนเกิดปียี [ปีขาล นักษัตรเสือ ธาตุไม้]
พระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ ประดิษฐาน :: พระเกศาธาตุ และ พระบรมธาตุข้อศอกข้างซ้าย
คำบูชาพระธาตุ
โกเสยัง ธะชัคคะ ปัพพะเต พุทธะธาตุ ปะติฏฐิตัง ปะสันเนนะ อะหังวันทามิ สัพพะทา อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส

4.คนเกิดปีเหม้า [ปีเถาะ นักษัตรกระต่าย ธาตุน้ำ]
พระธาตุแช่แห้ง อ.ภูเพียง จ.น่าน
ประดิษฐาน :: พระเกศาธาตุ และ พระบรมธาตุข้อพระหัตถ์ข้างซ้าย
คำบูชาพระธาตุ
ปายาตุภูตา อะตุรานุภาวะจีรัง ปะติฏฐิตา นันทะกัปปัฏฐานะปุระ เทเวนะคุตตา วะระพุทธาตุจิรัง อะหังวันทามิ ตังชินะธาตุง เสตะฐานะ อะหังวันทามิ ทูระโตฯ

5.คนเกิดปีสี [ปีมะโรง นักษัตรพญานาค ธาตุดิน]
พระเจดีย์วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ประดิษฐาน :: พระบรมสารีริกธาตุ
คำบูชาพระธาตุ
อิติปะวะระสิหิงโต อุตตมะยะโสปิ เตโช ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะ สาสะธัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนยะ พุทโธติ
หมายเหตุ :: บางตำรากล่าวว่าองค์พระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) คือพระเจดีย์ประจำปีมะโรง แต่อย่างไรก็ดี ทั้งองค์พระสิงห์และพระเจดีย์วัดพระสิงห์ ต่างก็ประดิษฐานอยู่ที่วัดเดียวกัน

6.คนเกิดปีใส้ [ปีมะเส็ง นักษัตรงูเล็ก ธาตุน้ำ]
โพธิบัลลังก์ วิหารมหาโพธิเจดีย์ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
ประดิษฐาน :: พระแท่นวัชรอาสน์
คำบูชาพระธาตุ
ปฐมัง โพธิปัลลังกัง ทุติยัง อนิมมิสสะกัง ตะติยัง จังกะมะเสฏฐัง จตุตถัง ระตะนะฆะรังปัณจะมัง อะชะปาละนิโครธังฉัฏฐัง ราชายะตะนัง สัตตะมัง มุจจะลินทัง อะหัง วันทามิ ทูระโต
หมายเหตุ :: เนื่องจากสถานที่ประดิษฐานโพธิบัลลังก์อยู่ไกล นอกเขตพระราชอาณาจักร จึงอนุโลมเป็นพระเจดีย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงวิหารมหาโพธิเจดีย์ ได้แก่ พระเจดีย์วัดโพธารามมหาวิหาร จ.เชียงใหม่ หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปลูกตามวัดทั่วไปก็ได้

7. คนเกิดปีสะง้า [ปีมะเมีย นักษัตรม้า ธาตุไฟ]
พระธาตุเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ประดิษฐาน :: พระเกศาธาตุ
คำบูชาพระธาตุ
พุทโธพุทธะ หัตถะฏะฐิ พุทธะเจติยะ คันธะวะรัง สะวาตะถิยัง อะหังวันทามิ สัพพะทา
หมายเหตุ :: เนื่องจากพระเกศธาตุเมืองตะโก้ง (พระธาตุเจดีย์ชเวดากอง) อยู่ไกล นอกเขตพระราชอาณาจักร จึงอนุโลมเป็นพระเจดีย์ที่มีลักษณะใกล้เคียง ได้แก่ พระธาตุชเวดากอง วัดพระบรมธาตุ จ.ตาก แทนได้

8.คนเกิดปีเม็ด [ปีมะแม นักษัตรแพะ ธาตุดิน]
พระธาตุดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ประดิษฐาน :: พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสุโขทัย ซึ่งองค์พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมา ได้กระทำปาฏิหาริย์ แบ่งเพิ่มจาก 1 องค์ เป็น 2 องค์ ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้ากือนา พระบรมสารีริกธาตุองค์ที่แสดงปาฏิหาริย์แบ่งมาเพิ่มนั้น ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์วัดสวนดอก ส่วนองค์เดิมได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่นี่
คำบูชาพระธาตุ
สุวัณณะเจติยัง เก สะวะระมัตถะลุงคัง วิรัญญะธาตุง สุเทวะนามะกัง นะระเทเวหิ สัพพะปูชิตัง อะหังวันทามิ สัพพะทา

