หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงตาม้าอธิบายถึงการนอนน้อยปฏิบัติเยอะทำอย่างไรและเกร็ดธรรมคำสอนอื่นๆ  (อ่าน 371 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Wisdom
ทีมงานเว็บวัดถ้ำเมืองนะ
ศิษย์วัดถ้ำเมืองนะ
******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 415


"อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธโหมิ อะนาคะเต กาเล"


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มกราคม 29, 2012, 08:32:17 PM »



ลูกศิษย์ : หลวงตาครับ หลวงตาเคยบอกว่ามี วิธีที่หลวงตานอนน้อยปฏิบัติเยอะ นอนวันและ แค่ 5 นาที ก็เพียงพอ ทำอย่างไรครับ
หลวงตา : ทำสมาธิ
ลูกศิษย์ : ทำสมาธิ ทำอย่างไร ครับ
หลวงตา : กำหนดไว้ จิตมันเหนือธาตุไปแล้ว คือสามารถจะหยุดเมื่อไรก็ได้ จิตมันพัก
ลูกศิษย์ : ร่างกายคนเราต้องนอน ต้องพักผ่อน
หลวงตา : ร่างกายควบคุมด้วยจิต ไม่ได้ควบคุมด้วยทุกส่วน ธาตุขันธ์ ไม่ใช่ ธาตุขันธ์มันทำงานของมันอยู่แล้ว ดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ไอ้คนควบคุมคือจิต ควบคุมจิตได้ ก็ โอเค ก็ควบคุมธาตุได้ เหมือนคน เล่นไพ่ มันทำไมไม่นอน
ลูกศิษย์ : มันเพลิน
หลวงตา : มันเพลิน มันไม่อยากนอน แต่ถ้ามันหยุดเมื่อไร มันนอน 2 วัน ยังไม่ตื่น
หลวงพ่อท่านบอกว่าเหมือนฝึกกรรมฐานให้เพลิน เหมือนเล่นไพ่ สุดยอด
ไม่นอน 3 วันยังได้ จริง เพราะมันเพลินในกรรมฐาน มันเพลินในสมาธิ
เพลินมาก มันไม่เบื่อ มันไม่อิ่ม ถ้าทำแล้วมันเบื่อ มันก็ขี้เกียจทำ
ลูกศิษย์ : อาการเหน็บ อาการชา ไม่มีเหรอครับ
หลวงตา : ไม่มีครับ ไม่มี เหมือนเล่นไพ่ไม่ผิด เหมือนกันเลย แต่มันอารมณ์คนละอย่างกัน จิตมันจดจ่อกันคนละอย่าง
ลูกศิษย์ : หลวงตาครับผมขออนุญาตถาม เป็นคำถามที่เจอกันใน Web เป็นประจำ เป็นคำถามที่ซ้ำๆ กัน จะได้ให้หลวงตาตอบทีเดียวจะได้ไม่ต้องตอบกันบ่อย ๆ หลวงตาจะเหนื่อย ผมแบ่งเป็นหัวข้อคร่าว ๆ ครับหลวงตา
ลูกศิษย์ : ข้อ1 การกำหนดภาพหลวงปู่ครับ มีคนถามกันเยอะว่าเวลากำหนดภาพเนี่ย มันไม่เห็นซะทีครับ จะต้องทำอย่างไรครับ จะทำให้เห็นได้ชัดเจน
หลวงตา : (หลวงตาหัวเราะ เบา ๆ อย่างอารมณ์ดี) อย่างหนึ่ง ต้องมีเวลาครับ
ลูกศิษย์ : ต้องค่อย ๆ ทำ
หลวงตา :ตั้งภาพไว้เสมอ เสมอกับสายตาเรา
ลูกศิษย์ : อ๋อ
