สารบัญบอร์ด
หน้าหลักเว็บ
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ข่าว
:
ต้องทำตัวเองให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
วัดถ้ำเมืองนะ - ใครจะใหญ่เกินกรรม
>
ธรรมะ - ปฎิบัติ
>
ข้อธรรมคำสอน หลวงตาม้า (พระอาจารย์วรงคต วิริยะธโร)
>
เสียงคำสอนหลวงตาม้า 21/08/52
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: เสียงคำสอนหลวงตาม้า 21/08/52 (อ่าน 222 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Wisdom
ทีมงานเว็บวัดถ้ำเมืองนะ
ศิษย์วัดถ้ำเมืองนะ
ออนไลน์
กระทู้: 415
"อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธโหมิ อะนาคะเต กาเล"
เสียงคำสอนหลวงตาม้า 21/08/52
«
เมื่อ:
มกราคม 22, 2012, 05:38:47 PM »
มันก็เกิดที่ใจ แล้วมันก็ออกที่ธาตุ ทรงอารมณ์ให้ดี ท่านใช้เวลาปีเดียวเท่านั้นนะ หน้าตาจะผ่องใส เพราะอารมณ์ดี
โรคที่ไหนมันจะกิน โรคกินคือโรคเป็นทุกข์ ถ้าจิตใจมีความสุข ทำใจให้สุข สวดไปนะ เดี๋ยวอายุกี่ปีก็ได้
ท่านว่า อธิษฐานเอา
ไปที่ไหนเป็นประโยชน์ ไม่ใช่ไปแล้วเป็นโทษ ชีวิตมันสั้น ท่านว่ามันไม่ได้ยาวอะไร
ท่านบอกว่า ข้าสร้างบารมี พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี่ ข้าเกิด 100 ปีข้าเกิดที
ท่านบอก บางชาติต้องใช้ขันติอย่างมากเลย ท่านว่า
เอ็งลองดูชาติเนี่ย ข้าอายุ 23 24 25 นะข้าอธิษฐานอยู่กุฏิ อยู่วัด ไม่ลงไปไหนเลย ตลอดชีวิตนะ
ข้านั่งอยู่ที่นี่ตั้ง 50 60 ปี อยู่ที่นี่ สมัยก่อนอยู่กับท่าน ท่านนั่งประมาณ 50 ปีแล้ว
ทำอะไรก็ต้องอดทนทั้งนั้น
บุญ...มันได้ทุกลมหายใจเข้าออก
ไอ้ที่มันช้า ๆ กันน่ะ เพราะมันไม่เข้าใจ
มันไปทำกรรมฐานแบบ บังคับตัวเอง มันไม่ได้ทำใจให้สบาย
ถ้าเอ็งเดือดร้อนจิตวุ่นวายเอ็งนั่งอย่างไง๊ มันก็ไม่สงบ ท่านว่า
ถ้าอารมณ์เอ็งดี นั่งไปสิแป๊ปเดียว...มันก็นิ่งแล้ว
เหมือนนอนกลางคืน ถ้าอารมณ์ไม่ดี คิดโน้นคิดนี่ มันก็นอนไม่หลับ เป็นทุกข์
ก่ายหน้าผากก็แล้ว มันไม่หลับ มันนอนไม่หลับหรอก เพราะมันคิด คิดโน้น คิดนี่
บทสวดมันมีประโยชน์ ท่านว่า สวดให้หลับ
ประโยชน์อย่างไง พอสวดหลับ ท่านว่า ไม่นานนัก ความฝัน ในความฝันน่ะ มันไม่มีทุกข์หรอกนะ
มันจะไปฟังพระเทศน์มั่ง ไปส่งวิญญาณมั่ง ไปทำบุญมั่ง ฝันเห็นพระมั่ง ฝันเห็นวัดมั่ง ฝันว่าไป ฝันดี ๆ ทั้งนั้น
ไม่มีหรอกฝันร้าย ๆ เหมือนก่อน นี่คือกลางคืน
พอตื่นขึ้นก็สวดอีก ถ้าไม่ลุก มันก็กลางวันอีกแหล่ะ
ท่านว่า กระแสของพุทธะ ธรรมะ สังฆะ หรือ กระแส ของจักรพรรดิ อยู่ในโลกนี้
ท่านว่า กระแสจิตเราอยู่ในกระแส สิ่งความดีมันก็เป็นสายใยอยู่
ท่านว่า ไปที่ไหนก็ปลอดภัย โรคกรรมก็จะไม่เกิด
เพราะกระแสมันอยู่ที่พลังงานของพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