9.คนเกิดปีสัน [ปีวอก นักษัตรลิง ธาตุดิน]
พระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
ประดิษฐาน :: พระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก)
คำบูชาพระธาตุ
ปันนะศิริสะมิง ปัพพะเต อุตะมังธาตุ เหทะยัง วะละจิตตัง เสฐะวะรัง อะหังวันทามิ สัพพะทา
หมายเหตุ :: พระธาตุพนมเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดเพียงองค์เดียว ที่ประดิษฐานอยู่ในภาคอิสานของประเทศไทย และถือเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำคนเกิดวันอาทิตย์อีกด้วย

10.คนเกิดปีเร้า [ปีระกา นักษัตรไก่ ธาตุเหล็ก]
พระธาตุหริภุญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน
ประดิษฐาน :: พระบรมธาตุส่วนกระหม่อม หน้าอก นิ้วพระหัตถ์ พระเกศาธาตุ และพระธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง
คำบูชาพระธาตุ
สุวัณณะเจติยัง หะริภุญชะยัฐฐังวะระ โมลีธาตุรัง อุฬเสฏฐัง สะหะอังคุละผัฏฐัง กัจจายะโน นามิตปัตตะ ปุรังสิเนนะ เมยหัง ปะนะนามิธาตุง สิระสา นะมามิ อะหังวันทามิ ทูระโตฯ

11.คนเกิดปีเส็ด [ปีจอ นักษัตรหมา ธาตุดิน]
พระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ประดิษฐาน :: พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวาบน พระจุฬาโมลี(มวยผม)
คำบูชาพระธาตุ
ตาวะติงสาปุเร รัมเม เกสา จุฬามณี สรีระปัพพะตา ปูชิตา สัพพะเทวานังตัง สิระสา ธาตุ มุตตะมังอะหัง วันทามิ สัพพะทา
หมายเหตุ :: ตำรากล่าวว่าพระเจดีย์ประจำปีจอคือ พระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์ ที่ประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ ทำให้มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถไปบูชาด้วยตนเองได้ จึงอนุโลมเป็นพระเจดีย์ที่มีชื่อพ้องกัน คือ พระเจดีย์วัดเกตการาม หรือพระธาตุอินทร์แขวน ประเทศพม่าแทนได้

12.คนเกิดปีใค้ [ปีกุน นักษัตรช้าง ธาตุน้ำ]
พระธาตุดอยดุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
ประดิษฐาน :: พระบรมธาตุส่วนพระศอ และพระรากขวัญ(กระดูกไหปลาร้า) เบื้องซ้าย
คำบูชาพระธาตุ
อิมัสสะมิง ภัทกะกัปเป จะตุพุทธา พุชูฌะติตะวา กะกุสะนูระ โกนาคะมะนะ กัสสะปะ โคตะมะราชะคะเห จะระติปิณะฑายะ มิถิลายะนะคะเรสิ จะรัตติ ปิณะฑายะ อะตะตีตา พุทธาเน อิมัสะมิง ปัพพะตาคิริ ปะทะกังนะสิทิตะวา เมตเตยยะ อะนาคะเต จะระติปิณะฑายะ ราชะคะเห อิมัสะมิง ฐาเนนะสิทิสิริ สุภปะวะรังมะคะโล ตะโมลากะถามุนิราชะ สาตะระนะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง อะหังวันทามิ สัพพะทานะตัง วะชิระธาตุโย อะระหังวันทามิ สัพพทา
หมายเหตุ :: บางตำรากล่าวต่างไปว่า พระธาตุดอยตุง เป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีกุนข้างขึ้น สำหรับคนเกิดข้างแรม พระธาตุประจำปีเกิดคือ พระธาตุดอยกองมู จ.แม่ฮ่องสอน