หลวงตา : เสมอกับสายตาเรา สามารถที่จะเห็นได้ ไม่เงย หรือ ก้ม พอดีภาพที่พอดีๆ ระหว่างสายตาเรา แล้วเราลืมตาดู ไม่ใช่เพ่ิงนะ ดูอยู่เฉย ๆ
ลูกศิษย์ : ดูธรรมดา อย่างเนี่ยเหรอครับ
หลวงตา : ใช่ ดูธรรมดา แล้วเราก็หลับตา ไม่ใช่หลับเลยนะ หลับพอดี ๆ ภาพนั้นยังอยู่ พอภาพหายมองใหม่ แล้วก็สวดไปเรื่อย ๆ
ลูกศิษย์ : สวดด้วย ดูด้วย
หลวงตา : สวดไปเรื่อย ๆ ระหว่่างไตรสรณคม กับจักรพรรดิ์ สลับกันไป หรือไม่ก็ นะโมโพธิสัตว์โต พรหมปัญโญ ก็ได้
ลูกศิษย์ : อ๋อ
หลวงตา : ทุกอย่างเกี่ยวกับท่าน
ลูกศิษย์ : ต้องใช้เวลาทำไปเรื่อย ๆ
หลวงตา : เวลา...กำหนดไม่ได้ มันอยู่ที่แต่ละคน
ลูกศิษย์ : อืม ใครที่เคยปฏิบัติมามาก ก็ทำได้เร็ว แล้วเวลากำหนดนี้เป็น ภาพไหนก็ได้ ใช่ไม๊ครับ ที่เกี่ยวกับหลวงปู่
หลวงตา : ถูก เป็นภาพนั่ง ขัดสมาธิ หรือ นั่งหย่อนขา หรือ ยืน ก็ได้
ลูกศิษย์ : จะเป็นหลวงปู่ทวด หรือจักรพรรดิ์ ก็ใช้ได้
หลวงตา : ได้ หลวงปู่ดู่ก็ได้ หลวงปู่ทวดก็ได้ เป็นจักรพรรดิ ก็ได้ ทรงเครื่องก็ได้ แล้วแต่ นี่คือการจับภาพ
ลูกศิษย์ : แล้วเวลาจับภาพ เดี่ยวเปลี่ยนเป็นยืนบ้าง นั่งบ้าง คือเราไม่ต้องไปกำหนดตายตัวใ้ช่ไม๊ครับ
หลวงตา : กำหนดไม่ได้ครับ ภาพไปเอง
ลูกศิษย์ : คือเราปล่อยไป แต่เราดูเฉย ๆ
หลวงตา : ดูเฉย ๆ มีหน้าที่ดูเฉย ๆ
ลูกศิษย์ : อ๋อ ท่านจะเดินบ้าง นั่งบ้างก็ต้องปล่อย ดูไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนเป็นหลวงปู่ทวด ก็ตาม ก็ดูไป
หลวงตา : ใช่ ถ้าท่านเปลี่ยน โอเค แสดงว่าใช่
ลูกศิษย์ : อ๋อ ต้องเปลี่ยน
หลวงตา : ใช่ตัวท่าน คือมองบ่อย ๆ ท่านก็เปลี่ยน
ลูกศิษย์ : อ๋อ
หลวงตา : ขยับตาบ้าง ยักคิ้วบ้าง ยิ้ม ใช่ ทั้งหมดนะใช่หมดเลย ลุกขึ้นยืนบ้างกวักมือบ้างก็มี ยกมือ ก็มี
ลูกศิษย์ : อ๋อ ทำท่า
หลวงตา : เปลี่ยนโดยอัตโนมัติ บังคับไม่ได้
ลูกศิษย์ : อ๋อ
หลวงตา : อย่าไปเพ่ง
ลูกศิษย์ : ครับ
หลวงตา : ดูเฉย ๆ เพราะการเพ่ิงมันจะเสียลูกกะตา
ลูกศิษย์ : อ๋อ เพราะนี่ไม่ใช่ กสิณ
หลวงตา : ไม่ใช่ ดูเฉย ๆ ดูพลังงานท่าน เฉย ๆ
ลูกศิษย์ : ครับ แล้วเวลากำหนดนี่ลืมตาหรือหลับตา จะดีกว่าครับ
หลวงตา : ลืมตาดู
ลูกศิษย์ : ลืมตาดู
หลวงตา : ดูแววตา
ลูกศิษย์ : อ๋อ ให้เห็นไกล ๆ
หลวงตา : ใช่ ถ้าดูภาพท่านเคลื่อนที่ได้ ดูพระพุทธรูป ก็เคลื่อนที่ไ้ด้เหมือนกัน
ลูกศิษย์ : ได้
หลวงตา : ได้ คือจิตเห็น
ลูกศิษย์ : แบบลืมตาดู เนี่ยนะครับ


