|
preechaniy
|
 |
« เมื่อ: ธันวาคม 01, 2009, 11:57:41 AM » |
|
เป็นบทความจากเวปวัดถ้ำฯเก่าครับผมเก็บไว้ แล้วจำผู้เขียนไม่ได้ต้องขออนุญาตนำมาให้พี่น้องศิษย์วัดถ้ำฯ ได้ศึกษากันครับ อนุโมทนากับท่านผู้เขียนด้วยครับ. การดูกายทิพย์และวิธีการทรงกายจักรพรรดิ ________________________________________ ขอนำเรื่องราวบางอย่างที่ได้เรียนรู้มาจาก หลวงตาม้าสมัยบวชเรียนอยู่กับท่านที่วัดถ้ำเมืองนะ นำมาถ่ายทอดเรียบเรียงเป็นบทความนี้เป็นธรรมทานครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ----------------------------- การดูกายทิพย์และวิธีการทรงกายจักรพรรดิ ร่างกายที่เราใช้ในการดำเนินชีวิตอยู่ทุกวันนี้ เป็นแค่ ธาตุ 4 ที่รวมตัวกันขึ้นมา ประกอบเป็นสิ่งที่โลกๆเรียกว่า เราแต่แท้จริงแล้วนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีส่วนไหนในร่างกายอันเน่าเหม็นสกปรกนี้ ที่เป็นเราแม้แต่อย่างเดียว ทุกอย่างกำลังแก่ตัวลงตามกาลและเวลาและในไม่ช้า จะสลายตัวคืนสู่ธรรมชาติไปในที่สุด กายทิพย์ คือรูปและนามที่ประกอบขึ้นจากจิตและมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะอารมณ์ของจิต กายทิพย์คือกายที่ซ้อนอยู่ในกายเน่าๆกายนี้ กายเน่าๆกายนี้ที่กายทิพย์ซ้อนอยู่เป็นเพียงเปลือกเท่านั้น ทุกวันนี้เราเหมือนตัวทากที่อาศัยอยู่ในเปลือก ซึ่งเปลือกนี้แลที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะดำรงอยู่ในภพมนุษย์ได้ เมื่อเปลือกแตกไปจิต กายทิพย์นี้ก็ไม่อาจทรงอยู่ในภพมนุษย์ได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นที่ๆเราเอาร่างกายเนื้อมารับกรรม ใช้กรรม หรือ มาสร้างบุญบารมีมาปฎิบัติ ฯลฯ ต่อไปนี้จะลงลึกในส่วนกายทิพย์ซึ่งเป็นรูปและนามที่ประกอบขึ้นถูกตกแต่งจากอำนาจกรรม (ใครจะใหญ่เกินกรรม) และ สภาวะจิต ที่ส่งผลต่อกายทิพย์โดยตรงว่าจะมีรูปร่างเช่นไร กำหนดดูกายทิพย์ หากกำหนดดู ทำใจให้สบายๆ อธิษฐานขอกำลังหลวงปุ่ ขอดูเพื่อศึกษา แล้วกำหนดไป จับอารมณ์แรก จิตจะเห็นถึงกายทิพย์ที่ซ้อนอยู่ ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องเกร็งวางใจสบายๆทรงอารมณ์กระแสหลวงปู่ที่ไหลผ่านเข้าสู่จิตเราให้มีกำลังแล้วน้อมไปอารมณ์คล้ายการนึกแล้วเห็นแต่ไม่ใช่อุปาทาน ขอแค่ใจสบายและอาราธนากำลังหลวงปุ่ มาก่อนกำหนดทุกครั้ง แล้วไม่ต้องลังเลไม่ต้องสงสัย ให้มีความกล้า นึกกำหนดไป หลวงตาเมตตาสอนว่าอุปาทานต่างๆ หลวงปู่ท่านคุมปิดให้หมด เราไม่ต้องกังวล นิมิตที่เห็นนั้นจริงทุกประการ ซึ่งหลักการนี้ยังใช้กับการกำหนดดูภพภูมิด้วย และที่สำคัญที่สุดและเป็นพื้นฐานหัวใจที่สำคัญที่สุดของวิชาเปิดโลกทั้งหมด คือ พรหมวิหาร ซึ่งหลักการง่ายๆ ไม่มีอะไรมากเลยหลวงตาสอนว่า " รักทุกคน ไม่เกลียดใคร ไว้ใจบางคน" ซึ่งแปลถึงว่าเราไม่มีอคติใดกับใครๆ รักทุกคนโดยไม่มีสิ่งใดแฝง แต่ในทางเดียวกันก็เป็นการมีเมตตาอย่างมีปัญญาทั้งนี้ในการทรงอารมณ์หลวงปู่ในการน้อมไปดูนั้น การกำพระผงจักรพรรดิ จะช่วยได้มากสำหรับคนที่ฝึกใหม่ๆ ที่อำนาจจิตยังทรงกำลังหลวงปู่ได้ไม่นิ่งพอ หลวงปู่ดู่ เป็นพระมหาบรมโพธิสัตว์เจ้าบารมีรวมทั้งก่อนและหลังรับพยากรณ์ถึง 