พระธาตุเจดีย์ประจำวัน

วันอาทิตย์ : พระธาตุพนม
วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันอาทิตย์ ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ซึ่งทั้งชาวไทยและลาวให้ความเคารพนับถืออย่างมาก เชื่อกันว่าผู้ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ให้มีบุญบารมีและผู้คนให้ความเคารพนับถือ
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีแดง ธูป 6 ดอก เทียน 2 เล่ม

วันจันทร์ : พระธาตุเรณู
วัดธาตุเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม
ลักษณะองค์พระธาตุจำลองมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม ภายในบรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน และของมีค่าต่าง ๆ เชื่อกันว่าใครได้กราบไหว้บูชาจะมีวรรณะงดงามผุดผ่องและรูปงาม
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีเหลือง ธูป 15 ดอก เทียน 2 เล่ม

วันอังคาร : พระธาตุศรีคุณ
วัดธาตุศรีคุณ อ.นาแก จ.นครพนม
เป็นพระธาตุคู่เมืองของอำเภอนาแก ภายในบรรจุพระอรหันตธาตุของ พระโมคลานะ พระสารีบุตร และ พระสังกัจจายนะ ลักษณะพระเจดีย์คล้ายองค์พระธาตุพนม เชื่อกันว่าผู้ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ให้มีศักดิ์ศรีทวีคูณและมีจิตใจเข้มแข็ง
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีชมพู ธูป 8 ดอก เทียน 2 เล่ม

วันพุธ : พระธาตุมหาชัย
วัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม
เป็นพระเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ดำริสร้างโดยหลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์ 7 องค์ เชื่อกันว่าการกราบไหว้จะช่วยเสริมบารมี ความน่าเชื่อถือ และประสบชัยชนะในชีวิต
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกบัว ธูป 17 ดอก เทียนขาว 2 เล่ม

วันพฤหัสบดี : พระธาตุประสิทธิ์
วัดธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า จ.นครพนม
เป็นพระธาตุเจดีย์เก่าแก่ ได้รับการบูรณะในภายหลัง โดยเลียนแบบองค์พระธาตุพนม ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ดินจากสังเวชนียสถาน 4 ตำบล และ พระพุทธรูปโบราณ เชื่อกันว่าผู้ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ให้สัมฤทธิ์ผลในการทำงาน
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีส้ม ธูป 19 ดอก เทียน 2 เล่ม

วันศุกร์ : พระธาตุท่าอุเทน
วัดท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม
องค์พระเจดีย์จำลองแบบมาจากพระธาตุพนม ภายในบรรจุพระพุทธสารีริกธาตุ ซึ่งได้อัญเชิญจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า รวมทั้งพระพุทธรูปและของมีค่าต่างๆ เชื่อกันว่าผู้ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีน้ำเงินหรือฟ้า ธูป 21 ดอก เทียน 2 เล่ม

วันเสาร์ : พระธาตุนคร
วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.นครพนม
ลักษณะเจดีย์คล้ายองค์พระธาตุพนม ภายในบรรจุพระอรหันตธาตุ พร้อมกับองค์พระพุทธรูปทองคำและของมีค่าต่างๆ ที่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาได้ถวาย เชื่อกันว่าผู้ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้มีบุญวาสนา เป็นเจ้าคนนายคน
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ธูป 10 ดอก เทียน 2 เล่ม

พระธาตุพุทธสาวก
นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา มีพระสงฆ์จำนวนมากมาย ที่ปฏิบัติตามแนวทางที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางเอาไว้ และมีความเพียรพยายามอย่างยิ่ง จนกระทั่งสามารถยกจิตก้าวบรรลุสู่ภูมิธรรมขั้นต่างๆ นับแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป และสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าท่านเหล่านั้นสามารถบรรลุภูมิธรรมขั้นสูงได้ก็คือ พระธาตุ
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีพระอริยสงฆ์มากมายที่สามารถปฏิบัติธรรมจนกระทั่งอัฐิกลายเป็น " พระธาตุ " และมีลักษณะแตกต่างกันมากมาย ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. พระสาวกสมัยพุทธกาล พระสาวกสมัยพุทธกาลนั้น โบราณได้มีการแจกแจงลักษณะพระธาตุของพระอรหันต์ไว้ถึง 48 องค์
2. พระสาวกสมัยกึ่งพุทธกาล พระสาวกสมัยกึ่งพุทธกาลนั้น คือช่วงตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2500 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งมีมากมายอยู่หลายองค์ และแต่ละองค์ก็มีพระธาตุลักษณะต่างๆมากมาย ทำให้ได้สามารถศึกษาลักษณะและวิธีการแปรเป็นพระธาตุจากส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งนำไปเปรียบเทียบกับลักษณะการเกิดของพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระสาวกสมัยโบราณได้ ดังเช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นต้น