บทนี้มันเป็นบทบุญฤทธิ์ และ อิทธิฤทธิ์
ท่านว่า ลองคิดดูนะ ถ้ากระแส สวดไปเรื่อยๆ กระแสกรรมมันเข้าได้ที่ไหน
เทวดาแถว ๆ บ้านเรา ที่เราอยู่ เขาก็ได้ประโยชน์จากเรา ได้ความสุขจากเรา
คิดดูสิว่า เขาจะทำอะไร เขาจะดูแลเรามั้ย มีใครมาทำอันตรายเราได้มั้ย ไม่มี
คนที่แม้แต่คิดจะทำอันตราย ยังมีอันเป็นไปเลย ท่านว่า อย่าว่าแต่ทำเลย
นี่คือประโยชน์
ที่พูดนี่ประโยชน์ส่วนน้อยนะ
ประโยชน์มากที่สุด
ท่านว่า คือ ทิพยอำนาจ นะ
ท่านบอก คืออำนาจของความเป็นทิพย์
สามารถจะแยกอธิสมานกาย ออกได้ไม่มีประมาณ
ท่านว่า บทนี้ ไตรสรณคมน์ กับ จักรพรรดิ
ท่านว่า เพียงแต่นึกมันจะแยกออกได้เลย
ท่านว่า กระแสกาย กระแสจิต กระแสจิต กระแสกาย มันจะออกมา
แล้วก็ คนอยู่ใกล้ ๆจะมีความรู้สึก จะมีความรู้สึกเลย
ท่านบอก ไม่ใช่ไปที่ไหน วงแตกที่นั่น ไม่ใช่
มันจะเป็น
พุทธพรหมปัญโญ
เหมือนฉายาของท่าน
ท่านว่า พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
พรหมปัญโญ ผู้มีปัญญาอย่างพรหม
เอ็งไปแปลเอง ท่านว่า นี่คือประโยชน์
เอ็งจะไม่เกิด มันง่าย ท่านบอก ถ้ามีบุญ จิตมีบุญ จิตมีความสบายนะจะสร้างบารมีก็ง่าย
ท่านบอก เอ็งไม่ต้องรีบไปไหนหรอก
ท่านว่า ต้องดู ดูจังหวะ เวลา สถานที่ โอกาส ให้พิจารณา
ให้ท่านสอน เมื่อก่อนท่านสอน ท่านสอนเยอะนะ แต่บางวันจำไม่ได้หรอก บางวันก็จำได้
นี่คือประโยชน์ในการสวดมนต์นะ
บางคนนึกว่า สวดมนต์ สวดไปทำไม ไม่เข้าใจ
สวดมนต์เนี่ย สมัยก่อน สวด ตื่นขึ้นก็สวดแล้ว
บางทีคนว่าเราเนี่ย บางทีไม่ได้ยินนะ มัวแต่สวดมนต์อยู่
ไม่ได้ยิน มันเลยไปไม่ได้ยิน มันแว่ว ๆ ไม่ได้ยินนะ
นี่คือประโยชน์
อยู่ว่าง ๆ ให้สวด ท่านว่า
มัวแต่ไปคุยกัน รู้หรือป่าว คุยบางอย่างมันไม่ได้เรื่องได้ราวหรอก
ถ้าคุยธรรมะพอว่านะ มันไม่อ่ะ เดี๋ยวเลยไปทางโลกมั่ง เลยไปอะไร มั่วไปหมดเลย
มันไม่มีประโยชน์
ยิ่งมาอยู่ที่วัด ไม่ต้องทำงานอะไร สบาย บุญล้วน ๆ เลย
ตื่นขึ้นก็ได้แล้ว จนกว่าจะหลับ
ถ้าทำอย่างที่หลวงตาว่าจริง ๆ อย่างหลวงพ่อท่านว่าเนี่ย
แป๊ปเดียวนะ ท่านบอก ไม่นาน ก็จะเข้าใจเรื่องพลังงาน
พลังงานไม่สูญหายไปจากโลกหรอกนะ
สิ่งที่เรากระทำ สิ่งที่เราพูด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
มันเป็นรูป มันเป็นพลังงาน
มันก็ไปตามจิต ภาพก็อยู่ตรงที่กระทำ
จิตมันก็นึกได้อยู่ คือกระแสของความจำ จำภาพที่ตัวเองทำ ทุกคนจำได้นะ
ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน มันจะไปเรื่อยไปในอนาคต
ประโยชน์มาก ถ้าใครจะสวดก็สวด
แต่ที่นี่ไม่มีข้อวัตร
ไม่เคยบอกว่า ต้องมาสวดนะ ใครอยากสวดก็สวด ไม่อยากสวดก็ไม่ได้ว่าอะไร
ถ้าไม่เข้าใจก็มาถามได้ ว่าสวดไปทำไม
อยากให้สวดดูสัก 10 ปีเนี่ย