80 อสงไขย กับเศษแสนมหากัป และ สร้างบารมีพิเศษด้านกำลังจักรพรรดิ และเป็นผู้ที่จักมาตรัสรู้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคตกาลอีกประมาณล้านปีมนุษย์ ขอจงมั่นใจในกำลังและเมตตาท่านเถิด คำแนะนำ - อย่าทิ้งการปฎิบัติภาวนา ตลอดชีวิต จนกว่าลมหายใจจะหมดไป ประเภทของกายทิพย์ 1. กายสัตว์นรก - เป็นกายทิพย์ที่จะปรากฎกับผู้ที่อำนาจจิตใจอยู่ในกิเลศอย่างเข้มข้น มีจิตใจที่เร่าร้อน ไม่สงบ วุ่นวายมีความคิดที่น้อมไปสู่อกุศล กายสัตว์นรกยังจำแนกออกไป ตาม อบาย ขั้นต่างๆ เช่นเปรต หรือนรกชั้นต่างๆซึ่งความน่าเกลียดน่ากลัวของกายทิพย์เหล่านี้ก็แตกต่างกันออกไป ตามชั้นของสถาวะจิตที่อยู่ในอารมณ์แห่งบาปเพียงใดเมื่อเราสามารถที่จะกำหนดดูกายทิพย์เหล่านี้ได้ เมื่อเราเห็นกายสัตว์นรกเราก็สามารถ น้อมกระแสดูต่อได้ว่า เมื่อเขาตายไป จะไปตกนรก ชั้นใดแต่ในทางกลับกัน แทนที่จะปล่อยให้เขาตกนรก เราก็สัพเพครอบวิมาน ให้เขาเพื่อปรับพื้นฐานจิตใจเขาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อครอบวิมานกำลังบารมีบุญตัวนี้จักไหลเข้าสู่กายทิพย์เขาทำให้เขาจะมีโอกาสที่จะดีขึ้นเรื่อยๆได้ หากไม่พ้นวิสัยของกรรมก็อาจรอดนรกได้ในที่สุด
2.กายในของสัตว์ - เมื่อพูดถึงกายในของสัตว์คนส่วนใหญ่คงนึกกันว่าจะมีลักษณะเหมือนสัตว์ชนิดนั้นๆ เช่นเมื่อสุนัขตายไป ก็ จะมีวิญญานในรูปร่างลักษณะ ของสุนัข แต่แท้จริงแล้วหาใช่เป็นยังงั้นเลย สุนัขที่เราเห็นนั้น แท้จริงกายในก็มีลักษณะคล้ายกับรูปร่างมนุษย์ที่ขดตัวลงไปคลาน 4 ขาในร่างของสุนัข และนับว่าเป็นความทรมานอย่างยิ่ง ภูมิของสัตว์พระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นอบายภูมิชนิดหนึง แต่ทั้งนี้กายทิพย์ที่อยู่ในร่างของสัตว์ก็ยังมีลักษณะความหยาบละเอียดแตกต่างกันไป เช่นหากเห็นสุนัขเรื้อนตามวัดวา พวกนี้ส่วนใหญ่คือสัตว์นรกที่ขึ้นมาชดใช้กรรมต่อในภูมิของสัตว์ ส่วนสุนัขที่เราเห็นอยู่ดีกินดี ก็ จะมีกายทิพย์ที่ยังเป็นกลางๆอยู่ ส่วนหากเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบุญญาบารมีหรือผู้มีธรรม โดนกรรมวิสัย ทำให้ต้องเกิดเป็นสัตว์ เช่นเกิดเป็นช้าง นก ฯลฯ จะมีความบริสุทธิ์ของกายทิพย์ที่มากกว่าสัตว์ทั่วไป แต่ทั้งนี้สำหรับโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มแล้ว จะไม่มีการไปเกิดเป็นสัตว์ หรืออบายภูมิใดๆ อีกเลย จักขึ้นลงเพียง ภูมิมนุษย์ กับภูมิ เทวดา พรหม 3. กายมนุษย์ - มีความคล้ายคลึงกับร่างกายที่เราครองอยู่ในชาติปัจจุบันมากที่สุด เพราะกรรมตกแต่ง กายทิพย์มนุษย์ คือกายที่อยู่ตรงกลางของประเภทกายทิพย์ทั้งหมด โดยกายทิพย์มนุษย์โดยทั่วไปสภาวะ อารมณ์จะอยู่กลางๆ คาบเกี่ยวระหว่างบาปและบุญ ขึ้นๆลงๆ ไม่คานกันมากนัก แต่ทั้งนี้ก็ยังแตกต่างกันอยู่ในเรื่อง ความหมองคล้ำ หรือความใสของกายทิพย์ สำหรับกายทิพย์มนุษย์ที่หมองคล้ำนั้น เหตุเกิดจาก ศีล 5 ไม่ครบ ยิ่ง มากข้อก็ยิ่งหมองและสุดท้ายนำพาไปสู่การเป็นกายทิพย์สัตว์นรกในที่สุดส่วนสำหรับมนุษย์ที่มีศีล 5 เป็นพื้นฐาน กายทิพย์จะมีความละเอียดมากกว่ายิ่งสถาวะอารมณ์ดีด้วย ก็ยิ่งมาก และเข้าใกล้สู่การเป็นกายทิพย์เทวดาต่อไป 4.