1. พระสาวกธาตุสมัยพุทธกาล
ตามตำราพระธาตุของโบราณ ได้กล่าวถึงลักษณะพระธาตุของพระอรหันต์ผู้ซึ่งทรงขันธ์อยู่ในสมัยพุทธกาล และหลังพุทธปรินิพพานไม่นาน มีระบุลักษณะของพระธาตุพระอรหันต์เหล่านี้ไว้ 47 องค์ และ ในอรรถกถาของพระไตรปิฎก ระบุลักษณะพระธาตุของพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลไว้อีก 2 องค์ ซึ่งซ้ำกับในตำราพระธาตุของโบราณ 1 องค์ รวมปรากฏลักษณะพระธาตุของพระอรหันต์ทั้งสิ้น 48 องค์ ได้แก่
1.พระสารีบุตร
2.พระโมคคัลลานะ
3.พระสีวลี
4.พระองคุลิมาละ
5.พระอัญญาโกณฑัญญะ
6.พระอนุรุทธะ
7.พระกัจจายะนะ
8.พระพิมพาเถรี
9.พระสันตติมหาอำมาตย์
10.พระภัททิยะ
11.พระอานนท์
12.พระอุปปะคุต
13.พระอุทายี
14.พระอุตตะรายีเถรี
15.พระกาฬุทายีเถระ
16.พระปุณณะเถระ
17.พระอุปะนันทะ
18.พระสัมปะฑัญญะ
19.พระจุลลินะเถระ
20.พระจุลนาคะ
21.พระมหากปินะ
22.พระยังคิกะเถระ
23.พระสุมณะเถระ
24.พระกังขาเรวัตตะ
25.พระโมฬียะวาทะ
26.พระอุตระ
27.พระคิริมานันทะ
28.พระสปากะ
29.พระวิมะละ
30.พระเวณุหาสะ
31.พระอุคคาเรวะ
32.พระอุบลวรรณาเถรี
33.พระโลหะนามะเถระ
34.พระคันธะทายี
35.พระโคธิกะ
36.พระปิณฑะปาติยะ
37.พระกุมาระกัสสะปะ
38.พระภัทธะคู
39.พระโคทะฑัตตะ
40.พระอนาคาระกัสสะปะ
41.พระคะวัมปะติ
42.พระมาลียะเทวะ
43.พระกิมิละเถระ
44.พระวังคิสะเถระ
45.พระโชติยะเถระ
46.พระเวยยากัปปะ
47.พระกุณฑะละติสสะ
48.พระพักกุละ

2. พระสาวกธาตุสมัยกึ่งพุทธกาล
พระสาวกเหล่านี้ ได้ปฏิบัติธรรม และก้าวขึ้นสู่ชั้นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา เมื่อมรณภาพลง ภายหลังจากการฌาปณกิจแล้วก็บังเกิดสิ่งอันน่าอัศจรรย์ใจต่างๆเกิดขึ้น เมื่อกระดูกที่โดนเผาไฟแล้วก็ดี เส้นผม ฟัน หรือกระทั่งชานหมาก ที่มิได้โดนเผาไฟด้วย ไม่ว่าเก็บไว้ตามสถานที่ใดก็แล้วแต่ ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นผลึกใหญ่น้อย สีสันต่างๆ คล้ายกรวดคล้ายแก้ว เพิ่มลดจำนวนได้เอง หรือ จะเรียกให้ถูกว่า กระดูกของท่านเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็น 'พระธาตุ'
บูชาพระธาตุ
พระบรมสารีริกธาตุ ถือว่าเป็นปูชนียวัตถุที่ทรงด้วยคุณค่า ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ และศาสนา ทั้งยังเป็นสิ่งที่สูงค่า ควรแก่การเคารพบูชาอย่างสูงสุด หากท่านผู้ใดมี หรือเก็บรักษาไว้ ขอให้ท่านจงเก็บรักษาและบูชาด้วยความเคารพ เนื่องจากพระบรมสารีริกธาตุนั้นหาได้ยาก และยังเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดในไตรภพที่มนุษย์และเทวดาพึงสักการะ

วิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
การจะบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้นก่อนอื่นต้องชำระล้างร่างกาย ทำจิตใจ ให้สะอาดผ่องใส จัดหาดอกมะลิใส่ภาชนะบูชา ตั้งสักการะ ณ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แล้วจุดธูปและเทียน ตั้งใจให้เป็นสมาธิ กราบ 3 ครั้ง แล้วจึงตั้งนะโม 3 จบ กล่าวคำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
คำกล่าวบูชาพระบรมสารีริกธาตุ มีอยู่มากมายทั้งภาษาบาลี และภาษาไทย แต่ที่พบเห็นกันอยู่โดยทั่วไป และกระทำได้โดยง่ายนั้นคือ
คำกล่าวพรรณนาพระบรมสารีริกธาตุ
" อะหัง วันทามิ ทูระโต
อะหัง วันทามิ ธาตุโย
อะหัง วันทามิ สัพพะโส "
*คำกล่าวอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ก็สามารถนำมาใช้กล่าวบูชาได้เช่นกัน*
การบูชาพระธาตุนั้น นอกเหนือจากการบูชาด้วย "อามิสบูชา" เช่น การบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และ เครื่องหอมต่างๆแล้ว การบูชาด้วยการ "ปฏิบัติบูชา" ซึ่งเป็นวิธีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่นิยมปฏิบัติควบคู่ไปด้วย ในการบูชาซึ่งพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุทั้งหลาย โดยทั่วไปนิยมปฏิบัติตามแนวอริยมรรค 8 ประการ สรุปโดยย่อได้แก่
1. การบูชาด้วยศีล ซึ่งศีลเป็นพื้นฐานและเป็นที่ตั้งมั่นแห่งการทำความดี เป็นเกราะป้องกันความชั่วทั้งปวง ไม่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ทำให้เกิดความพร้อมต่อการปฏิบัติสมาธิ (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
2. การบูชาด้วยสมาธิ ซึ่งการสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ดูลมหายใจเข้า-ออก เป็นการฝึกความเข้มแข็งของจิต ให้มีกำลังในการพิจารณาหลักธรรมต่างๆได้ตามความเป็นจริง (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
3. การบูชาด้วยปัญญา คือการใช้ปัญญาพิจารณาหลักความเป็นจริง ตามหลักไตรลักษณ์ (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)
นอกจากนี้ การบูชาพระธาตุยังได้ประโยชน์ ในด้านเป็นอนุสติ 10 อีกด้วย ดังนี้คือ

พุทธานุสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า (พระบรมสารีริกธาตุ)
ธัมมานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระธรรม (ธรรมที่ทำให้อัฐิกลายเป็นพระธาตุ)
สังฆานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ (พระสงฆ์สาวกธาตุ)
สีลานุสสติ คือ การระลึกถึงศีลของตน (ผลของศีลที่ทำให้อัฐิกลายเป็นพระธาตุ)
จาคานุสติ คือ การระลึกถึงทานของตน (ผลของทานที่ทำให้อัฐิกลายเป็นพระธาตุ)
เทวตานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา (เทวดารักษาพระธาตุ)
มรณานุสสติ คือ การระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน (แม้พระอริยเจ้าก็ต้องตาย)
กายคตาสติ คือ ระลึกทั่วไปในกาย ให้เห็นว่าไม่งาม น่าเกลียด (เมื่อตายแล้วก็เหลือเพียงกระดูก)
อานาปานสติ คือ การระลึกถึงสติกำหนดลมหายใจเข้าออก (ผลของสมาธิที่ทำให้อัฐิกลายเป็นพระธาตุ)
อุปสมานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณพระนิพพาน (แดนพระนิพพานที่พระอริยเจ้าได้ก้าวล่วง)

วิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
สำหรับบ้านที่มีพระบรมสารีริกธาตุไว้บูชาอยู่แล้วคงจะทราบดี เป็นที่น่าแปลกคือ พระบรมสารีริกธาตุนั้น สามารถเพิ่ม หรือลดจำนวนได้เอง โดยสามารถเสด็จไปไหนมาไหนเองก็ได้ แม้ว่าจะเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทดีสักเท่าใดก็ตาม โดยเชื่อกันว่าหากไม่ดูแลรักษาเอาใจใส่ ประดิษฐานไว้ในที่ไม่สมควร หรือขาดการถวายความเคารพแล้ว พระบรมสารีริกธาตุอาจเสด็จหายจากสถานที่นั้นๆก็เป็นได้ โดยทางตรงกันข้าม หากได้รับการปฏิบัติบูชาดี ผู้สักการบูชา มีกาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์ อยู่ในศีลธรรม พระบรมสารีริกธาตุก็อาจเพิ่มจำนวนได้เช่นกัน
วิธีอัญเชิญโดยทั่วๆไปมีดังนี้
1. จัดที่บูชาให้สะอาด
2. ตั้งพานมะลิบูชา (ถ้ามี)
3. นำน้ำสะอาดใส่ขันสัมฤทธิ์ตั้งไว้หน้าที่บูชา (ตามวิธีโบราณ)
4. ชำระล้างร่างกายให้สะอาด
5. ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง มีสมาธิ
6. สมาทานศีล
7. ระลึกถึงพระพุทธคุณ (ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ อิติปิโสฯ)
8. สวดคาถาอัญเชิญพระธาตุ ดังนี้
" อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณังคะโต อัสสามิมะหันตา ภินนะมุคคา จะ มัชฌิมา ภินนะตัณฑุลา ขุททุกะ สาสะปะมัตตา เอวัง ธาตุโย สัพพัฏฐาเน อาคัจฉันตุ สีเสเม ปะตันเต "
หรือ
" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ "

สรงน้ำพระธาตุ
การสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุ เป็นประเพณีความเชื่อดั้งเดิมมาแต่โบราณ ที่นิยมกระทำเป็นประจำทุกปี เปรียบเสมือนการได้สรงน้ำพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย โดยทั่วไปจะกระทำในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือ วันงานเทศกาลประจำปี เช่น สงกรานต์ เป็นต้น และวิธีปฏิบัติในการสรงน้ำ ก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละท้องที่นั้นๆ หรือ แล้วแต่บุคคล
เมื่อได้ประมวลวิธีการต่างๆตามที่ได้พบเห็นมา มีด้วยกัน 2 ลักษณะ ดังนี้
1.สรงน้ำองค์พระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุโดยตรง วิธีนี้แบ่งออกได้เป็น 2 วิธีการ คือ
1.1 อัญเชิญองค์พระธาตุลงบนผ้าขาวบาง ซึ่งขึงอยู่บนปากภาชนะรองรับน้ำ ทำการสรงน้ำโดยค่อยๆรดสรงลงบนองค์พระธาตุ วิธีการนี้น้ำจะไหลผ่านองค์พระธาตุ ซึมลงสู่ผ้าขาวและไหลรวมสู่ภาชนะที่รองรับด้านล่าง
1.2 ใส่น้ำที่จะใช้สำหรับสรงองค์พระธาตุ ลงในภาชนะ ค่อยๆช้อนองค์พระธาตุลงในภาชนะ เมื่อสรงเสร็จแล้วจึงอัญเชิญขึ้นจากน้ำ (* สำหรับวิธีนี้ ไม่ให้สนใจว่าองค์พระธาตุจะลอยหรือจม เพราะไม่ใช่การลอยน้ำทดสอบพระธาตุ ซึ่งอาจเข้าข่ายปรามาสองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสาวกองค์นั้นๆได้)

