PDA

View Full Version : พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร... แก่นพระศาสนาคืออะไร ดูได้ที่นี่


SiTa
08-10-2007, 09:30 PM
http://modernine.mcot.net/images/art1111.jpg
http://modernine.mcot.net/images/i_redarrow.gif พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร... แก่นพระศาสนาคืออะไร ดูได้ที่นี่


ปัจจุบันวัฒนธรรมประชาธิปไตย ดูเหมือนจะเบ่งบานอยู่ในสังคมไทย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการศาสนา การเรียกร้องให้บรรจุพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ เพราะศาสนาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาติไทย โดยหลักที่ประเทศไทยเป็นวัฒนธรรมชาวพุทธ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำทางพุทธศาสนา ที่คนไทยควรจะเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท ด้วยการยึดหลักการมีคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจของแต่คน ซึ่งหลักของพุทธศาสนานั้น มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พุทธศาสนิกชนจะต้องรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง “พระพุทธศาสนา นอกจากให้เรารู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน มีแต่การปรุงแต่งกันไป และมีความทุกข์รวมอยู่ในนั้นด้วย” คำว่า พระพุทธศาสนานั้น แปลว่า ศาสนาของผู้รู้ พุทธศาสนิก แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามศาสนาของผู้รู้ กล่าวคือ พุทธศาสนา คือ ศาสนาที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นศาสนาเกี่ยวกับความรู้จริง เราจึงต้องปฏิบัติจนเรารู้ได้เอง เมื่อรู้ถึงที่สุดแล้วไม่ต้องกลัว กิเลสตัณหาต่าง ๆ จะถูกความรู้นั้นทำลายให้สิ้นไป ความไม่รู้ (อวิชชา) ก็จะดับไปทันที ในเมื่อความรู้ได้เกิดขึ้นมา ข้อปฏิบัติต่าง ๆ จึงมีไว้เพื่อให้วิชชาเกิด
พุทธศาสนิกชนบางคน ได้ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนามามาก เมื่อถูกถามว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร และอะไรคือหัวใจพระพุทธศาสนา มักจะตอบไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั่นเอง พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ 4 “อริยสัจ” แปลว่า “สัจจะของผู้ประเสริฐ” มี 4 ประการคือ ทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก, สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์, นิโรธ ความดับทุกข์, มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนความจริงไว้ 4 ประการ คือ
- ความจริงเรื่องทุกข์ ได้แก่ สภาวทุกข์ คือ ทุกข์ประจำตัว ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และ ปกิณกทุกข์ คือ ทุกข์จรมา ได้แก่ ความเศร้าโศก ร้องไห้รำพัน ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ คับแค้นใจ พบสิ่งไม่รักพลาดจากสิ่งรัก และความปรารถนาไม่ได้ดังหวัง

- ความจริงเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา คือ ความทะยานอยากได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ มีความอยากได้ ความอยากเป็น ความไม่อยากเป็น

- ความจริงเรื่องความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหา ดับความดิ้นรนทะยานอยาก ดังกล่าว

- ความจริงเรื่องทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ และตั้งใจหรือมีสมาธิชอบ

- สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ (Right Understanding) ได้แก่ ความรุ้และความเข้าใจในอริยสัจ 4 คือ เห็นทุกข์ หรือสภาพที่ทนได้ยาก สมุทัย หรือให้เกิดทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ และมรรคทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
- สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ( Right Thought) คือ ความคิดในการออกจากกิเลส ในการไม่ปองร้าย ในการไม่เบียดเบียน
- สัมมาวาจา เจรจาชอบ (Right Speech) คือเว้นจากการพูดปด เว้นจากการพูดส่อเสียด คือ ไม่ยุยงให้เค้าแตกร้าวกัน เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ คือ ไม่พูดเหลวไหลไร้สาระ
- สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ (Right action) คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติผิดในกาม
- สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ (Right livelihood) เว้นจากอาชีพที่ผิด หรือทุจริต ประกอบแต่อาชีพที่ถูกที่ควร
- สัมมาวายามะ พยายามชอบ (Right Effort) คือ เพียรระวังมิให้ความชั่วเกิดขึ้น เพียรละความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ดำรงอยู่หรือเจริญยิ่งขึ้น
- สัมมาสติ ระลึกชอบ (Right Mindfulness) คือ ตั้งสติกำหนดพิจารณาความเป็นไปเกี่ยวกับกาย เกี่ยวกับความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ที่เรียกว่า เวทนา เกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับธรรมะ
- สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ (Right concentration) คือ ทำใจให้สงบ ระงับจนมีอารมณ์เป็นหนึ่งอย่างแน่วแน่ ซึ่งความจริงให้ถึงความดับทุกข์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มศีล ได้แก่ วาจาชอบ คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดให้คนแตกกัน ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ การงานหรือความประพฤติชอบ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม และอาชีพชอบ คือ มีอาชีพสุจริต

- กลุ่มสมาธิ ได้แก่ ความเพียรชอบ คือ เพียรปฏิบัติธรรม สติชอบ คือ ตั้งสติเพื่อให้เกิดสมาธิ ตั้งใจหรือมีสมาธิชอบคือ ความที่จิตตั้งมั่น เป็นสมาธิในระดับแน่วแน่