กายเทวดา - คือผู้ที่สามารถทำสภาวะจิตจนตั้งมั่นอยู่ในบุญตลอดเวลา เป็นปกติ มีหิริโอตะปะ ความละอายในบาป เป็นปกติมีศีลบริสุทธิ์ และมี อารมณ์เมตตาระดับหนึง แม้จะมีอารมณ์ขุ่นเคืองบ้างในบ้างครั้งแต่ก็เบาบางมาก และหายไปทันทีและจิตก็กลับมาทรงอารมณ์ที่อยู่ในบุญทันที กายทิพย์ตั้งแต่ระดับเทวดาขึ้นไปจะมีเครื่องทรงที่มาจากอำนาจบุญที่เคยกระทำไว้ ไม่ว่าทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาและรวมถึงความเข้มข้นของอารมณ์จิตที่ตั้งมั่นในบุญและความละเอียดของจิต ซึ่งจะส่งผลต่อความะเอียดของกายเทวดาว่าจะสามารถเข้าถึงสวรรค์ชั้นใดได้ จาก 6 ชั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับบุญบารมี ด้วย จึงขึ้นอยู่กับเราที่จะทรงกายเทวดาได้ละเอียดแค่ไหนวิมานของเทวดาเองก็มีความละเอียดประณีตแตกต่างกันตามกำลังบุญของเจ้าของวิมานนั้นๆ 5.กายพรหม - มีความคล้ายคลึงกับกายทิพย์เทวดาแต่จะมีความละเอียดกว่ามากเครื่องทรงจะมีความละเอียดกว่ามากและเบาบางลึกซึ้งสุขุม การจะทรงกายทิพย์ของพรหมได้จักต้องมีอารมณ์ตั้งมั่นและสมาธิของจิตที่ดีมาก อารมณ์ใจสบายอย่างที่สุด และ มีพรหมวิหาร เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอย่างเข้มข้นครบถ้วน ซึ่งเป็นพรหมวิหารธรรม ความหมายตรงตามชื่ออยู่แล้ว 6.จิตพรหมลูกฝัก - ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากเป็นเรื่องของคนที่เล่นณานสมาบัติขั้นสูงๆกัน พบมากในฤาษีและผู้ปฎิบัติบางสายที่เข้าใจผิดขั้นสุดท้ายว่านี้คือนิพพาน สถาวะนี้จิตจะไร้รูปไร้ร่าง ฯลฯ เมื่อตายไปจะไปติดแหง่กอยู่ในอรูปพรหม 4 ไปไหนไม่ได้ นิ่งอยู่อย่างนั้นไปไหนไม่ได้จนกว่าจะหมดกำลัง พอหมด หากมีกรรมบาปที่เคยทำเผลอๆดิ่งลงนรกต่อภูมินี้ให้อธิษฐานไว้เลยว่านับแต่บัดนี้ ตราบเข้านิพพานเราขอ ปิด อรูปพรหม 4 อย่างเด็ดขาด รวมถึงอบายภูมิ 4 แต่อธิษฐานอย่างนี้ ก็ต้องปฎิบัติด้วยต้องทำด้วยไม่งั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร 7.กายทิพย์ของพระอริยะเจ้า - มีเครื่องทรงที่ใสคล้ายแก้วมีความบริสุทธิและละเอียดสูงส่ง ยิ่งตัดกิเลสมากข้อเท่าใดเข้าใกล้ความเป็นอรหันต์เพียงใดไล่ไปตั้งแต่ พระโสดาบัน พระ สกิทาคามี พระอนาคามีกายทิพย์รวมถึงเครื่องทรงก็ยิ่งใสเป็นแก้วมากขึ้นเท่านั้นส่วนถ้าถึงกายทิพย์พระอรหันต์นั้นกายจะใสบริสุทธิ์หมดจดเป็นแก้วเป็นสภาวะกายทิพย์ที่อยู่เหนืออำนาจของโลกสมมุติใดๆ และเมื่อละสังขารไป ก็จักเข้าสุ่แดนพระนิพพาน วิมานเป็นแก้วกายทิพย์ก็จักเป็นกายทิพย์พระวิสุทธิเทพ รูปลักษณ์กายพระอริยะเจ้านอกจากจะเป็นแบบมีเครื่องทรงโดยส่วนใหญ่ ก็พบว่าจะอยู่ในลักษณะพระสงฆ์ได้ด้วย คือกายทิพย์ห่มบวชเป็นพระเลยก็อยู่ที่ความประสงค์ของพระอริยะองค์นั้นๆ แต่ส่วนมากครูบาอาจารย์ ที่เป็นพระเวลาท่านไปโปรดใครท่านจะไปในรูปลักษณ์พระเป็นส่วนใหญ่ 8.