วิธีการที่ 1.1
วิธีการที่ 1.2
ทั้งนี้ เมื่อทำการสรงน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พึงอัญเชิญองค์พระธาตุขึ้น แล้วซับให้แห้ง ก่อนจะอัญเชิญบรรจุลงในภาชนะตามเดิม
2.สรงน้ำภาชนะหรือสถานที่บรรจุองค์พระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุ
วิธีการนี้นิยมใช้สำหรับสรงน้ำพระบรมธาตุเจดีย์โดยทั่วไป, เจดีย์บรรจุพระธาตุที่ปิดสนิท หรือ ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ในกรณีที่มีผู้ร่วมสรงน้ำเป็นจำนวนมาก โดยการตักน้ำที่ใช้สำหรับสรง ราดไปบนพระเจดีย์
น้ำที่ใช้ในการสรง
น้ำที่นำมาใช้ในการสรงพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุนั้น มีวิธีการเตรียมคล้ายกับการเตรียมน้ำ เพื่อใช้สำหรับสรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งการจะเลือกใช้แบบใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและเหตุผลของแต่ละบุคคล รวมถึงความสะดวกในการจัดหาด้วย เมื่อทำการสรงเสร็จแล้ว น้ำที่ผ่านการสรงองค์พระธาตุ นิยมนำมาประพรมเพื่อเป็นสิริมงคล เสมือนหนึ่งน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งน้ำที่ใช้ในการสรงพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุนั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
1. น้ำสะอาดบริสุทธิ์
มีผู้อธิบายว่า สาเหตุที่ต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ในการสรงน้ำองค์พระธาตุนั้น เนื่องจากว่า องค์พระธาตุนั้น เกิดมาแต่ผู้บริสุทธิ์ ธาตุเหล่านั้นจึงเป็นของบริสุทธิ์ ไม่สมควรจะเอาสิ่งใดๆก็ตาม เจือปนลงไปแปดเปื้อนองค์พระธาตุ แต่อีกเหตุผลกล่าวว่า ในน้ำหอมหรือดอกไม้ อาจมีสารใดๆก็ตามเจือปน จนอาจทำให้องค์พระธาตุหมองลงได้
2. น้ำสะอาดเจือด้วยสิ่งบูชา
น้ำลักษณะนี้นิยมใช้สรงน้ำพระธาตุโดยทั่วไป นัยว่าได้ถวายเป็นอามิสบูชาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระอรหันตสาวกทั้งปวง ซึ่งสิ่งบูชาที่เจือลงในน้ำก็แล้วแต่ความชอบ และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น น้ำหอม น้ำอบ ดอกไม้ กลีบดอกไม้ หรือ ฝักส้มป่อย เป็นต้น

พระธาตุปาฏิหาริย์
พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุนั้นเป็นปูชนียวัตถุที่มีเทวดารักษา สามารถแสดงปาฏิหาริย์ เช่น การเพิ่มและลดจำนวนได้เอง การเรืองแสง เปล่งแสงในที่มืด การเสด็จลอยวนสถานที่บรรจุ การเสด็จผ่านอากาศไปในทิศต่างๆ เปลี่ยนแปลงสีและรูปร่างได้เอง ฯลฯ
การเกิดของพระธาตุนั้น จะว่าไปก็เป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง คือ กระดูกที่เผาไฟแล้วก็ดี หรือยังไม่เผาไฟก็ดี สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลึก รูปร่างต่างๆ สีสันสวยงาม คล้ายกรวด คล้ายแก้ว ไม่เพียงแต่กระดูกเท่านั้น ผม เล็บ ฟัน หรือ แม้กระทั่งชานหมาก ของท่านเหล่านั้น ก็พบว่าสามารถแปรเป็นพระธาตุได้เช่นกัน
อัฐิพระสงฆ์ในยุคปัจจุบัน ที่สามารถแปรเป็นพระธาตุนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายรูป แต่ละรูปก็มีลักษณะของพระธาตุจำนวนมากมาย ทรงไว้ด้วยความน่าอัศจรรย์ใจ ดังเช่นการเพิ่มหรือลดจำนวนได้เอง การเปล่งแสง การเปลี่ยนแปลงลักษณะ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ในเมื่ออัฐิพระในยุคปัจจุบันยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุ เพิ่มหรือลดจำนวนเองได้ แล้วพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระธาตุแห่งองค์พระอสีติมหาสาวก จะยิ่งมิทรงไว้ซึ่งความน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านี้อีกหรือ
ลักษณะการเกิด
การบังเกิดขึ้นของพระธาตุจากส่วนต่างๆนั้น คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต ได้สังเกตและจดบันทึกเป็นขั้นตอน ดังนี้
1. การแปรพระธาตุจากผงอังคาร
พระธาตุหลวงปู่กอง จันทวังโส
วัดสระมณฑล จ.อยุธยา
1. ผงอังคาร (ถ่าน)
2. มีจุดเล็กเหมือนไข่ปลา สีขาวเทาเกิดขึ้น
3. ไข่ปลานั้นเริ่มโตขึ้น สีเทาดำ
4. สีเทาดำ เริ่มขาวขึ้น พระธาตุมีขนาดใหญ่ขึ้น
5. องค์พระธาตุสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะเข้าลักษณะเมล็ดข้าวโพด