- กลุ่มปัญญา ได้แก่ ความเห็นชอบ คือ เห็นความจริงเรื่องทุกข์
การปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จัดเป็นกลุ่มโดยย่อมี 3 กลุ่ม คือ ศีล สมาธิ และปัญญา การปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุถึงความดับทุกข์นั้น คือ หัวใจพระพุทธศาสนา ทุกคนต้องปฏิบัติตามแนว ทางให้ถึงความดับทุกข์ คือ ผู้มีหัวใจพระพุทธศาสนาอยู่ในกาย
พระพุทธเจ้านอกจากจะทรงสั่งสอน ความจริง “สัจจะอย่างประเสริฐ คือ อริยสัจ 4” แล้วยังทรงสั่งสอนหัวข้อธรรม ที่แตกต่างจากศาสนาอื่นที่สำคัญ คือ ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะที่เป็นสามัญทั่วไป คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
- อนิจจัง ไม่เที่ยง คือ ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันด์ เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องกลับในที่สุด ทุก ๆ สิ่งจึงมีหรือเป็นอะไรขึ้นมาแล้ว ก็กลับไม่มี เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วคราวเท่านั้น

- ทุกขัง ทนอยู่ คงที่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เหมือนอย่างถูกบีบคั้นให้ทรุดโทรมเก่าแก่ไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ คนผู้เป็นเจ้าของสิ่งเช่นนี้ ก็ต้องทนทุกข์เดือดร้อน ไม่สบายไปด้วย เช่น ไม่สบายเพราะร่างกายป่วยเจ็บ

- อนัตตา ไม่ใช่อัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน อนัตตานี้คือ ไม่ยึดมั่นกับตนเกินไป เพราะถ้ายึดมั่นกับตนเกินไป ก็ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตนฝ่ายเดียว บังคับให้สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งร่างกาย และจิตใจไม่เปลี่ยนแปลงตามความต้องการไม่ได้ สำหรับผู้ที่ได้ปฏิบัติไปได้จนถึงขั้นสูงสุด เห็นสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งร่างกาย และจิตใจเป็นอนัตตา ตามพุทธภาษิตที่แปลว่า “ตนย่อมไม่มีแก่ตน” ผู้รู้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ สามารถปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามสมควรแก่สถานที่ และสิ่งแวดล้อม โดยเที่ยงธรรมล้วน ๆ ไม่มีกิเลสเจือปน
พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมสำหรับเป็นที่อาศัยอยู่ของจิตใจที่ดี 4 ข้อ คือ
- เมตตา ความรักที่จะให้เป็นสุข ไม่เบียดเบียนใคร
- กรุณา ความสงสารจะช่วยให้พ้นทุกข์ ให้เป็นผู้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
- มุทิตา ความพลอยยินดีในความได้ดีของผู้อื่น
- อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง เป็นเหตุปลูกอัธยาศัยให้เพ่งเล็งความผิดถูก ชั่วดี เป็นสำคัญ ทำให้คนมีความยุติธรรมในเรื่องทั่ว ๆ ไปด้วย

“นิพพานเป็นบรมสุข คือ สุขอย่างยิ่ง” นิพพาน คือ ความละตัณหาในทางโลก และทางธรรมทั้งหมด ปฏิบัติโดยไม่มีตัณหาทั้งหมด คือ การปฏิบัติโดยไม่มีตัณหาทั้งหมด คือ การปฏิบัติถึงนิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และได้ทรงสั่งสอนไว้
***เอกสารอ้างอิง หนังสือรวมธรรมะ ฉลอง 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พุทธศักราช 2543

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : กฤษณา พันธุ์มวานิช กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

อัพเดทโดย : ศศิวิมล

-------------------------
Ref.
http://modernine.mcot.net/view.php?news_id=1111&tk=art



:(

โด่ง
08-10-2007, 09:40 PM
ขออนุโมทนา:o

*เจ*
08-10-2007, 09:59 PM
โมทนาด้วยครับ สาธุ

ahingsaka
08-11-2007, 01:39 PM
สาธุธรรมครับ

pimlada
08-20-2007, 09:48 AM
โมทนาสาธุ คำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดใหญ่ๆ๒หมวดคือ พระธรรม กับพระวินัย หลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน ต่อมาเพิ่มพระอภิธรรมเข้าอีกหมวดหนึ่ง รวมเรียกว่า ติปิฎก หรือ พระไตรปิฎก การรวบรวมพระพุทธวจนะเป็น ไตรปิฎก สำเร็จบริบูรณ์ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๓ (มีหลักฐานจากศิลาจารึกพระเจ้าอโศกเอ่ยถึงคำนี้) พระสาวกได้ถ่ายทอดต่อๆกันมา โดยระบบท่องจำและจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อ พ.ศ. ๔๓๓(บางแห่งว่า๔๕๐) ในรัชสมัยพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย ประเทศลังกา โดยภาษาที่เรารู้กันในปัจจุบันนี้ว่า ภาษาบาลี
สำหรับเมืองไทย พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี จารึกโดยอักขระไทย มีทั้งสิ้น ๔๕เล่ม ฉบับแปลเป็นภาษาไทยก็มีจำนวนเท่ากัน เป็นตำราที่มีเนื้อหาสาระมากมายศึกษาเท่าไรไม่จบสิ้น
คำของราชบัณฑิต เสถียรพงษ์ วรรณปก คัดมาจาก หนังสือพระไตรปิฎกฉบับดับทุกข์

jutamanee
08-20-2007, 11:55 AM
อนุโมทนา สาธุ..ค่ะ

duinui
11-05-2007, 11:55 PM
อนุโมทนา สาธุ