* clip_image001.jpg (48.15 KB, 400x472 - ดู 285 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2012, 08:33:55 PM โดย Wisdom » บันทึกการเข้า

"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
Wisdom
ทีมงานเว็บวัดถ้ำเมืองนะ
ศิษย์วัดถ้ำเมืองนะ
******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 415


"อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธโหมิ อะนาคะเต กาเล"


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 29, 2012, 08:32:28 PM »

หลวงตา : จิตเห็น แต่อาศัยตา ออกทางตา ภาพมันจะฟ้อง
ลูกศิษย์ : ตาก็เห็นนิ่ง ๆ แต่จิตเห็นท่านลุกมา
หลวงตา : ใช่ คือตาเห็นภาพ จิตเห็นพลังงาน
ลูกศิษย์ : อืม เห็นยังนั้นเลย
หลวงตา : ต้องอาศัยตา
ลูกศิษย์ : อ๋อ ลืมตาแล้วดูด้วยจิต
หลวงตา : ใช่
ลูกศิษย์ : อ๋อ เพราะฉะนั้นถ้าลืมตาทำได้นี่คือเราอยู่ได้ทุก อาริยาบท กินข้าว อาบน้ำ อะไรนี่ได้หมด
หลวงตา : ถูก
ลูกศิษย์ : อืม แล้วเวลาถ้าภาพหายไปแล้วเราจะต้องทำอย่างไร ลืมตาดูใหม่
หลวงตา : ลืมตาดูใหม่
ลูกศิษย์ : เพียรทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าที่
หลวงตา : จนกว่าจะนึกเมื่อไรได้ เห็นท่่าน
ลูกศิษย์ : สำหรับผู้ที่ปฏิบัติใหม่ๆ พอลืมตาดู
หลับตาแล้วเห็นภาพแป็บเดียวแล้วดูใหม่ได้ไม๊
หลวงตา : ใช่ พอภาพท่านหายไปแล้วลืมตาดูใหม่ นี่ง่ายที่สุดครับ กรรมฐานที่ง่ายที่สุด ง่ายกว่าเอาพระมากำ นะ นึกถึงพระนี่
ลูกศิษย์ : ง่ายกว่าอีก
หลวงตา : ง่ายกว่า คนไม่มีเวลาก็ พกรูปท่านไปด้วย รูปเล็ก ๆ เวลานึกไม่ออกเอารูปท่านมาดู เหมือนในแผ่นพับ
ลูกศิษย์ :ข้อ 2 แล้วการกำหนดภาพหลวงปู่เราจะกำหนดอย่างไร เราจึงจะถามอะไรต่าง ๆ ท่่าน ได้
หลวงตา : ท่านเปลี่ยนอาริยาบทก็ถามท่านได้
ลูกศิษย์ : ต้องให้เปลี่ยนอาริยาบทก่อนถึงถามได้

หลวงตา : ใช่ อาริยาบท ท่านยิ้ม ยักคิ้ว จบหลักสูตรแล้ว จบหลักสูตรที่นี่แล้ว ถามท่านได้เลย
ลูกศิษย์ : อ๋อ สมมุติ ว่าท่าน นั่งแล้วเป็นลุกขึ้นยืนถามท่านได้เลย
หลวงตา : เห็นท่านเคลื่อนไหวก็ถามในใจได้เลย แต่ต้องถามในสิ่งที่เราไม่รู้นะ เราไม่รู้นะุ (หลวงตาเน้น) ไม่ใช่ถามในสิ่งที่เรารู้แล้ว
ลูกศิษย์ : เดี๋ยวจะกลายเป็นปมไปเอง อ๋อ ต้องถามในสิ่งที่ไม่รู้
หลวงตา : ไม่รู้เลย ลึกท่าไรก็ได้
ลูกศิษย์ : เพื่อเป็นการเช็คความถูกต้อง
หลวงตา : ใช่
ลูกศิษย์ : แล้วเรื่องที่ถามต้องเป็นเรื่อง ธรรมะ เท่านั้น
หลวงตา : เรื่องแต่งตั้ง เรื่องธรรม
ลูกศิษย์ : เพราะฉะนั้นถ้าเราไปถามหวยก็ไม่ได้
หลวงตา : ไม่ได้ครับ ปิดสนิทครับ รูปท่านจะหายเลยอีกนาน
ลูกศิษย์ : หายเลยเหรอครับ
หลวงตา : นึกไม่ออกครับ ต้องมาดูใหม่ มาดูรูปใหม่ เริ่มต้นใหม่
ลูกศิษย์ : ต้องถามเรื่องธรรมะเท่านั้น
หลวงตา : อย่างเดียวเท่านั้น
ลูกศิษย์ : อ๋อ
หลวงตา : ถามลักษณะการตั้งบารมี หรือไม่จะถามเรื่องอดีตต้องบอกท่านว่า ขอศึกษาเรื่องพลังงาน