ว่าจิตมันจะมีอำนาจเหมือนที่พูดมั้ย
มันจะมีทิพยอำนาจมั้ย อำนาจทางจิต อำนาจของความเป็นทิพย์ จิตมันเป็นทิพย์
แต่ต้องอาศัยธาตุ อาศัยธาตุ อาศัยธาตุกับจิต สะสมพลังงาน
ธาตุมันสะสมไม่ได้
ท่านบอก มันสะสมที่จิต
แต่ต้องอาศัยธาตุ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เนี่ย
ตายแล้วทำไม่ได้ เพราะไม่มีธาตุ
เพราะฉะนั้น ภพภูมิเขา เวลาเราอธิษฐานไว้เนี่ย
เขาจ้อง จ้องตลอดนะ เราทำอะไรนึกอะไรเขาจะมา โมทนา
กระแสเขาจะมารับทันที ประโยชน์มาก
ถ้าทำได้ก็โมทนาสาธุ ดีกว่าหายใจทิ้ง
บางวัน บางวัน คิดไม่ได้เรื่องได้ราวหรอก เผลอ ๆ ทำไม่ได้เรื่องได้ราว
จริง ๆ แล้วฝึก 5 ปีก็รู้แล้วนะ ถ้านั่งอยู่ใกล้ๆ ใครนี่ เราจะรู้เลย
ถ้าฝึกจริงๆ นะ ใช้เวลา 5 ปีนะ ถ้านั่งใกล้เขาจะรับกระแสได้เลย
นั่งใกล้ ๆ รับกระแสได้ทันที
ถ้าเราสัพเพไป แล้วเรานึกไปนะ เขาจะรับกระแสได้ทันทีเลย ประโยชน์มาก
เอ้า สัพเพ
หลวงตาสัพเพฯ กับลูกศิษย์สัพเพฯ ได้ผลเหมือนกันหรือไม่
ศิษย์ : หลวงตาครับ แล้วเวลาหลวงตา สัพเพ ฯ หลวงตานึกถึงหลวงปู่ แล้วค่อยสัพเพ ฯ แต่อย่างสมมติว่า หลวงตาสัพเพฯผ่านกระแสหลวงปู่ได้ 100% ผมซึ่งไม่บริสุทธิ์เท่าหลวงตาอาจจะผ่านกระแสหลวงปู่ได้แค่ 10 % อย่างนั้นรึเปล่า?
หลวงตา : ไม่... ตอนที่เราสัพเพ ฯ เรานึกอะไรมั้ยล่ะ
ศิษย์ : นึกถึงหลวงปู่
หลวงตา : มันก็บริสุทธิ์ อยู่แล้ว เราไม่มีกิเลสตัณหา อะไรเลย
ศิษย์ : ณ ตอนนั้น?
หลวงตา : ณ ตอนนั้นน่ะสิ ไม่ได้เอาตอนไหนนะ เอาตอนนั้น ฮึ ๆๆๆ
ศิษย์ : อย่างนี้ก็ได้เหมือนกันหมด?
หลวงตา : ฮึ ๆๆ... ณ ตอนนั้นนะ ฮึ ๆๆ ตอนที่เราสัพเพ ฯ นั่นแหล่ะ จิตเราเป็นบุญนะน่ะ จิตเรามีความเมตตานะน่ะ จิตเป็นพรหมวิหารนะน่ะ ฮึ ๆ ๆ ถ้าเสร็จสัพเพ ฯ แล้วก็เหมือนเดิม ใช่มั้ย...
ศิษย์ : ( ขำ ) ใช่
หลวงตา : พลังงานบุญเราที่เราได้ ก็เพิ่มได้หน่อย แค่นั้น ทุกวันมันก็เพิ่มไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทีเดียว พรึบเลยมันไม่ใช่
ศิษย์ : หลวงตาครับ แล้วถ้าเผื่อเราสัพเพฯ ส่งบุญไป ?
หลวงตา : มันเข้าที่ตัวเรา อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ตัวเราเอง
การอธิษฐานขอบารมีพระ ทำอย่างไร
หลวงตา : ทำอะไรก็ช่าง อธิษฐานพระ หรืออะไร ให้ตั้งพุทธะไว้ก่อน กระแสท่านใหญ่ ดึงมาก่อนอันดับแรก
ศิษย์ : หลวงตาเคยบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านปิดบัญชีไปแล้ว?
หลวงตา : ถูก... แต่ต้องทำ
ศิษย์ : เป็นเครื่องนำหรือครับ?
หลวงตา : ใช่... เพราะกระแสของท่านมีมาก มีทุกอย่าง มีทุกที่ ไม่มีส่วนไหนที่ไม่มี ถึงจะไปแล้วเนี่ย ก็ยังมีอยู่ แสงสว่างยังมีอยู่
ศิษย์ : ทุกที่มีพุทธะอยู่แล้ว เราปฏิบัติที่ไหน ถ้าจับได้ก็ได้?