กายทิพย์พระวิสุทธิเทพที่ประทับที่พระนิพพาน เครื่องทรงแตกต่างกันตาม สาวกภูมิ ปัจเจกภุมิ พุทธภูมิ แต่ความบริสุทธิ์เหมือนกันวิมานที่พระนิพพานก็แตกต่างกันตาม สาวกภูมิ ปัจเจกภุมิ พุทธภูมิ สภาวะนิพพานทุกอย่างเป็นแก้ว บริสุทธิ์ลักษะเหมิอนเพชรประกายพรึกเมื่อต้องแสงแดด เป็นแดนทิพย์และสภาวะทิพย์พิเศษที่อยู่นอกเหนือจากอำนาจใดๆ ทั้งสิ้นไม่ใช่อัตตา และไม่ใช่อนัตตา ไม่ไช่สูญ เป็นวิมุติเหนือโลกเฉพาะผู้เข้าถึงจักเข้าใจถึงอารมณ์นี้อย่างถ่องแท้ปถุชนทั่วไปก็ฟังเอาตามผู้ที่เข้าถึงแล้ว แต่ทั้งนี้พระวิสุทธิเทพหากท่านจะโปรดใครหรือใครกำหนดไปหาท่านท่านก็จะแสดงเป็นรูปลักษณ์พระพุทธเจ้าห่มจีวร(หากเป็นพระวิสุทธิเทพพุทธภูมิ)หรือเป็นรูปลักษณ์พระสงฆ์หากเป็นพระวิสุทธิสาวกภูมิ เรื่องวิมานนี้ก็นิยามได้ว่าพลังงานนั้นต้องมีทั้งรูปและนามถึงจะทรงตัวอยู่ได้วิมานแต่ละแบบที่จะรองรับกายทิพย์เรา ณ สวรรค์แต่ละชั้นนั้น ก็เป็นเหมือนภาชนะรองสภาวะจิตตามกำลังนั้นๆ เป็นทั้งรูปและนามเกาะกันอยู่ แต่นั้นยังเป็นแบบสมมุติ วิมานแก้วที่พระนิพพานนั้นก็เป็นเหมือนภาชนะรองรับสภาวะธรรมที่เป็นที่สุดแล้ว มีทั้งรูปและนามประกอบกัน แต่เป็นรูปนาม แบบวิมุติและสุดท้ายจริงๆแล้ว รูปนามแบบวิมุตินี้ก็คือไม่มีอะไร นิพพานคือนิพพาน สภาวะอันปราศจากทุข์ แต่ไม่ใช่สูญ ที่สูญไปคือกิเลศ ------------------------------------------- วิธีการทรงกายจักรพรรดิ ก่อนจะเข้าสุ่การทรงกายจักรพรรดิ ให้ฝึกการบวชจิตให้เป็นปกติ การบวชจิต-บวชใน หลวงปู่ปรารภว่า... จะเป็นชายหรือหญิงก็ดี ถ้าตั้งใจประพฤติปฏิบัติมีศีล รักในการปฏิบัติจิตมุ่งหวังเอาการพ้นทุกข์เป็นที่สุด ย่อมมีโอกาสเป็นพระกันได้ทุกๆ คนมีโอกาสที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้เท่าเทียมกันทุกคนไม่เลือกเพศ เลือกวัย หรือฐานะ แต่อย่างใด ไม่มีอะไรจะมาเป็นอุปสรรคในความสำเร็จได้ นอกจากใจของผู้ปฏิบัติเอง ท่านได้แนะเคล็ดในการบวชจิตว่า..... " ในขณะที่เรานั่งสมาธิเจริญภาวนานั้น คำกล่าวว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ให้นึกถึงว่าเรามีพระพุทธเจ้าเป็นพระอุปัฌาย์ของเรา ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ... ให้นึกว่าเรามีพระธรรมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ... ให้นึกว่าเรามีพระอริยสงฆ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ แล้วอย่าสนใจขันธ์ 5 หรือร่างกายเรานี้ ให้สำรวมจิตให้ดี มีความยินดีในการบวช ชายก็ตั้งจิตเป็นพระภิกษุ หญิงก็ตั้งจิตเป็นพระภิกษุณี อย่างนี้จะมีอานิสงส์สูงมาก จัดเป็นเนกขัมบารมีขั้นอุกฤษฎ์ทีเดียว " กายทิพย์ของเรานั้นหากก่อนภาวนาเราได้ตั้งจิตบวชพระแล้ว ระหว่างที่ภาวนาอยู่กายทิพย์เราก็เป็นพระมีรัศมีกายทิพย์สว่างมากอย่างนี้จะมีอานิสงส์พลังบุญสูงมาก ภาวนาได้ง่าย เนื่องจากตั้งจิตไว้ในศีลและฐานะอันสูง อย่างนี้เรียกว่าบวชจิต ซึ่งการบวชจิตด้วยใจกุศลศรัทธานั้น มีอานิสงค์ดีกว่าผู้ที่บวชรูปลักษณ์ภายนอกแล้วไม่บวชจิตเสียอีก แต่หากบวชได้ทั้งนอกและในอานิสงค์ก็ทวีคูณแต่สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือนนั้นเวลาสวดมนต์หรือภาวนาทำสมาธิ ตั้งจิตบวชเป็นพระแล้วอานิสงค์มากภาวนาได้ง่าย หลวงตาท่านสอนไว้ว่าหากเราภาวนาคาถาจักรพรรดิสบายๆ ทรงไว้ ภาวนาบ่อยๆ กายทิพย์จิตจะทรงเครื่องจักรพรรดิ เพราะว่าเป็นไปตามพลังงานที่เราสวด