ลูกศิษย์ : บอกอยากดูไม่ได้ ต้องขอศึกษาเรื่องพลังงาน
หลวงตา : หลวงพ่อผมอยากศึกษาเรื่องพลังงาน
ลูกศิษย์ : ศึกษาเรื่องพลังงาน คือทำอย่างไรก็ได้ เรื่องที่เราจะดูที่เราจะโน้ม
เข้าไปหาเรื่องธรรมะ เรื่องบารมี ท่านถึงจะบอก
หลวงตา : ใช่ ในสิ่งที่ถาม ท่านต้องใช้ปัญญา ใช้พิจารญาณ ดู
ลูกศิษย์ : บางทีุ ถามแล้วเห็นรูปแล้ว ตีความไม่ออก
หลวงตา : ก็ต้องบอกท่าน
ลูกศิษย์ : บอกท่าน บอกว่ายังไงครับ
หลวงตา : มันลึกเิกินไป คือเราไม่เข้าใจ ในสิ่งที่ท่านทำภาพให้ดูเราไม่เข้าใจ เพราะว่าเราเรียนยังไม่ถึง บอกท่านอย่างนี้ ผมยังเรียนไม่ถึง
ลูกศิษย์ : ครับ แล้วบางครั้งถ้าถามนี้ แต่ท่านไม่ตอบเอง แต่เหมือนเป็นภาพมีพระองค์อื่นมาตอบนี่ใช้ได้หรือป่าวครับ
หลวงตา : พระองค์นั้นก็คือท่านเองแหละ หรือไม่ก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องกับท่าน
ลูกศิษย์ : เพื่อให้สะดวกแก่การตอบแก่เรา
หลวงตา : ใช่
ลูกศิษย์ : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านตอบเรา หรือเราดูจากความรู้สึก
หลวงตา : ไม่ใช่ ความรู้สึกเราจะเกิดขึ้นทันทีในสิ่งที่เราไม่รู้ เวลาเราถาม เราถามในสิ่งที่ไม่รู้ ไม่ใช่จะไ้ด้ทุกคน
ลูกศิษย์ : ไม่ใช่ได้ทุกคน
หลวงตา : ต้องใช้เวลานาน บางคนเป็น 10 ปี บางคน 5 ปี
ลูกศิษย์ : แสดงว่าเค้าไม่ได้ปฏิบัติมาทางนี้เหรอครับ
หลวงตา : อืม ... ไม่แน่ใจนะ เพราะว่าตั้งแต่สัมผัสมานี้ บางคนใช้เวลานาน บางคน 3 วัน 7 วัน มั่ง 3 เดือนมั่ง 3 ปีมั่ง ปีกว่ามั่ง ไม่แน่
ลูกศิษย์ : บางคนชอบถามว่ากำหนดอย่างไร ให้แสงลงมาที่ อะไรอย่างนี้
หลวงตา : ไม่ได้ นั้นหมายถึงคนที่เป็นแล้ว
ลูกศิษย์ : อ๋อ ต้องชำนาญแล้ว
หลวงตา : ต้องชำนาญแล้ว
ลูกศิษย์ : คนที่เริ่มต้นเอาที่ภาพอย่างเดียว
หลวงตา : เอาที่ภาพก่อน อย่าเพิ่งไปล้ำเส้น
ลูกศิษย์ : ถ้าเป็นแบบนั้น ต้องรู้กระแสแล้ว
หลวงตา : ต้องรู้กระแสแล้ว
ลูกศิษย์ : ไม่งั้นมันจะหลุดไปเลย จับไม่ได้
หลวงตา : ใช่
ลูกศิษย์ : อ๋อ...ระดับไหนถึงจะเรียกได้ว่าชำนาญแล้วครับ
หลวงตา : อืม... ระดับไหนถึงชำนาญแล้ว คือในใจหลวงปู่ดู่นี่ มันอยู่ที่อารมณ์ของเราด้วย อยู่ที่ความสบายของเราด้วย ต้องเข้าใจเรื่องพรหมปัญโญ
ลูกศิษย์ : พรหมปัญโญ
หลวงตา : ต้องมีปัญญาอย่างพรหม พยายามทรงพรหมวิหาร
ลูกศิษย์ : ก็คือจิตเป็นพรหมวิหารโดยปกติ
หลวงตา : ตอนที่นึกถึงท่านนี่
ลูกศิษย์ : พรหมวิหารครบ
หลวงตา : อืม ต้องทำให้สบาย ๆ
ลูกศิษย์ : จิตต้องสบาย ไม่ใช่ไปเกร็งเครียด อะไรอย่างนั้น
หลวงตา : ไม่ใช่ ต้องวางอุเบกขา สบาย ๆ
ลูกศิษย์ : สมมุติ ถ้าเกิดมีภาพอะไรขึ้นมา เราก็ไม่ตื่นตกใจ
หลวงตา : สบาย ๆ
ลูกศิษย์ : ทำสบาย ตลอด
หลวงตา : ใช่
ลูกศิษย์ : อ๋อ...ทำอย่างนั้น
หลวงตา : ใช่ อย่างนั้นถึงจะชัด
ลูกศิษย์ : มีบางคนเคยเห็น ใครมาเคยมาฆ่าเราแล้วโกรธ
บันทึกการเข้า