หลวงตา : ได้... การจะขอบารมี ก็ต้องเริ่มจากพุทธะ ธรรมะ สังฆะ สังฆะนี่ก็คือ พวกปฎิบัติธรรมทั้งหลาย สังฆะมีมาก... ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระปัจเจกฯ ผู้ปฏิบัติเป็นพระอรหันต์ เพื่อมรรคผลอะไร อย่างใดอย่างหนึ่งก็มี มันก็จะรวมเข้าที่พุทธะ ต่อลงมาที่ ธรรมะ สังฆะ
ศิษย์ : ก็ต้องตั้งพุทธะเป็นประธานเสมอ?
หลวงตา : ทุกครั้ง
การบวชในควรทำเมื่อใด เพื่ออะไร
หลวงตา : สูตรหลวงพ่อเนี่ย การบวชในเนี่ย คือทำอะไรก็ช่างที่มันเป็นบุญ เป็นไหว้พระ สวดมนต์ สมาทานศีล ให้ทาน ใครทำอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องบุญเนี่ย ให้นึกว่าตัวเองเป็นพระ
ศิษย์ : ทำบุญทุกครั้ง เป็นพระทุกครั้ง ?
หลวงตา : ใช่... นึกว่าตัวเองน่ะห่มผ้าเหลือง แล้วก็ทำ แล้วก็สวด แล้วก็นั่งสมาธิ แล้วก็อะไรต่อมิอะไร ข้างในมันจะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติของมัน ตามกระแสของสิ่งที่เราทำ ตามกระแสของสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราสวด
ศิษย์ : พอข้างในเป็นพระมากๆ เข้า ข้างนอกก็เป็นไปเอง?
บันทึกการเข้า
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
Wisdom
ทีมงานเว็บวัดถ้ำเมืองนะ
ศิษย์วัดถ้ำเมืองนะ
ออนไลน์
กระทู้: 415
"อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธโหมิ อะนาคะเต กาเล"
Re: เสียงคำสอนหลวงตาม้า 21/08/52
«
ตอบ #1 เมื่อ:
มกราคม 22, 2012, 05:39:04 PM »
หลวงตา : เปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ กรรมก็เบาบางลง กระแสของกรรมหนักก็เบาลง
ศิษย์ : กรรมจะเบาลงด้วยเหรอครับ?
หลวงตา : กระแสของกรรมเบาก็จะหายไป
ศิษย์ : ก็คือนึกเป็นหน้าตาเรา แล้วก็ใส่จีวร?
หลวงตา : ตัวเราเนี่ย ห่มจีวร นี่คือวิธีบวชใน
การนึกภาพหลวงปู่ซ้อนกับตัวเรา ถือเป็นการบวชหรือไม่
ศิษย์ : ถ้าเรานึกเป็นภาพหลวงปู่ซ้อน นี่ถือว่าเป็นบวชในเหมือนกันมั้ยครับ?
หลวงตา : ถือ
ศิษย์ : อ๋อ... เพราะนึกหน้าตัวเองบวช นึกไม่ค่อยออก
หลวงตา : ซ้อนได้ไม่ได้อีกเรื่อง ถ้าซ้อนได้ก็ต่อเมื่อเรานึกแค่นั้นเอง เรายังมีจิตมีบุญอยู่นะ เพราะจิตเราไม่มีบุญ พลังงานจะนั่นกันอยู่แล้ว ท่านไปอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกท่านก็ไปแล้ว เพราะท่านอยู่กับเราไม่ได้แล้ว วันนี้อยู่ไม่ไหว วันนี้ไปทำอะไรมา วันนี้กินเหล้าเข้าก็ไม่ไปด้วยแล้ว ..ลักษณะนั้นน่ะ
ศิษย์ : แล้วถ้ายังเป็นบุญอยู่ ท่านก็จะอยู่ตลอด?
หลวงตา : อยู่... กำหนดให้อยู่
การบวชใน ต้องตั้งจิตบวชกับพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ก่อนหรือไม่ หรือนึกว่าเป็นพระแล้วก็เป็นเลย
ศิษย์ : แล้วอย่างเวลาเราจะบวชจิตนี่ จำเป็นต้องนึกไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือว่านึกภาพเป็นพระก็เป็นเลย?
หลวงตา : เป็นนะ
ศิษย์ : เพราะเห็นบางคนบอกต้องนึกในใจ กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก่อน แค่นึกภาพตัวเองเป็นพระ ก็คือบวชแล้ว ?
หลวงตา : เวลากราบพระทุกครั้ง เราทำบุญทุกครั้ง
ศิษย์ : คือเป็นพระ ?
