|
|||||||||||
|
ประวัติหลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ วัดสะแก ม.๗ บ้านสะแก ต.ธนู อ.อุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นามเดิม ท่าน
มีชื่อว่า “ดู่” เกิด เมื่อวันที่
๑๐ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๔๗
ตรงกับวันศุกร์
ขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๖
ปีมะโรง
ซึ่งเป็นวันเพ็ญวิสาขปุรณมี
ณ
บ้านข้าวเม่า
ตำบลข้าวเม่า
อำเภออุทัย
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กำเนิดในตระกูล
“หนูศรี” โยมบิดา
- มารดา ชื่อ
พุด
โยมมารดาชื่อ
พ่วง
มีพี่สาวร่วมบิดามารดา
๒ คน
ท่านเป็นคนที่
๓ เป็นบุตรคนสุดท้อง
อาชีพของโยมบิดามารดาเป็นชาวนา
มีฐานะไม่ร่ำรวย
เมื่อหมดหน้านา
โยมทั้งสองจะช่วยกันทำขนมไข่มงคลออกเร่ขาย
หารายได้อีกทางหนึ่ง
ขณะที่ท่านยังเป็นทารกน้อย
ได้เกิดเหตุอัศจรรย์กับตัวท่านครั้งหนึ่ง
กล่าวคือ
เวลานั้นเป็นฤดูน้ำหลาก
น้ำเหนือได้ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มแถบอยุธยาแทบทั้งหมด
ท้องนาและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยมีแต่น้ำเจิ่งนองไปทั่ว
บ้านของโยมหลวงปู่ดู่ก็ถูกน้ำท่วมเช่นกัน
วันนั้นโยมมารดาได้เอาเบาะซึ่งท่านนอนอยู่ไปวางตรงนอกชาน
(ไม่มีระเบียงกั้น)
ด้วยเห็นว่าเป็นที่โล่งโปร่ง
ลมเย็นพัดโชยตลอดเวลา
แล้วโยมมารดาก็ไปช่วยโยมบิดาทอดขนมไข่มงคลในครัว
ขณะที่โยมทั้งสองกำลังง่วนอยู่กับการทอดขนม
ก็ได้ยินเสียงสุนัขเลี้ยง
เห่าขรมตรงนอกชาน
แล้ววิ่งเข้ามาเห่าในครัวด้วยท่าทางลุกลน
ก่อนจะวิ่งพล่านออกไปเห่าตรงนอกชานอีก
โยมเห็นสุนัขแสดงกิริยาแปลก
ๆ
รีบออกจากห้องครัวมาดู
มองไปที่เบาะลูกชาย
ปรากฏว่า
หายไปก็ตกใจสุดขีด
วิ่งถลันไปที่สุดนอกชาน
กวาดสายตามองหาไปรอบทิศ
จึงได้เห็นเบาะหล่นจากชานเรือนลงไปในน้ำที่ท่วมเจิ่งด้านล่าง
และลอยไปติดริมรั้ว
กลางเบาะนั้นมีลูกชายตัวน้อย
ๆ นอนร้องอ้อแอ้อยู่
โยมบิดารีบโดดโครมลงไปในน้ำ
ลุยไปที่เบาะลูกชาย
เมื่ออุ้มลูกขึ้นมา
ปรากฏว่าไม่เป็นอันตรายอย่างใด
จึงประคับประคองกลับขึ้นบ้าน
ด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจเหลือจะกล่าว
โยมทั้งสองคิดหาสาเหตุที่ลูกตกไปในน้ำพร้อม
ๆ กับเบาะก็นึกไม่ออกว่าลูกจะดิ้นจนเบาะเลื่อนไหลไปจนสุดนอกชาน
แล้วตกลงไป
ก็เป็นไปไม่ได้
เพราะลูกยังไม่คว่ำเสียด้วยซ้ำ
จะดิ้นรนตะกายอย่างไร
ก็ไม่ทำให้เบาะขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ไปไกลถึงเพียงนั้น
หรือจะว่ามีลมพัดอย่างแรงถึงกับหอบเอาเบาะลูกหล่นน้ำ
ตนอยู่ในครัวใกล้
ๆ ทำไมจึงไม่รู้ว่ามีลมพัด
และถ้ากระแสลมรุนแรงถึงขั้นหอบเอาเบาะกับลูกปลิวตกเรือนไปได้
หลังคาบ้านก็คงเปิดเปิงด้วยกระแสลมไปแล้ว
และที่น่าแปลกน่าอัศจรรย์ก็คือ
เมื่อเบาะมีเด็กทารกนอนอยู่ตกลงไปในน้ำ
เหตุใดเบาะไม่พลิกคว่ำ
หรือตัวเด็กเลื่อนไหลตกน้ำไป
ซ้ำเบาะยังลอยน้ำได้
ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว
เบาะไม่ควรจะรับน้ำหนักเด็กไว้ได้ถึงเพียงนั้น
โยมบิดามารดาจึงเชื่อมั่นว่า
ลูกของตนมีบุญวาสนามากำเนิดแน่นอน
ซึ่งก็เป็นความจริง
เพราะทารกน้อยผู้นี้เมื่อเจริญวัยขึ้นมา
ก็ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จนชั่วชีวิต
ได้บำเพ็ญเพียรปฏิบัติสมณธรรม