พอเป็นเช่นนี้แล้วอารมณ์สภาวะทิพย์นั้นจะทรงตัวได้เข้มขึ้นส่งผลดีต่อการปฎิบัติ การทรงกายจักรพรรดิ เราสามารถจะทรงกายพระจักรพรรดิได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถปรับสภาวะจิตให้เข้าถึงกายทิพย์ตั้งแต่กายเทวดาขึ้นไป คุณสมบัติพิเศษของกายทิพย์ คือเมื่อเราทรงกายเทวดา หรือ พรหม เราก็ทรงเครื่องจักรพรรดิเข้าไปอีกซึ่งจะทำให้มีกำลังบุญมาก เครื่องทรงจักรพรรดินี้ก็จะทรงที่กายทิพย์ ตั้งแต่ชั้นเทวดาขึ้นไปตราบใดที่อารมณ์จิตยังไม่ตก สำหรับผู้ที่ฝึกบ่อยๆเข้าจนชำนาญแล้ว ก็จะสามารถทรงเครื่องจักรพรรดิเป็นปกติไปเลย เวลาไปที่ไหน เมื่อเราทรงกำลังบุญเปิดโลก รัศมีจะแผ่ในโลกทิพย์กว้างไกล การสัพเพมีกำลังมาก ฯลฯเรียกได้ว่าหากจะชำนาญในวิชาขั้นสูงของวิชาเปิดโลกได้ก็ต้องฝึกทรงเครื่องจักรพรรดิให้ชำนาญ ที่สำคัญอารมณ์ต่างๆ อย่าไปหมายมั่นว่าฉันจะทรง ให้เราทำอารมณ์ใจสบายๆ ก็พอ พยายามทำใจให้ถึงสภาวะของกายทิพย์ที่อธิบายไว้ตั้งแต่ชั้นเทวดาขึ้นไป ทำไปเพื่อความดี เพื่อความระงับกิเลศ เดี๋ยวก็ได้เองถึงเอง การทรง คือการทรงคาถาจักรพรรดินั้นเอง คาถาจักรพรรดิหลวงปู่เข้าถึงได้หลายระดับเมื่อเราเข้าถึงระดับที่ทรงคาถาจักรพรรดิจน เป็นอารมณ์ เราไม่ต้องมานั่งไล่ กายทิพย์ เพราะศีล อารมณ์ สภาวะกำลังบุญ พระไตรรัตน์ อยู่ในคาถาจักรพรรดิ หมดแล้ว ขอเพียงทำใจให้สบาย นึกถึงหลวงปุ่ ขอบารมีท่าน ตั้งท่านเป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าทรงเครื่องจักรพรรดิ อยู่บนหัว หลวงปู่ทวดอยู่บ่าซ้ายหลวงปุ่ดุ่อยู่บ่าขวา ภาวนา คาถาจักรพรรดิให้ใจสบายๆ อารมณ์สบายๆ คาถาจักรพรรดิเป็นอารมณ์ยิ่งดีเข้าเท่าไร โดยไม่ต้องสนใจว่าถึงไหนๆ เดี๋ยวก็ค่อยๆทรงได้เอง คาถาจักรพรรดิ หลวงปู่ดู่ คือ คาถาทรงกายจักรพรรดิ เมื่อภาวนาคาถาจักรพรรดิจนเป็นอารมณ์ ฝึกบ่อยๆ ทำให้เป็นนิสัย ให้เป็นปกติ ฝึกให้ชำนาญ ใช้เวลา มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ ความตั้งใจของคุณเอง ข้อคิดที่ฝากไว้คือ อย่าเหลิง ไม่ว่าได้ถึงไหน อย่าหลงตนเอง ไม่ว่าคนจะสรรเสริญตนเช่นไร ให้มีสติ ตั้งใจภาวนา ไม่ประมาท ไม่มีใครจะใหญ่เกินกรรมเมื่อทำได้ คุณก็จะได้ พลังเหนือพลัง ที่จะสร้างประโยชน์สืบไป กำลังพระ+จักรพรรดิหลวงตาท่านเองก็ทรงเครื่องจักรพรรดิ กายในท่านก็บวชพระจึงเป็นกำลังเหนือกำลัง และที่สำคัญที่สุด อย่าทิ้งหลวงปู่เป็นอันขาด ไม่งั้นทุกอย่างที่กล่าวมา คุณจะไม่มีกำลังของตนเองที่จะทำได้แม้แต่ข้อเดียว เราปฎิบัติไปโดย ตั้งให้ท่านคุมเราทุกขณะจิตให้อธิษฐานไว้ยังนี้เลย วิชาต่างๆที่อธิบายมานี้ให้ไว้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่มีจริตแบบนี้ เป็นตัวเลือกหนึ่งในการฝึกปฎิบัติในสายเปิดโลก ไม่ปฎิบัติแบบนี้ก็ไปต่อถึงจุดหมายได้เหมือนกันบางคนชอบแบบลึกซึ้งบางคนชอบแบบเรียบง่ายก็ว่ากันไปเสมือนว่ามีถนน 10 สาย ที่จุดสุดท้ายถึงที่เดียวกันไม่ว่าปฎิบัติไปแบบไหน ขอให้ถูกตามที่หลวงปู่หลวงตาสอนเป็นพอ ถนนแต่ละสายจะแตกต่างกันที่ลีลาการเดินทางและประโยชน์ที่ สร้างทิ้งไว้ระหว่างเดินทาง มากน้อย แตกต่างกันอยู่ที่ตัวเรา ใครที่เน้นอยากจะช่วยผู้อื่นให้มากๆ ช่วยสรรพวิญญาณอย่างลึก ส่วนมากเป็นพุทธภูมิหรือสาวกภูมิพิเศษก็จะเดินอีกสายหนึง กับท่านที่มุ่งตัดกิเลศเพื่อพระนิพพานซึ่งทุกสายทุกทางย่อมถึง ที่หมายเดียวกัน บริสุทธิ์เหมือนกัน ขอโมทนา จะอ่านไว้เป็นความรู้หรือจะเอาข้อที่ตนสนใจลองปฎิบัติดูก็ได้ ไม่ว่าปฎิบัติเน้นแบบใดจุดสุดท้ายก็เหมือนกัน ทุกคนมีหลวงปู่ สุดท้ายสำคัญที่สุด อยู่ที่ความสบายของใจนั้นและธรรมรักษา
