|
Wisdom
|
 |
« เมื่อ: มกราคม 26, 2012, 12:24:52 AM » |
|
แต่ไหนแต่ไรมา คนเราเกิดมาแล้วมีแต่ความวุ่นวายสารพัดอย่างปรุงแต่งต่างๆ นานานับ
ไม่ถ้วนเหลือที่จะคณา เมื่อเรามาทำความสงบแม้เพียงประเดี๋ยวเดียวก็รู้สึกว่าเย็นใจสบายใจ
เราก็ควรรักษาความเย็นอันนี้ ความสบายอันนั้นไว้ให้ตลอดไป จึงจะเป็นไปเพื่อความสุขซึ่ง
เป็นความปรารถนาของคนทั่วไป เมื่อได้ความสุขนั้นมาแล้วก็จงรักษาความสุขนั้นไว้ ของหา
ได้ง่ายแต่รักษาได้ยาก ครั้นทำได้แล้วที่จะรักษาไว้ให้ได้นานนั้นยากที่สุด เพราะอะไร
เพราะกิริยาอาการทุกอย่างของเรามันกระทบกระเทือนอยู่ตลอดเวลาเป็นต้นว่า ยืน เดิน นั่ง
นอน การพูด การคุย การกิน สารพัด ทุกอย่าง เป็นเรื่องกระทบอายตนะทุกสิ่งทุกประการ
จิตมันก็ส่งไปตามอายตนะจึงว่ารักษาได้ยาก ถ้าหากผู้ทำได้ชำนิชำนาญคล่องแคล่วเสียแล้ว
ท่านรู้เท่ารู้เรื่องท่านตามรู้ตามเห็นทุกสิ่งทุกประการ มันจะมาแบบไหนก็ตามรู้เรื่องของมันจิต
ส่งไปก็เป็นธรรมะ จะคิดนึกถึงก็เป็นธรรมะ มันปรุงมันแต่งก็เป็นธรรมะ ถ้ารู้เท่ารู้เรื่องมัน
เป็นธรรมดาเป็นของมันอย่างนั้นเป็นธรรมะทั้งหมด ผู้ปฏิบัติจะเห็นความดีความชั่วของตน
ตรงนี้แหละมันเป็นธรรมหรือมันเป็นโลก ก็เห็นกันที่ตรงนี้ ที่จิตนี่
แนะนำแนวการปฎิบัติรูปแบบหนึง
เบื้องต้นกำพระทำใจให้สบายๆสวดจักรพรรดิไปเรื่อยๆหรือภาวนาไตรสรณคมณ์ เป็นการน้อมพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณเข้าสู่จิตเพื่อยกระดับจิตใจให้ละเอียดขึ้น และง่ายสำหรับการนำมาพิจารณาโดยการทำใจ
ให้สงบในขั้นนี้เรียกว่าสมถะสมาธิคือทำใจให้ถึงความสงบ ขอบารมีหลวงปู่
เป็นที่สุดให้ท่านช่วยคุมการปฎิบัติของเรา
ขึ้นการพิจารณา
เมื่อผ่านไปเรื่อยๆและรับรู้ว่าใจเราสงบสบายแล้วสมควรแล้วที่จะนำมาพิจารณาข้อธรรม
จึงยกเอาข้อธรรมข้อดข้อหนึ่งขึ้นมาพิจารณานี้เรียกว่าวิปัสสนา
ทำสมถะให้ใจสว่างแล้วใช้วิปัสสนาเพื่อ
ขจัดกิเลศพิจารณาข้อธรรมให้ปลงข้อใดข้อหนึ่ง
เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น
ธรรมที่แต่ละบุคคลจะน้อมขึ้นมาพิจารณา
อาจจะไม่เหมือนกันแล้วแต่จริตของแต่ละคน
มีจิตตั้งมั่นในพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตผู้ปฏิบัติที่มีความสามารถ
ฉลาดย่อมจะต้องศึกษาจิตใจและอารมณ์ของตนให้เข้าใจ
และรู้จักวิธีกำหนดปล่อยวางหรือควบคุมจิตใจและอารมณ์ให้ได้ เปรียบเสมือนเวลาที่เราขับรถยนต์
จะต้องศึกษาให้เข้าถึงวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัย บางครั้งควรเร่ง บางคราวควรผ่อน
บางทีก็ต้องหยุดเร่งในเวลาที่ควรเร่ง ผ่อนในเวลาที่ควรผ่อน หยุดในเวลาที่ควรหยุด
ก็จะสามารถถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
ข้อสำคัญที่สุดของการปฏิบัติคือ ต้องไม่ประมาท ต้องปฏิบัติให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้
ใครจะรู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็นเสียแต่วันนี้ เวลาใกล้จะตาย
มันก็ไม่เป็นเหมือนกัน เหมือนคนที่เพิ่งคิดหัดว่ายน้ำ เวลาใกล้จะจมน้ำตาย นั่นแหละ
ก็จมตายไปเปล่า ๆ ถ้าใน 1 วันนี้ไม่ปฏิบัติภาวนาวันนั้นขาดทุนเสียหายหลายล้านบาท
จงมองดูทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่า คนสัตว์สิ่งของ เงิน ทอง ลาภ ยศ นินทา สรรเสริญ
เป็นของโกหกของสมมุติ ภาพมายาทั้งนั้น ทุกอย่างไม่ใช่ของจริงเป็นของหลอกลวงที่คน
ไม่ฉลาดต่างพากันหลงใหลกับสิ่งของสมมุติของโกหก ไม่ว่าอารมณ์ดี อารมณ์ร้าย
ก็ไม่ใช่ของเราจริงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทุกข์ทั้งหลายเกิดจากเหตุ(คือ ความไม่รู้ ความอยากได้)
ถ้าต้องการดับทุกข์ ต้องดับเหตุก่อน คือ ให้รู้ว่าทั้ง 3 โลก เป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงเป็นโทษ
เป็นทุกข์เป็นปัญหา และสูญสลายตายกันในที่สุด ถ้าเรามีญาณก็จะรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดในชีวิตเราไม่มีการบังเอิญเลย
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 30, 2012, 10:12:45 AM โดย Wisdom »
|
บันทึกการเข้า
|
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
|
|
|
|
Wisdom
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 26, 2012, 12:25:07 AM » |
|
ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมพิจารณาร่างกายคนสัตว์ในโลกว่าน่าเกลียดน่ากลัว เป็นทุกข์เป็นโทษ
เป็นภาระต้องดูแลอย่างหนัก เน่าเหม็นแตกสลายตายไปกันหมด ผู้ที่มีศรัทธาแท้คือผู้ที่
เชื่อและยอมรับ พระพุทะ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งแทนที่จะเอาความโลภ ความโกรธ
ความหลงมาเป็นที่พึ่ง ผู้ปฏิบัติตามพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน คือ
ให้ขยันภาวนา แล้วความโลภ ความโกรธ ความหลงจะน้อยลงและหมดไป
ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นตามดูจิต รักษาจิต ผู้ฝึกจิตถ้าทำจิตให้มีอารมณ์หลายอย่างจะ
สงบไม่ได้ และ ไม่สภาพของจิตตามเป็นจริง ถ้าทำจิตให้ดิ่งแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว
โดยเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างแตกสลายตายหมดสิ้นแล้ว จิตก็มีกำลังเปล่งรัศมีแห่งความสว่าง
ออกมาเต็มที่ มองสภาพของจิตตามเป็นจริง ได้ว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นกิเลส อะไรควรรักษา
อะไรควรละทิ้งออกจากจิต ไม่ควรใส่ใจสนใจเรื่องของผู้อื่น ควรตั้งใจตรวจสำรวจดูจิตของ
เราเองว่ายังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง คิดว่าร่างกายนี้ยังเป็นของจิตหรือไม่
ตามความเป็นจริงแล้วจิตกับกายไม่ใช่อันเดียวกัน เพียงแต่มาอาศัยกันชั่วคราวเท่านั้น
เช่น
- พิจารณาความไม่เที่ยงของร่างกาย ระลึกถึงความตายว่าหนีไม่พ้น พิจารณาความเน่าเสียของร่างกาย
เพื่อปลงและไม่ยึดถือยึดมั่นในร่างกาย เพื่อไม่ยึดถือว่ามีเขามีเรา และมีความต้องการความหลุดพ้นเพียงอย่างเดียว
ที่อื่นๆนอกจากพระนิพพานเราไม่ต้องการเพราะยังต้องเวียนว่ายตายเกิดและกลับมาทุกข์อีกอยู่
- พิจารณา ถึงข้อเสียของกิเลศ และค้นจิตตัวเองดูว่ายังมีกิเลศตัวไหนอยู่ แล้วใช้ความสงบของจิตเข้าข่ม
- อัตภาพร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราจะไม่มีการติดอกติด
ใจอยู่ในร่างกายของเรา และร่างกายของบุคคลอื่น เราถือเสมือนว่าร่างกายเป็นสภาวะอันหนึ่ง ๆ