หลวงตา : เวลาก่อนนอน มันจะเป็นระหว่างพระ... บางวันก็เป็นพระ ตอนกราบก็เป็นพระ พอความอยากเกิด ก็เป็นเปรตมั่ง เป็นผีมั่ง ถ้านึกถึงว่าเราเป็นพระ ก็เป็นพระอยู่ นี่คือหลัก คือจิตเรายังไม่มั่นคง จิตเรายังเป็นโลกียะอยู่ ทุกคนแหล่ะ ไม่ว่าพระ ไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่านักปฏิบัติไหน จิตมันไปยังไง มันก็เป็นกระแสอย่างนั้น
ศิษย์ : งั้นเวลาบวชเป็นพระแล้ว จิตก็ยังเป็นเปรตได้ ?
หลวงตา : เป็น... ช่วงเป็นเปรตก็เป็น ช่วงเป็นพระก็เป็น
ศิษย์ : เพราะฉะนั้นต้องนึกให้บ่อย ให้มาก ?
หลวงตา : ใช่
ศิษย์ : เพราะถ้าข้างในเป็นพระเต็มที่แล้ว ข้างนอกก็เป็นเอง?
หลวงตา : ใช่… เพราะมันห้ามไม่ได้ความคิด
การบวชใน ต้องลาสึกหรือไม่
ศิษย์ : อย่างเวลาเราบวชจิตเนี่ย บางคนบอกว่า ถ้ารู้ว่าจะต้องไปทำอะไรไม่ดี ต้องลาสึกมั้ยครับ?
หลวงตา : ไม่ต้อง
ศิษย์ : พอมันไม่ดี มันก็ไปเองเลย ?
หลวงตา : ไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนเราอัญเชิญเทวดามาเนี่ย ไม่ต้องอัญเชิญท่านกลับนะ ท่านไปอยู่แล้วนะ...
ศิษย์ : เพราะในหนังสือสวดมนต์ ก็มีบทเชิญกลับ ก็ไม่ต้องใช่มั๊ยครับ ท่านไปเอง?
หลวงตา : ไม่
ศิษย์ :ไม่ต้องเชิญ ท่านไปเอง ?
หลวงตา : มันเป็นเรื่องของพระเฉย ๆ พระที่ไม่รู้นะ ถ้าเค้ารู้เค้าไม่เชิญหรอก ถึงเชิญท่านก็ไม่มา ถ้าไม่มีประโยชน์ อ้าว...จริงหรือเปล่า ถ้ามีประโยชน์ท่านก็มา เราก็เหมือนกัน เราไปเนี่ย มีประโยชน์เราก็ไป ไม่มีเราจะไปมั้ยล่ะ เราก็ไม่ไปซิ ขนาดมีประโยชน์เรายังไม่อยากจะไปเลย ..เทวดาท่านก็เหมือนกัน จิตเขาเป็นทิพย์น่ะ ติดสุขน่ะ ..เค้าก็ไม่มา
ถ้าบวชในอยู่แล้วทำผิดศีล จะบาปกว่าเดิมหรือไม่
ศิษย์ : แล้วถ้าเราบวชจิตอยู่ แล้วเราไปทำผิดศีล มันจะบาปกว่าเดิมมั้ยครับ ?
หลวงตา : ไม่เกี่ยวนะ นี่มันบวชใน
ศิษย์ : ก็คือเหมือนคนปกติ ?
หลวงตา : สลับกันไปสลับกันมา... หลวงตาบวชตั้งแต่ปี 22 บวชจริงๆนะ บวชในเนี่ย หลวงพ่อท่านพาบวช 3 คนเนี่ย มีผู้พันผีอีกคน ที่มาวันเนี้ย... เมื่อก่อนเป็นร้อยโท อยู่วัดสะแกด้วยกัน ทีนี้แกไปเอาข้าวหลวงปู่ที่ฉันแล้วตากไว้ทิ้งไว้ หลวงปู่ไม่ได้ทำอะไร เหลือไว้เค้าก็เอามาวันนี้ลืม ลืมเอามา..รุ่นนี้รุ่นพิเศษ เอาลูกมาฝากไว้ เดี๋ยวจะเอาข้าวไปเป็นมวลสารพระ ตอนนั้นเขายังเป็นร้อยโท คนเนี่ยะที่เห็นหลวงพ่อเกษม คุยกับ หลวงพ่อดู่
ศิษย์ : เห็นมาเป็นองค์อย่างนี้เลยหรอครับ ?
หลวงตา : ก็องค์นี่แหล่ะ ก็เขาไปนอน เขาไปวัดสะแก เขาอยู่เชียงใหม่ เขาไปวัดสะแก เขาก็ไปนอนวัดใช่มั้ย ทีนี้นอนวัดเนี่ย ในกุฏิท่านเนี่ยนอนไม่ได้เลยนะเพราะท่านปิด มันก็นอนข้างนอก ดึกๆก็ได้ยินเสียงคุยกันบนกุฏิ เรือนโบราณมันจะมีรู มันก็ไปส่องดูนะ
ศิษย์ : เห็นด้วยตาเนื้อเลย ?