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 01, 2009, 12:06:24 PM โดย preechaniy »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
KIRATI
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2009, 11:19:30 PM » |
|
อนุโมทนาบุญด้วยทั้งหมดทั้งมวลครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
ใครจะใหญ่เกินกรรม
|
|
|
|
chonnatee
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2009, 12:19:54 AM » |
|
ขอขอบคุณคุณpreechaniyที่กรุณานำบทความนี้มาลงไว้ครับ และขอโมทนาบุญด้วย สาธุๆๆ บทความนี้ดีจริงๆๆครับทำให้คนเห็นภาพว่าถ้าเราทำดีกายของเรา(จิต หรือ อทิสสมานกายของเรา)จะให้ผลเช่นไรขึ้นอยู่กับการปฎิบัติของเราว่าเราตั้งจุดหมายไว้ที่ใด ส่วนทำชั่วก็ให้ผลอีกทางหนึ่ง ดังนั้นท่านผู้อ่านทุกท่านจงพิจารณาเอาเถิดว่าเราปรารถนาที่จุดใดเมื่อเราทราบแล้วว่าก็หมั่นปฎิบัติให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ครับ เป็นกำลังใจให้ทุกคน ขอทุกๆๆคนให้ได้เข้าสู่พระนิพพานในชาติปันจุบันนี้ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ทรงบรรลุธรรมนั้นแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าและศิษย์วัดถ้ำเมืองนะทุกท่านได้ดวงตาเห็นธรรม ได้เข้าถึงธรรม และได้บรรลุธรรมในชาติปันจุบันนี้ด้วยเทอญ ขอให้ทุกๆๆท่านได้เข้าสู่พระนิพพานด้วยกันทุกท่านทุกค
|
|
|
|
Theppathai
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 02:43:46 PM » |
|
ขออนุโมทนาสาธุกับบุญบารมีทั้งหมดทั้งมวลครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
ขอบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ตั้งแต่องค์ปฐมถึงองค์ปัจจุบัน พระธรรมทั้งหมด พระอริยะสงฆ์ทุกๆองค์ เทพพรหมทุกชั้นฟ้า พระโพธิสัตว์ทุกๆองค์ บารมีรวมหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ หลวงตาม้าเป็นที่สุดโปรดจงดูแลลูกให้มีความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญ
|
|
|
|
udomdej
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 02:45:52 PM » |
|
อนุโมทนาบุญด้วยทั้งหมดทั้งมวลครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
run_hadyai
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2009, 03:00:55 PM » |
|
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
tongdee
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2009, 09:51:00 PM » |
|
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ สาธุ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Nattapol
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2009, 10:15:48 AM » |
|
โมทนาด้วยครับผม และ ขอบคุณมากๆครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
เอาดีไม่ได้ก็ให้มันตายไปเลย เอาดีได้แล้วก็ให้มันดีจนตาย
ทำไม่ได้ก็อายหมา
|
|
|
|
nutchapron
|
 |
« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2009, 10:43:03 AM » |
|
อนุโมทนา สาธุค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่มอบให้ค่ะ สาธุค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
makom
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2009, 01:15:54 PM » |
|
อนุโมทนาสาธุครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
print
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 21, 2010, 03:22:55 PM » |
|
สาธุ ขออนุโมทนาบุญทั้งหมดทั้งมวลครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
windmill
|
 |
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 23, 2010, 11:41:51 AM » |
|
อนุโมทนาบุญทุกประการด้วย ค่ะ ขอบคุณที่นำบทความดีๆนี้มาให้อ่าน ทำให้เข้าใจเรื่องของกายทิพย์ และการทรงกายจักรพรรดิ์ได้ดีขึ้นมาก ได้ "เข้าใจไว้ก่อน" ทำให้มีกำลังใจขึ้น เพื่อจะปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ให้ได้ผลในการปฏิบัติดีขึ้นค่ะ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
makom
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 11:14:07 AM » |
|
อนุโมทนาสาธุครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
pramualj
|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2010, 07:18:38 PM » |
|
สาธุ ครับ จะนำไปปฏิบัติ ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Artit
|
 |
« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2010, 10:41:15 PM » |
|
อนุโมทนา สาธุ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
pu4755
|
 |
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 16, 2010, 09:08:36 PM » |
|
ขออนุโมทนาบุญทั้งหมดทั้งมวลครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Alakazampkma
|
 |
« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 16, 2010, 10:56:07 PM » |
|
สาธุ ๆ ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
พุทธังอะนันตัง ธัมมังจักกะวาลัง สังฆังนิพพานะ ปัจจะโยโหนตุ ฯ
|
|
|
|
tavesub
|
 |
« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 17, 2010, 08:46:38 AM » |
|
อนุโมทนาสาธุครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Pichaya
|
 |
« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 17, 2010, 09:18:19 AM » |
|
ขอโมทนาบุญกับคุณPreechaniy ครับ
ที่นำบทความที่ผมหาคำตอบมานานให้กระจ่างแจ้งได้
และทำให้มีปิติ มีกำลังใจปฎิบัติตามแนวทางหลวงปู่และหลวงตามากยิ่งขึ้น
ผมมั่นใจเลยว่า มีหลายท่านที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว มีความรู้สึกเช่นเดียวกับผม
หรืออาจรู้สึกเห็นกายทิพย์ของตัวเองชัดเจนขึ้นทันที สาธุ...