ชีวิตเยาว์วัยของหลวงปู่ดู่
พรหมปัญโญ
ท่านต้องเผชิญกับการพลัดพรากที่รุนแรงร้ายกาจอย่างยิ่ง
นั่นคือโยมมารดาเสียชีวิตไปก่อนขณะท่านยังเป็นทารก
ครั้นอายุได้
๔ ขวบ
โยมบิดาก็เสียชีวิตตามไปอีกคน
ต้องอาศัยอยู่กับยาย
โดยมีพี่สาวชื่อ
สุ่ม
เป็นผู้เลี้ยงดูเอาใจใส่
เมื่อเจริญเติบโตถึงวัยเรียน
ก็เข้าศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่านที่วัดกลางคลองสระบัว
วัดประดู่ทรงธรรม
และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ
อุปสมบท
หลวงปู่ดู่ท่านได้ถือศีลข้อวัตร
คือฉันอาหารมื้อเดียวมาตั้งแต่ก่อนปี
พ.ศ. 2500
แต่ภายหลังคือประมาณปี
พ.ศ.2525
เหล่าสานุศิษย์ได้กราบนิมนต์ให้ท่านฉัน
2
มื้อเนื่องจากความชราภาพ
ประกอบกับต้องรับแขกมากขึ้นท่านจึงได้ผ่อนปรนตามความเหมาะสมแห่งอัตภาพ
แต่เมื่อถามความเห็นจากท่านจึงทราบว่า
ท่านต้องการโปรดญาติโยมจากที่ไกลๆ
จะได้มีโอกาสทำบุญ
นิมิตธรรม
เมตตาธรรม
นอกจากความอดทนอดกลั้นอย่างยิ่งแล้วหลวงพ่อดู่ท่านยังเป็นแบบอย่างของผู้ไม่ถือตัว
วางตัวเสมอต้นเสมอปลายไม่ยกตนข่มผู้อื่น
เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์
(เสงี่ยม) วัดสุทัศน์เทพวรารามหรือที่เรียกกันว่า
“ท่านเจ้าคุณเสงี่ยม”
ซึ่งมีอายุพรรษามากกว่าหลวงปู่
1 พรรษา มานมัสการหลวงพ่อ
โดยยกย่องหลวงปู่เป็นครูบาอาจารย์
แต่เมื่อเจ้าคุณเสงี่ยมกราบหลวงปู่เสร็จ
หลวงปู่ก็กราบตอบเรียกว่าต่างองค์ก็กราบซึ่งกันและกัน
เป็นภาพที่พบเห็นได้ยากเหลือเกินในโลกที่ผู้คนทั้งหลายมีแต่จะเติบใหญ่
ทางด้านทิฐิมานะ
ความถือตัว
อวดดี
ยกตนข่มท่าน
ปล่อยให้กิเลสหลงออกเรียราด
เที่ยวป่าวประกาศให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้ว่าตนดีตนเก่ง
โดยเจ้าตัวไม่รู้ว่าถูกกิเลสขึ้นขี่คอพาบงการให้เป็นไป หลวงปู่ดู่ไม่เคยวิพากษ์วิจาร์ณการปฎิบัติธรรมสำนักไหนๆ
ในเฃิงลบหลู่หรือเปรียบเทียบดูถูกดูหมิ่น
ท่านว่า “คนดีนะเขาไม่ตีใคร”
ซึ่งลูกศิษย์ทั้งหลายได้ถือเป็นแบบอย่าง
หลวงปู่ดู่ท่านเป็นพระที่พูดน้อย
ไม่มากโวหาร
ท่านจะพูดย้ำอยู่แต่ในเรื่องของการปฎิบัติธรรมและความไม่ประมาท
เช่น “ของดีอยู่ที่ตัวเราหมั่น(ปฎิบัติ)เข้าไว้ “ให้หมั่นดูจิตรักษาจิต” “อย่าลืมตัวตาย” และ “ให้หมั่นพิจารณา
อนิจจัง
ทุกขัง
อนัตตา”
หลวงปู่ทวด
สร้างพระ
ปัจฉิมวาร
“ถึงอย่างไรก็ขอให้อย่าได้ละทิ้งการปฏิบัติ
ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติ
ก็เหมือนนักมวย
ขึ้นเวทีแล้วต้องชก
อย่ามัวแต่ตั้งท่า
เงอะๆ งะๆ”
หลังจากคืนนั้นหลวงปู่ก็กลับเข้ากุฏิ
และละสังขารไปด้วยอาการสงบด้วยโรคหัวใจ
ในกุฏิท่านเมื่อเวลาประมาณ
๕ นาฬิกา ของ
วันพุธที่
๑๗ มกราคม พ.ศ.
๒๕๓๓
รวมสิริอายุได้
๘๕ ปี ๘ เดือน
๖๕ พรรษา
ยังความเศร้าโศกและอาลัยแก่
ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง
อุปมาดั่งดวงประทีปที่เคยให้ความสว่าง
ดับไป
แต่เมตตาธรรมและคำสั่งสอนของท่านยังปรากฏ
อยู่ในดวงใจของ
ศิษยานุศิษย์ตลอดไป
พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่
เมื่อวันที่
๒๐ เมษายน พ.ศ.
๒๕๓๔
:
เรียบเรียงจากหนังสือ
ไตรรัตน์
และ หนังสือกายสิทธ์
กลับสู่หน้าหลัก O กลับสู่หน้าประวัติครูบาอาจารย์
O ไปหมวด
ธรรมะ-คำสอน-ปฎิปทา หลวงปู่ดู่ |
|
|||||||||
Coppy rights. watthummuangna.com