"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
Wisdom
ทีมงานเว็บวัดถ้ำเมืองนะ
ศิษย์วัดถ้ำเมืองนะ
******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 415


"อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธโหมิ อะนาคะเต กาเล"


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 29, 2012, 08:32:46 PM »

อย่างนี้ไม่ใช่
หลวงตา : ตกใจ
ลูกศิษย์ :อ๋อ
หลวงตา : กำหนดใหม่ ทรงพรหมวิหารใหม่ ต้องทำอุเบกขาใหม่ ภาพจึงจะชัด
ลูกศิษย์ :ชำนาญก็คือ จิตสบายในพรหมวิหาร
หลวงตา : ใช่ ทำสบาย ๆ
ลูกศิษย์ :แต่ก่อนมันจะสบาย มันยาก
หลวงตา : พยายาม เพราะเราฝึกสายหลวงปู่นี่ จิตท่านเป็นพรหม คือจิตมันต้อง ละเีอียด ทุกคนถ้าฝึกทุกวัน แล้วจับหลวงพ่อนี่ได้ กายต้องขึ้นพรหมทั้งนั้น
ลูกศิษย์ :แสดงว่า เป็นทางไปเป็นพรหม
หลวงตา :ใช่ เพราะทรงพรหมวิหาร ถึงจะเห็นดี ถึงจะเห็นชัด ช่วงที่เห็น ช่วงที่สัมผัส อารมณ์มันก็เหมือนมนุษย์ธรรมดา มีโลภ โกรธหลง ธรรมดา แต่ว่าเวลาทำกรรมฐานเนี่ย เวลาจับภาพท่าน มันต้องพรหมวิหารอยู่แล้ว ไม่ใช่จะทรงได้ตลอด มันทรงได้ชั่วคราว
ลูกศิษย์ :อ๋อ...
หลวงตา : แล้วมันจะค่อยเพิ่มไปเรื่อย ๆ
ลูกศิษย์ : ค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาไปเรื่อย ๆ
หลวงตา : ใช่ เหมือนการสมาทานศีลอยู่ทุกวันก่อนนอน หรือก่อนนั่ง ปานาติปาตา ไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะออกไปข้างนอกทั้งวัน เพราะความชำนาญ
ลูกศิษย์ :ต่อไปก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ
หลวงตา : ไม่ใช่คนจะรักษาศีล ได้เลยไม่ใช่
ลูกศิษย์ : ต้องค่อย ๆ ฝึก
หลวงตา : ค่อย ๆ ไป ไม่ใช่ไปบังคับมัน ศีลบังคับไม่ได้ มันจะค่อย ๆ ซึมไปเรื่อย ๆ
ลูกศิษย์ : ค่อย ๆ ทำ
หลวงตา : มันจะไปโดยอัตโนมัติของมัน
ลูกศิษย์ : ถ้าเราค่อย ๆ ฝึกแบบนักกีฬา เรานั่งสมาธิ ภาวนาคาถาจักรพรรดิ แบบ 3 ครั้ง ภาวนาในใจ แล้วเราก็ทรงภาพหลวงปู่ตลอด พรุ่งนี้เราก็เพิ่มเป็น 4 แล้่ว เป็น 5 ค่อย ๆ เพิ่ม
หลวงตา : มันไปเองครับ
ลูกศิษย์ :มันไปเอง
หลวงตา : ครับถ้ามันเพลินแล้วมันไปเอง บางที่หลายชั่วโมงนะ
ลูกศิษย์ : คือเราไม่ต้องไปฟิกตายตัวว่าเวลาเท่านั้น
หลวงตา : ไม่ครับมันไปเิอง
ลูกศิษย์ : ก็คือเรามีหน้าที่ทำเท่านั้นเอง
หลวงตา : มันจะเลื้อยไปเรื่อย ๆ จาำก 5 ก็เลื้อยไป 8
ลูกศิษย์ :ในระหว่างวันมันจะมีผลกระทบร่างกายเราไม๊ นั่งเช้าถึงเย็น
03-27-2008, 11:48 PM      #2     หลวงตา : มันก็มีนะ ธาตุขันธ์เรา มันอาจจะดีที่สุดช่วงอาบน้ำ ช่วงก่อนกินข้าว หรือไม่ก่อนนอน เพราะว่าธาตุมันพัก อย่างเราทำงานมาทั้งวันเนี่ย แล้วมานั่งเนี่ย ยังไงก็เอาไม่อยู่ครับ เพราะธาตุเราทำงานทั้งวัน เพราะจิตมันควบคุมไม่ได้ ควบคุมอะไรไม่ได้มันก็จะฟุ้งไป มันบินไปบินมา แต่ถ้าเราพักนอนตื่นขึ้นมาแล้วมันจะสดชื่น อาบน้ำเสร็จแล้วมาทำกรรมฐาน มันจะพร้อมไง
ลูกศิษย์ : ต้องให้ธาตุขันธ์ข้างนอกมันสบายด้วย