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
ท่านว่า ลองคิดดูนะ ถ้ากระแส สวดไปเรื่อยๆ กระแสกรรมมันเข้าได้ที่ไหน เทวดาแถว ๆ บ้านเรา ที่เราอยู่ เขาก็ได้ประโยชน์จากเรา ได้ความสุขจากเรา คิดดูสิว่า เขาจะทำอะไร เขาจะดูแลเรามั้ย มีใครมาทำอันตรายเราได้มั้ย ไม่มี คนที่แม้แต่คิดจะทำอันตราย ยังมีอันเป็นไปเลย
|
|
|
|
din
|
 |
« ตอบ #19 เมื่อ: มีนาคม 17, 2010, 11:40:55 AM » |
|
สาธุๆๆๆๆ อนุโมทนาบุญ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
BoOK
|
 |
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2010, 11:15:58 PM » |
|
โมทนาสาธุครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
N. Raiputta
|
 |
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 06:47:28 AM » |
|
โมทนา สาธุ สาธุ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chanya
|
 |
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 08:06:20 PM » |
|
ขออนุญาติถามนิดนึงค่ะ ต่อไปผู้ที่จะได้เป็นพระศรีอาริยะเมตไตย คือหลวงปู่ดู่หรือหลวงปู่ทวดคะ เพราะบางที่บอกว่าเป็นหลวงปู่ทวด แต่บางที่บอกว่าเป็นหลวงปู่ดู่ คือค่อนข้างสับสนน่ะค่ะ  แล้วขอถามอีกนิดนะคะ คือว่าเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติสายเปิดโลกได้ไม่นานค่ะ แต่ก่อนหน้านี้ก็สวดมนต์นั่งสมาธิ บวชเนกขัมมะที่วัดพิชัยญาติกับวัดอัมพวันมาบ้าง คือทุกครั้งที่ปฏิบัติใจมักจะแว้บไปเรื่องลามกเรื่อยเลย เกลียดตัวเองมากเลยค่ะ ก็จะพยายามดึงใจตัวเองกลับมา ทำให้รู้สึกเหมือนทำแล้วไม่ถึงไหนเลย เพราะต้องคอยดึงจิตกลับมาเรื่อยเลยค่ะ รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน มีวิธีแก้ไขไหมคะ หรือว่าให้พยายามปฏิบัติต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะดีขึ้นเองหรือเปล่าคะ  ต้องขอโทษนะคะถ้าคำถามนี้ไม่ดี ไม่สมควร :'(
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2010, 08:14:14 PM โดย chanya »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
khajhonlaph
|
 |
« ตอบ #23 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 10:14:49 PM » |
|
คุณ chanya ครับ ผมแนะนำให้สวดบทจักรพรรดิให้มากๆ เลยครับ วันไหนมีเวลาก็สวดซะ 108 จบไปเลยครับ บทจักรพรรดินี้วิเศษมากครับจะช่วยตัด กิเลส ตัณหา กามราคะในจิตของเราได้ครับ ของผมเพิ่งสวดมาไม่กี่เดือนแต่เน้นสวดมากๆ ครับ อาบน้ำก็สวด ขับรถก็สวด ว่างจากการทำงานก็สวด เวลาจะนอนก็สวดครับ ของผมนี่ตอนนี้กิเลส ตัณหา กามราคะทั้งหลายนี่หายไปมากเลยครับเบาไปมากเลยครับเกือบจะไม่มีแล้วครับ บทจักรพรรดินี่วิเศษจริงๆ ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ohm_chiangmai
|
 |
« ตอบ #24 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 10:02:53 AM » |
|
ขออนุโมทนาในบุญด้วยครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
chor
|
 |
« ตอบ #25 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 11:05:49 AM » |
|
ขออนุโมทนาบุญทั้งหมดทั้งมวลครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
สัพเพ พุทธา สัพเพ ธรรมมา สัพเพ สังฆา พะลับปัตตาปัตเจกานัญ จะยัง พะลัง อรหันตานัน จะเตเชนะ รักขังพันธามิสัพพะโส พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ
|
|
|
|
chanya
|
 |
« ตอบ #26 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 11:27:57 AM » |
|
ขอบคุณ คุณ khajhonlaph มากค่ะ จะพยายามสวดคาถาจักรพรรดิ์ให้มาก ๆ เผื่อจะดีขึ้นนะคะ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
chanya
|
 |
« ตอบ #28 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2010, 09:26:44 PM » |
|
เข้าไปดู web ที่บอกแล้ว เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณลีลาวดี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|