2.การแปรเป็นพระธาตุจากอัฐิ
ชิ้นอัฐิที่กำลังแปรเป็นพระธาตุ

3.พระธาตุที่แปรสภาพจากอัฐิ
หลวงปู่เข่ง โฆษธัมโม
วัดป่าสีห์พนม จ.สกลนคร
1. กระดูกตามธรรมชาติ
2. กระดูกเริ่มแปรเป็นพระธาตุแยกเป็น 2 ลักษณะ
2.1 กระดูกที่มีลักษณะเป็นฟองกระดูกเป็นรูพรุน ฟองกระดูกเริ่มหดตัว รวมตัวเข้าเป็นผลึก ฟองกระดูกบางส่วนจะยังคงสภาพอยู่
2.2 กระดูกที่เป็นขิ้นยาว แนวเยื่อกระดูกที่เห็นเป็นเส้นบางๆ ต่อไปจะแปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุตามแนวเส้น จะเกิดผลึกขยายขึ้นจนเต็มองค์
3. สภาพใกล้เป็นพระธาตุมากขึ้น
3.1 พระธาตุลักษณะนี้แปรสภาพจาก 2.1 ส่วนที่เป็นผลึกหินปูนจะมากขึ้น ส่วนที่เห็นเป็นฟองกระดูกจะน้อยลง ลักษณะเริ่มมน มีสัณฐานกลม รี เมล็ดข้าวโพด เห็นส่วนฟองกระดูกติดเพียงเล็กน้อย
3.2 พระธาตุลักษณะนี้ มักจะคงรูปกระดูกเดิมไว้ โดยแปรจาก 2.2 เยื่อกระดูกที่เกาะเป็นผลึกหินปูนจะขยายตื้นขึ้นจนเกือบเต็มรูพรุนกระดูก ประมาณเห็นส่วนกระดูกเหลือเพียง 10-20%
4. เป็นพระธาตุโดยสมบูรณ์

4.ลักษณะการแปรเป็นพระธาตุจากเกศา
เกศาหลวงปู่สนั่น รักขิตสีโล
วัดป่าสุขเกษมนิราศภัย จ.สกลนคร
1. เส้นเกศาตามธรรมชาติ
2. เส้นเกศาหย่งตัวขึ้นและมารวมตัวกันเข้า ติดกันเป็นแพเล็กๆ
3. แพเหล่านั้นจะรวมเป็นก้อน
4. เริ่มลักษณะเป็นพระธาตุ สีน้ำตาลอ่อนคล้ายพิกุล
5. เป็นพระธาตุโดยสมบูรณ์ สีพิกุลแห้ง หรือ นวล

Specialized
07-19-2007, 06:58 PM
ขออนุโมทนาครับ ข้อมูลเจ๋งจริงๆ

LEOzenith
07-19-2007, 07:44 PM
สาธุ
ข้อมูลปึ้ก ดีครับเอ
โมทนาครับผม

my_mind
07-19-2007, 11:52 PM
อนุโมทนาสาธุค่ะ สวยมาก เป็นบุญตาที่ได้ทราบข้อมูลมากขึ้น

มณีรัตนา
07-24-2007, 04:58 PM
อนุโมทนามิ ค่ะ
อีกข้อมูลหนึ่งที่ชอบเข้าไปชมพระบารมี นะคะ
http://www.relicsofbuddha.com/ (http://www.relicsofbuddha.com/)

Pissanu
08-06-2007, 01:40 AM
ได้ความรู้มากครับ อนุโมทนาครับ

atha
08-18-2007, 09:13 PM
สาธุ ได้ความรู้ดีครับ...

พลังโพธิญาณ
08-18-2007, 09:22 PM
หากได้รับการปฏิบัติบูชาดี ผู้สักการบูชา มีกาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์ อยู่ในศีลธรรม พระบรมสารีริกธาตุก็อาจเพิ่มจำนวนได้เช่นกัน


มิใช่ แค่นั้นยิ่งแจกเป็นธรรมทานหล่ะก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยครับผม

เช่น แจก2องค์ มา2องค์-9องค์เลยทีเดียว