หลวงตา : ใช่ คือมันเกี่ยวข้องกัน ธาตุกับจิตมันเกี่ยวข้องกัน ต้องให้มันสมบูรณ์ทั้งสอง
ลูกศิษย์ : ช่วงเช้าจะดีกว่าช่วงเย็น
หลวงตา : ดีกว่าครับ ดีกว่าเยอะเลย เพราะช่วงเช้าซักตี 4 ตี 5 มันเป็นเวลาที่เอื้อที่สุด ที่ดีมาก ลองสังเกตดู ลองลุกขึ้นมา ครอบครัวเรายังไม่มีใครตื่น มันจะสบาย
ลูกศิษย์ : มันสัปปายะ
หลวงตา : เสียงก็จะไม่ค่อยมี ถ้าตอนเย็นนี่เสียงข้างบ้านเสียงวิทยุบ้าง เสียงทีวีบ้าง อะไรบ้าง มั่วไปหมด เพราะบางคนนี่เค้ากลับบ้านแล้วเค้าอาบน้ำไหว้พระสวดมนต์นิดหน่อยแล้วเค้าก็นั่งนิดหน่อยแล้วเค้าก็นอน จะไปตื่นตี 3 ตี 4 แล้วก็ไปอาบน้ำมาสดชื่น แล้วก็ฝึกถึง 6 โมงแล้วไปทำงาน
ลูกศิษย์ :เวลาเราสวดนี่เราออกเสียงหรือสวดในใจได้ดีครับ
หลวงตา : ออกเสียงนี่ก็ดีนะ เพราะออกเสียงนี่ เสียงมันใกล้หูเรา เสียงอื่นมากระทบไม่ได้ แต่ถ้าเราสวดในใจนี่ มันจะต้องสวดห้องที่เงียบ หรือไม่ก็สวดหลาย ๆ คน เสียงมันจะกลบกัน
ลูกศิษย์ :จำเป็นต้องสวด 108 จบ หรือ ตามกำลังวันเสมอไป
หลวงตา :สวดตามกำลังที่เราจะสวดได้ กี่จบก็ได้
ลูกศิษย์ :ที่เราสวดแล้วมัน สบาย
หลวงตา : ใช่ ถ้าสบายก็สวดไปเรื่อย ๆ ที่เราสวดตามกำลังวัน เมื่อก่อนก็สวด 108 ทีแรก บางคนใหม่ไง สวดนาน ๆ ไม่ไหว
ลูกศิษย์ :แล้วความเร็วในการสวดมีผลไม๊ แล้วบางคนสวดเร็วๆ บางคนสวดช้า
หลวงตา :มีผลสำหรับแต่ละคนครับ บางคนสวดช้าไม่ได้ ช้าแล้วจิตไปอื่น จิตมันไปอย่างอื่น บางคนสวดเร็วไม่ได้ บางคนสวดจังหวะธรรมดา แล้วจับที่ภาพไปด้วย แล้วสวดไปด้วย มันไม่เหมือนกันครับ อยู่ที่สวดแล้วสบาย
ลูกศิษย์ :แล้วอย่างคนที่อยู่ต่างประเทศ พอ 2 ทุ่มครึ่ง แล้วกำหนดร่วมกันของคนไทยถึงจะได้
หลวงตา : ของเมืองไทยครับ
ลูกศิษย์ : แล้วถ้าเค้าอยู่ที่โน้น 2 ทุ่มครึ่งของเค้ามันเป็นตี 2 ตี 3 อะไรอย่างนี้ เค้าจะสวดอย่างไงครับ
หลวงตา :ก็แล้วแต่เค้า ถ้าเค้าอยากตามกระแสเค้าสวดพร้อมเรา
ลูกศิษย์ :ตั้งที่เมืองไทยเป็นหลัก
หลวงตา :ใช่
ลูกศิษย์ :บางคนสวดชินบัญชร สวดพาหุง อะไรบ้าง เค้าอยากจะสวดร่วมด้วยกับจักรพรรดิเค้าจะสวดอย่างไง ตอนข้างหน้าหรือข้างหลังอย่างไรครับ
หลวงตา :สวดพร้อมกันได้
ลูกศิษย์ :สวดพร้อมกัน
หลวงตา :มันเป็นพุทธะ เหมือนกัน
ลูกศิษย์ :จะเอาอันไหนขึ้นก่อนขึ้นหลัง
หลวงตา :เหมือนกัน
ลูกศิษย์ :ได้หมด
หลวงตา:แล้วแต่เค้าจะเอาอันไหนขึ้นก่อนอันไหนหลัง
ลูกศิษย์ :ก็คือเป็นบทพุทธะคุณเหมือนกัน
หลวงตา :ใช่
ลูกศิษย์ : แล้วมีหลายคนเค้าสวดแล้ว บางคนรู้สึกมันแน่น มันอึดอัด มันร้อนอะไรต่าง ๆ
หลวงตา: มันก็ดีนี่ แสดงว่าธาตุขันธ์ มัันมีอะไรซักอย่างไม่ปกติ
ลูกศิษย์ :อ๋อ
หลวงตา :อย่าไปหยุดสวด เดี๋ยวมันหายไปเอง
ลูกศิษย์ :แล้วบางคนสวดแล้วร้องน้ำตาไหล มันไหลมาเอง ร้องๆ แล้วก็ หาว ๆ พอสวดก็หาว
หลวงตา:มันไม่เหมือนกัน คนเรามันไม่เหมือนกัน พลังงานอยู่ที่เค้า พลังงานในอดีต พลังงานปัจจุบัน พลังงานซ้อน พลังแอบแฝง หรือไม่ก็ไปจับมา อะไรสารพัดล่ะ
บันทึกการเข้า