หรือ บ้านเช่าที่เราใช้อาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
- วิจิกิจฉา เราไม่สงสัยในคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้ปัญญาพิจารณา
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวรอยู่เสมอ
- สีลัพพตปรามาส เราจะรักษาศีลให้ครบถ้วนไม่ลูบคลำศีล
- กามฉันทะ เป็นฉันทะ เป็นภัยสำหรับเรา เราพยายามหาทางทำลายกามฉันทะให้พินาศไปจากจิต
- เราจะตัดปฏิฆะ คือ ความกระทบกระทั่งกับอารมณ์ของจิต ด้วยอำนาจความโกรธ ความพยาบาทให้สิ้นไป
สุดท้ายเมื่อท่านทำถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ปลงและสำเร็จขอธรรมในการทำกิเลศให้สิ้นไปเมื่อนั้นคือหมดแห่งความมีชาติภพ
ก่อนภาวนาทุกครั้งขอให้ระลึกถึงพระนิพพานเป็นที่สุดในชาติปัจจุบันอย่างเลวขอให้ไปสำเร็จ
ยุคพระศรีโดยตายจากการเป็นคนไปเป็นเทวดาแล้วรอพระศรีมาไปฟังเทศแล้วบรรลุเข้านิพพาน
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 30, 2012, 10:15:39 AM โดย Wisdom »
|
บันทึกการเข้า
|
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
|
|
|
|
bonzai
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 30, 2012, 07:10:47 AM » |
|
โมทนาสาธุ..
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
พุทธะสังวิหะระตังปุญญังวะทามิ
|
|
|
|
Anuntada
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 30, 2012, 07:28:12 AM » |
|
อนุโมทนาค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
din
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 31, 2012, 08:35:44 AM » |
|
สาธุๆ โมทนาบุญ ดังนั้นแล
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
thommy
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2012, 04:51:24 PM » |
|
โมทนาครับ สาธุ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Wisdom
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2012, 08:23:55 AM » |
|
โมทนาสาธุครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
|
|
|
|
kunger
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2012, 03:58:58 PM » |
|
ขออนุโมทนาสาธุครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
bupuk
|
 |
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 10:40:04 AM » |
|
อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ นิพพานสุขขัง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
tanado
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 03:41:09 PM » |
|
สาธุ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
คนฝั่งโขง
|
 |
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 15, 2012, 06:14:02 PM » |
|
อนุโมทนา ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
นิพพานัง ปัจจโยโหตุ..
|
|
|
|
Tulya
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 29, 2012, 07:06:50 PM » |
|
อนุโมทนาสาธุ นิพพานัง ปรมัง สุขัง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|