หลวงตา : ลืมแล้วล่ะ เขาลืมแล้วล่ะ หลวงพ่อปิดไว้ ไม่ให้พูด ฮึฮึ ลืมสนิท
พระผงจักรพรรดิสามารถใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนาได้หรือไม่ อย่างไร
ศิษย์ : การทำพระกับวิปัสสนา มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
หลวงตา : คือ โบราณกาลมา การทำพระนี่ เป็นการทำให้คนติดพระ คนโบราณเวลาเค้าจะไปไหนเค้าจะเอาพระมาห้อย จะอาราธนาพระทุกครั้งเลย เวลาออกจากบ้าน สมัยโบราณนะ ทุกครั้งเลย คือคนโบราณเค้าต้องการทำให้คนติดพระ เลยทำวัตถุมงคลรูปลักษณ์ของพระมาให้คนได้ห้อย เพื่อให้ติด แต่มาในยุคหลังๆนี่ เอาไปทำค้าขายอะไรกันซะ โดยส่วนมาก
ศิษย์ : อย่างนี้คนเมื่อก่อนเค้าทำพระกันเองรึเปล่าครับ?
หลวงตา : ทำกันเอง แต่ว่าต้องให้พระท่านอธิษฐาน มีพิธีอธิษฐาน นั่นคือเจตนของการทำพระของคนโบราณ มันเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ เป็นอนุสสติ ไตรสรณคมน์ว่าอย่างนั้น เอาง่ายๆ ทีนี้เรื่องวิปัสสนามันก็อยู่ในนั้น
ศิษย์ : อยู่ยังไงครับ?
หลวงตา : ก็พุทธนุสสติ จิตระลึกถึงพระ ไตรสรณคมน์ รวมแล้วก็ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ มันก็เป็นกรรมฐานกองหนึ่งของสมถะ 3 กอง ใน 40 กอง
ศิษย์ : แล้วจากสมถะ มันจะขึ้นไปวิปัสสนายังไงครับ?
หลวงตา : มันไปเอง การไหว้พระสวดมนต์เนี่ย จิตมันสบายใช่ไม๊ พอจิตมันสบาย แล้วมันนิ่งไปเรื่อยๆ ถ้ามีอะไรมากระทบมันก็หนี มันก็ต้องพิจารณาใช่ไม๊ นั่นล่ะเริ่มเข้าเรื่องปัญญาแล้ว มันก็หนี มันหนีออกมา หนีจากกระแสที่ไม่สบาย กระทบแล้วมันเป็นทุกข์ มันก็เริ่มจะห่างออกมาเรื่อยๆ โดยอาศัยพระที่ห้อยก่อน นี่คือฐาน ท่านว่า
ศิษย์ : วิปัสสนาเบื้องต้นนี่คือดูกระแสพระ?
หลวงตา : อันนั้นมันเป็นวิชาพิเศษของแต่ละคน ถ้าฝึกไปแล้วมันก็รู้ ทำบ่อยๆมันจะรู้
ศิษย์ : ก็ใช้พิจารณาได้เหมือนกัน?
หลวงตา : ได้... นี่คือเจตนาในคนโบราณเค้าทำพระ
ศิษย์ : แล้วพวกที่จับพุทธคุณได้ว่า พระเหล่านี้ปลุกเสกมาทางแคล้วคลาด คงกระพัน นั่น?
หลวงตา : อ๋อ... นั่นเค้าฝึกอีกระดับหนึ่งแล้วนะ มาจากการอาราธนาพระ กราบพระ นึกถึงพระ นึกถึงกระแสของพระ
ศิษย์ : แล้วเราดูตรงนี้ไปเรื่อยๆนี่ ก็สามารถใช้พระจนถึงนิพพานได้เลย?
หลวงตา : ได้
ศิษย์ : มันก็เหมือนการดูจิตอย่างหนึ่ง?
หลวงตา : เป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง คือการฝึกสติจริงๆแล้ว ก็คือเอาสติไปอยู่ที่พระ นี่คือแนวทางของโพธิญาณ
ศิษย์ : ก็คือใจไม่ฟุ้งซ่านไปข้างนอก ใจอยู่แต่ที่พระ?
หลวงตา : ใช่... เมื่อจิตนึกถึงพระแล้วเนี่ย แม้แต่เราเห็นพระ เราจะปีติ ปีตินะ ปีติในพระ... มันจะแยกแยะออกว่า พระอะไรเป็นอะไร แยกพลังงาน แยกแยะพลังงานออกว่าอะไรเป็นอะไร แยกพลังงานพระออก แยกพลังงานสงฆ์ออก ดูว่าอะไร สงฆ์ก็คือมนุษย์ธรรมดาที่ยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน เหมือนคนทั่วๆไป แต่เพียงออกมาเฉยๆ ห่างออกมาเฉยๆ ไม่ได้แตะต้อง ใช้ตา ใช้อะไรเฉยๆ ใช้อารมณ์คิด แต่ไม่ทำ
ศิษย์ : ถ้าทำให้คนติดพระได้ ทั้งผู้สร้างผู้ใช้?
หลวงตา : อานิสงส์เยอะนะ เยอะมากเลยนะ เพราะทำให้คนเข้าถึงไตรสรณคมน์ ในพระไตรปิฏก ท่านว่า แม้แต่เลี้ยงมารดาตลอดชีวิต ยังสู้นำมารดาให้เข้าสู่ไตรสรณคมน์ไม่ได้ มันยาวไกล ไม่ใช่ชาติเดียว มันหลายชาติ นี่คือการห้อยพระ การนึกถึงพระ การเอาภาพพระไปติดไว้ที่บ้าน เปลี่ยนทัศนวิสัยใหม่
ศิษย์ : มองไปทางไหนก็เห็นแต่พระ?
หลวงตา : ใช่... ให้จิตมันจับพระ สมัยนี้รูปพระเยอะแยะไป ยิ่งถ้าคนแก่เนี่ย ถ้าเอาไปติดไว้ในบ้าน มันจะนึกออก เหมือนเวลานึกถึงบ้านเราเนี่ย เราก็นึกถึงภาพบ้านของเราออก ด้วยความเคยชิน ความจริงคนโบราณเค้าฉลาด แต่คนข้างหลังมา... กลายเป็นการซื้อขาย การเลี้ยงชีพ บางคนนี่ร่ำรวยเพราะการขายวัตถุมงคล
ศิษย์ : แล้วอย่างการทำพระนี่ เราจะเอามาใช้ในการพิจารณาอริยสัจจ์ได้ไม๊ครับ?
หลวงตา : มันอยู่ที่พระฮะ พื้นฐานอยู่ที่การนึกถึงพระ ถ้านึกได้แล้วมันไปเอง
ศิษย์ : พระนี่ คือการทำฐานให้เค้า?
หลวงตา : ใช่... อย่าลืมว่า คนเข้าถึงพระเนี่ย ในพระไตรปิฏกท่านก็พูดถึงอยู่หลายคน หลายคนมากที่เข้ามาเพราะได้ยินว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เกิดขึ้นในโลกนี้ อันนั้นเค้าเคยเกี่ยวข้องกับพระมาในอดีต
ศิษย์ : ทำไมสมัยพุทธกาลถึงไม่ทำพระไว้บ้าง?
หลวงตา : สมัยพุทธกาล ที่เค้าไม่ทำพระ เพราะพระพุทธเจ้าท่านยังอยู่ รูปลักษณ์ของพระพุทธะหมายถึงท่าน
ศิษย์ : สมัยก่อนเค้าก็เลยทำเป็นธรรมจักรอะไรไปแทน?
หลวงตา : ใช่.... เป็นรูปลักษณ์ของพระ มันเป็นพุทธนุสสติ มันเป็นกรรมฐานกองหนึ่ง ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ในสายพระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ ท่านจะเน้นเรื่องไตรสรณคมน์
ศิษย์ : เพราะถือเป็นฐานที่สำคัญ?
หลวงตา : หลวงพ่อดู่ท่านไม่เน้นนะฮะ วิปัสสนา ปัญญาอะไร หลวงพ่อดู่ท่านจะไม่สอน อยู่กับท่านมา ท่านไม่เคยสอน ท่านสอนให้นึกถึงพระอย่างเดียว
ศิษย์ : คนที่มาถึงจุดนี้แล้ว เค้าจะไปได้ของเค้าเอง?
หลวงตา : เค้าจะไปได้ของเค้าเอง
บันทึกการเข้า
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
Wisdom
ทีมงานเว็บวัดถ้ำเมืองนะ
ศิษย์วัดถ้ำเมืองนะ
ออนไลน์
กระทู้: 415
"อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธโหมิ อะนาคะเต กาเล"
Re: เสียงคำสอนหลวงตาม้า 21/08/52
«
ตอบ #2 เมื่อ:
มกราคม 22, 2012, 05:39:16 PM »
ศิษย์ : อย่างนี้ ถ้าเป็นสายโพธิญาณ เค้าต้องมีวิปัสสนาร่วมด้วยไม๊ครับ?
หลวงตา : ไม่รู้นะ สายอื่นไม่รู้นะ แต่สายหลวงพ่อท่านเน้นเรื่องพระ เน้นเรื่องการสร้างพระ เน้นเรื่องการนึกถึงพระ
ศิษย์ : คนเค้าชอบนึกกันว่า เรื่องพระเนี่ย มันไม่มีวิปัสสนา แต่เค้าไม่เคยนึกถึงว่า มันต้องสร้างฐานมาก่อน?
หลวงตา : ใช่... อย่าลืมว่า หลักของความเป็นจริงเนี่ยนะ จิตเนี่ย มันจะเข้าเป็นกรรมฐานกองไหน จิตมันต้องสบาย
ศิษย์ : การนึกถึงพระก็คือทำให้จิตสบาย?
หลวงตา : ทำให้จิตสบายก่อน ทำให้จิตมันมีกำลังก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาในสิ่งที่กระทบกระทั่งอะไร แล้วมันก็จะไม่เกี่ยวข้อง เพราะมันไม่สบาย ใช่ไม๊... มันไปโยงกับคำว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ท่านเน้นเรื่องนี้มากเพราะว่า ถ้าทำอะไรกับท่าน จะเป็นกรรมฐานอะไรก็ตาม ถ้ามันหนัก มันไม่สบาย ท่านจะไม่ให้ทำ มันจะเกิดวิปลาส มันจะเกิดสับสน
ศิษย์ : เหมือนเห็นพระบางองค์ ท่านเพ่งพระอาทิตย์จนตาบอด จนเป็นอะไรไป
หลวงตา : ใช่... ทำอะไรมันต้องมีแนวทาง มีผู้นำ มีครูบาอาจารย์ มันถึงจะไปได้ ถ้าไม่มี จะไปฝึกเอง อย่าไปทำท่านว่า
ศิษย์ : อืม... ต้องมีครู?
หลวงตา : อื้อ... สิ่งที่ฝึกง่ายที่สุดก็คือ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดอันดับแรก
ศิษย์ : หลวงปู่ท่านจะเน้นตรงนี้มาก?
หลวงตา : มาก.... ตื่นขึ้นก็ทำ กินข้าวก็ทำ เดินก็ทำ ท่านเน้นตรงนี้มาก
บันทึกการเข้า
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
ข่าว - ประชาสัมพันธ์
-----------------------------
=> วัดถ้ำเมืองนะ
===> สารสัมพันธ์วัดถ้ำเมืองนะ
===> กิจกรรมและภารกิจของหลวงตาม้าในต่างแดน
===> กฏกติกาการใช้เว็บ
=> สถานปฎิบัติธรรมสาขาวัดถ้ำเมืองนะอย่างเป็นทางการ
===> สถานปฏิบัติธรรมสาขา(ข้อมูลเก่า)
=> Luangtamalives
=> สัพเพสามัคคี
-----------------------------
งานบุญใหญ่ - วัดถ้ำเมืองนะ
-----------------------------
=> งานบุญใหญ่ต่างๆของวัดถ้ำเมืองนะ
-----------------------------
วัตถุมงคล - วัดถ้ำเมืองนะ ตำบลเมืองนะ จ.เชียงใหม่ โดยหลวงตาม้า
-----------------------------
=> วัตถุมงคลที่เปิดให้บูชา จัดสร้างโดยหลวงตาม้า วัดถ้ำเมืองนะ
=> เปิดประมูลพระเครื่องหลวงตาม้าเพื่อสมทบทุนสร้างมหาเจดีย์วิหารจักรพรรดิศรีอริยเมตไตร
-----------------------------
วัตถุมงคล - สาขาวัดถ้ำเมืองนะในจังหวัดต่างๆ โดยหลวงตาม้าเป็นผู้จัดสร้าง
-----------------------------
=> วัตถุมงคลในส่วนสาขาวัดถ้ำเมืองนะในจังหวัดต่างๆ โดยหลวงตาม้าเป็นผู้จัดสร้าง
-----------------------------
Bank S.W.I.F.T Code Transfer for overseas people
-----------------------------
=> รายละเอียด และ วิธีการโอนเงินจากต่างประเทศ
-----------------------------
VDO การตอบปัญหาธรรม และสื่อการสอนธรรมของหลวงตาม้า วัดถ้ำเมืองนะ
-----------------------------
=> VDO การแสดงธรรมของหลวงตาม้า
-----------------------------
ธรรมะ - ปฎิบัติ
-----------------------------
=> ธรรมะปฎิปทา หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
=> ข้อธรรมคำสอน หลวงตาม้า (พระอาจารย์วรงคต วิริยะธโร)
=> พุทธพรหมปัญโญปฎิบัติ
=> English Articles
-----------------------------
ธรรมะเสวนา
-----------------------------
=> วัตถุมงคลที่ญาติธรรมจัดสรรเพื่อแจกฟรี
=> เดินทางแสวงบุญ และสร้างบารมี
=> พุทโธ อัปปมาโณ
Powered by SMF
|
วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ)
|
กำลังโหลด...