"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
Wisdom
ทีมงานเว็บวัดถ้ำเมืองนะ
ศิษย์วัดถ้ำเมืองนะ
******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 415


"อิมินา ปุญญะกัมเมนะ พุทโธโหมิ อะนาคะเต กาเล"


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 29, 2012, 08:33:21 PM »

ลูกศิษย์ : อ๋อ

หลวงตา : พลังงานอยู่ที่ตัว ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ลูกศิษย์ : พอสวดจักรพรรดิเค้าเข้าไป มันก็ไปกระทบกัน

หลวงตา:ใช่ เกิดอาการออกมาทางธาตุ
ลูกศิษย์ :อ๋อ

หลวงตา :เหมือนเราเดินไปอยู่ ๆ ก็ขนลุก เพราะจิตเราไปกระทบกับวิญญาณ มันก็เข้าธาตุ จิตเข้าธาตุมันก็เกิดขนลุก
ลูกศิษย์ :ไม่ใช่เราหลอกตัวเอง

หลวงตา:มันหลอกไม่ได้ อยู่ ๆ มันก็ขนลุกมันต้องมีอะไรซักอย่าง พลังงานกระทบที่จิตเราครับ เพราะจิตเราควบคุมธาตุอยู่ มันก็ออกมาทางธาตุ อย่างเราสวดไปเรื่อยๆ นี่ กำพระไปเรื่อย ๆ นี่ เวลาเรามองภาพพระพุทธรูป มันก็เกิดอาการที่จิต มีความรู้สึกที่จิต นั้นคือได้ผลได้แล้ว มันจะมีผล จิตกระทบครับ ออกทางธาตุ ออกทางกาย บางคนไม่ได้สัมผัส เห็น แต่รู้สึกนะ แต่บางคนมีความรู้สึก
ลูกศิษย์ :เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเห็น รู้สึกก็ได้

หลวงตา: ได้ ความรู้สึกว่าเอ้? มีอะไร
ลูกศิษย์ : เหมือนกระทบอะไรบางอย่าง

หลวงตา :ใช่ นั้นคือความรู้สึก
ลูกศิษย์ :แต่บางคนเค้าทั้งเห็น ทั้งรู้สึกนี่ ถือว่าเค้าได้ทั้งหมด

หลวงตา:เหมือนกัน
ลูกศิษย์ :แต่คือหลักก็คือ ต้องกำหนดหลวงปู่กับสวดคู่กันไปตลอด

หลวงตา :อืม คือหลักใหญ่ ถ้า...นาน ๆ เข้า มันชำนาญแล้ว ท่านจะผ่านเลยนะ จะดูอะไรท่านผ่านเลย ให้เห็นภาพท่าน
ลูกศิษย์ : แบบปุ๊บขึ้นมาเลย

หลวงตา:ใช่ หรือไม่เราจะกระทบอะไร เหตุการณ์อะไรเกี่ยวข้องกับเรา มันจะภาพเกิดเลยนะ
ลูกศิษย์ :อ๋อ คือท่านคุมเราอยู่

หลวงตา :ใช่ เพราะเราจับภาพท่านมานาน
ลูกศิษย์ :ไม่ต้องไปสวดจักรพรรดิ

หลวงตา:ไม่ มันเป็นอัตโนมัติแล้ว
ลูกศิษย์ :อ๋อ

หลวงตา :นอกจากเวลาจะไปอธิฐานอะไร ตั้งท่านก่อน ตั้งพระพุทธ บารมีครู
ก่อน แล้วอธิฐานไปที่ท่านหลวงปู่ดู่
ลูกศิษย์ : อ๋อ แล้ววิชาเปิดโลก

หลวงตา:นี่แหละ เปิดโลกล่ะ ถ้าใครผ่านหลวงปู่ดู่ไม่ได้ ก็เปิดโลกไม่ได้
ลูกศิษย์ :ทุำกอย่างต้องผ่านหลวงปู่ก่อน

หลวงตา:ใช่
ลูกศิษย์ :คือเราไม่ดูเอง

หลวงตา:ไม่ อย่าเด็ดขาดเลย มีลูกศิษย์หลวงพ่อตั้งหลายคน ผ่านไปแล้วมันเทียบเคียงนะ ท่านไม่ได้ควบคุมเราแล้ว ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว
ลูกศิษย์ :อ๋อ

หลวงตา: ไงก็ต้องตั้งท่านทุกครั้ง
ลูกศิษย์ : ต้องตั้งท่านทุกครั้ง ถ้าไม่เห็นท่านแสดงว่าท่านไม่ให้ดู ไม่ควรดู

หลวงตา: ดูได้ถ้าเห็นท่าน แสดงว่าท่านผ่านให้ดูนะ ถ้าเห็นนะ ถ้าไม่เห็นแสดงว่าท่านไม่ให้ดู ไม่มีประโยชน์
ลูกศิษย์ :ก็ืคือ ต้องมีครูบาอาจารย์คุมตลอด

หลวงตา:บางอย่างมันมีโทษนะ บางอย่างมันมีประโยชน์ ท่านก็จะให้ดู อากาศมันป่วนมันเกี่ยวกับ เรื่องของกรรม เรื่องของโลกวิญาณ เรื่องการทำบุญแบบไม่ได้หวังอะไรตอบแทน ไม่ได้หวัง แบบเราเห็นคนเดินไปเดินมา เราสามารถช่วยเค้าได้เราก็ช่วย ตามที่เราจะช่วยได้
ลูกศิษย์ :ช่วยเรื่อยไป

หลวงตา: ใช่ อย่างเราเห็นเค้ามา เค้ามีปัญหาเรื่องวิญญาณ แขนไม่อยู่ เราก็ส่งวิญญาณไปโดยที่เค้าไม่รู้ อธิฐานให้เค้า เราไม่ได้หวังอะไร ให้เค้ารู้อะไร เราไม่หวัง ถ้าทำได้อย่างนั้นก็ โอเค
ลูกศิษย์ : การที่จะทำได้ต้องทรงพรหมวิหาร

หลวงตา: ถูก พรหมวิหาร ไม่หวังอะไรตอบแทนครับ
ลูกศิษย์ :แล้วจริง ๆ ตัวบทจักรพรรดิ เวลาสวดนี่อานิสงค์ จริง ๆ ที่หลวงปู่บอกไว้นี่มียังไงบ้างครับ

หลวงตา: อานิสงค์เยอะครับ อย่างน้อย ๆ เวลาเราสวดเราก็ทรงเครื่องจักรพรรดิ
ลูกศิษย์ :โดยอัตโนมัติเลยเหรอครับ

หลวงตา:ใช่ ถ้าเราสวดบ่อย ๆ นี่ เราเป็นจักรพรรดิโดยทิพย์ อะไรจะมาแฝงเราไม่ได้ แม้แต่กรรมในอดีตทีจะเข้ามาก็มาไม่ได้ ช่วงนั้นเราเป็นจักรพรรดิ พลังเหนือพลังครับ
ลูกศิษย์ :อ๋อ แล้วที่อยู่ในตัวเราเค้าจะขับออกไปด้วยไม๊ครับ

หลวงตา:ถูก
ลูกศิษย์ :อ๋อ โดยอัตโนมัติเลย

หลวงตา: มันล้างไปเรื่อย ๆ เหมือนล้างบ้าน เหมือนล้างจิต
ลูกศิษย์ : เหมือนกินน้ำล้างไปเรื่อย ๆ

หลวงตา: ใช่
ลูกศิษย์ :เพราะฉะนั้นจิตมันก็จะยิ่งสะอาดขึ้นเรื่อย ๆ

หลวงตา:ใช่
ลูกศิษย์ :อานิสงค์ก็ครบหมดทั้งทางโลกและทางธรรม

หลวงตา:ยังไงท่านบอกให้ทนสวด
ลูกศิษย์ :สวดเรื่อยไป
หลวงตา:ใหม่ ๆ เนี่ย
ลูกศิษย์ :เพราะบางคนชอบเกี่ยงว่าสวดแล้วไม่เห็นได้อะไร ไม่หายเลย

หลวงตา:ไม่ได้ครับ การจะทำให้แผลมันหาย การจะทำให้อะไรมันหาย ไม่ใช่วัน สองวัน แผลบางอย่างใ้ช้เวลารักษาหลายปี เค้าไม่เข้าใจเรื่องนั้นครับ อย่างโรงพยาบาลรักษาบางคนรักษาเป็น 10 ปี ใช่ไม๊
ลูกศิษย์ :ใช่ครับ

หลวงตา:มันก็เหมือนกันนั้นล่ะ ขนาดแผลสด ๆ ต้องใช้เวลาใส่ยา 2 – 3 วัน กว่าแผลจะหาย นี่แผลในอดีตเราบางแผลมันยาวมาก จะให้มันหมดไปมันเป็นไปไม่ได้ ครั้ง 2 ครั้ง
ลูกศิษย์ : เราทำไปเรื่อย ๆ

หลวงตา: อืม
ลูกศิษย์ :พอเราสวดไปเรื่อย ๆ ชำนาญเข้ามันก็ไปได้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ

หลวงตา: ความรู้สึกจะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ
ลูกศิษย์ :สมมุติช่วงเวลาเราเดินคุยกับเพื่อน ดูทีวี อยู่ เราไม่สามารถสวดได้  ใจเราสามารถนึกเป็นภาพหลวงปู่แทนได้ไม๊ครับ

หลวงตา:ถึงแล้ว ภาพจักรพรรดิ
ลูกศิษย์ :อานิสงค์เท่ากับสวดจักรพรรดิ

หลวงตา:จิตมันจะทำงานใน 2 อย่าง ทั้งทางโลกและทางธรรม
ลูกศิษย์ :ก็คือปากก็พูดไป แต่ใจเรานึกถึงหลวงปู่ไปเรื่อย ๆ
หลวงตา:ต่อไปในกาลข้างหน้าหลายปี หลาย 10 ปีเข้า ก็เอาวิชาพวกนี้มาใช้ เพียงแต่เราจับท่านปั๊บ เราก็จะรู้อะไร ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา สัมผัสได้กระแสทุกอย่าง ฝ่ายที่ตั้งมาหาเรา และฝ่ายไปข้างหน้าพวกนี้ ผ่านไปที่คน ผ่านไปที่สรรพสัตว์ ผ่านไปที่วิญญาณ ทั้งหมด ทั้ง 3 โลกธาตุ มีประโยชน์มหาศาล
------------------------------------
ถอดความคำสอนจากเทปบันทึกโดยคุณ nobipong
ถอดเทปเนื้อหาท่อนนี้โดยคุณ mamee (ส่งมาทาง e-mail)
บันทึกการเข้า

"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: